คุณคิดว่า ‘คนที่ใช่’ ในระบบสุขภาพจิตของผู้ป่วยจิตเวชคือใคร?
แพทย์จิตเวชที่เก่งที่สุด นักจิตวิทยาที่มีประสบการณ์มากที่สุด หรือพยาบาลที่ทุ่มเทและใส่ใจกับผู้ป่วยทุกคนหรือเปล่า แต่ในความเป็นจริง ‘คนที่ใช่’ สำหรับการดูแลสุขภาพจิตของสังคม ไม่ได้มีแค่บุคลากรทางการแพทย์ แต่ในความจริงแล้ว ‘คนที่ใช่’ อาจไม่ได้หมายถึงเพียง ‘คน’ เท่านั้น แต่เป็น ‘คน ที่ ใช่’ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบสุขภาพจิตที่ดี
คน คือ บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ นักจิตวิทยา ครอบครัว และชุมชน ที่ช่วยสนับสนุนผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต ไม่ใช่แค่การรักษาทางคลินิก แต่หมายถึงเครือข่ายทางสังคมรอบตัวที่มีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้ป่วย อาทิ นายจ้างที่เข้าใจว่าสุขภาพจิตเป็นเรื่องสำคัญ ครูที่มองเห็นสัญญาณเตือนในเด็กก่อนที่ปัญหาจะรุนแรง ชุมชนที่ไม่ตีตราผู้ป่วยจิตเวช
ที่ คือ สถานที่บริการสุขภาพจิต ไม่ใช่เพียงโรงพยาบาลจิตเวชขนาดใหญ่ในเมือง แต่รวมถึงศูนย์สุขภาพชุมชน หน่วยบริการสายด่วนสุขภาพจิต คลินิกเคลื่อนที่ และพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถรับการดูแลโดยไม่มีอุปสรรคเรื่องระยะทาง เวลา หรือค่าใช้จ่าย
(ระบบที่) ใช่ คือ ระบบสุขภาพจิตที่ออกแบบมาเพื่อรองรับทุกคน และออกแบบมาเพื่อลดโอกาสป่วยให้น้อยที่สุด เมื่อเข้ารับการรักษาก็สามารถฟื้นฟูได้ไว
แล้วการจะออกแบบและพัฒนาระบบสุขภาพจิตของไทยให้เป็น ‘คน ที่ ใช่’ สำหรับคนทุกกลุ่มต้องเริ่มจากตรงไหน?
คน – ไม่ใช่แค่หมอแต่เป็นเครือข่ายทางสังคม (Social network) รอบตัว
“หมอรักษาโรคจิตเวชหายากมาก พยาบาลบอกว่าเขาต้องดูแลหลายคน ผู้ป่วยเยอะมาก แต่บุคลากรทางการแพทย์ไม่มีมาให้เขา เขาเหนื่อย พูดไปร้องไห้ไป”
หนึ่งในกรรมการชุมชนวัดโพธิ์เรียง ย่ายบางกอกน้อย บอกเล่าสถานการณ์เมื่อเขาเข้าไปรับบริการที่โรงพยาบาล แม้รัฐไทยจะมีงบประมาณด้านสุขภาพจิตสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (2.3% ของงบสุขภาพทั้งหมด) แต่ ‘คน’ หรือบุคลากรด้านสุขภาพจิต เช่น จิตแพทย์ นักจิตวิทยา พยาบาล กลับไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้ใช้บริการ

ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตพบว่า จิตแพทย์ไทย 1 คนต้องดูแลประชากร ประชากร 300,000 คน ข้อมูลจากปี 2566 มีประชาชนเข้ารับการรักษาในระบบบริการสุขภาพ 2 ล้านคน แต่มีการคาดการณ์ว่าประเทศไทยมีผู้มีปัญหาสุขภาพจิตมากกว่า 10 ล้านคน หรือกว่า 10% ของประชากร ภาระงานที่ล้นมือทำให้เกิดอาการณ์หมดไฟและลาออกของบุคลากร ยิ่งส่งผลให้จำนวนบุคลากรลดจำนวนลงอย่างต่อเนื่อง
การเพิ่มจำนวนบุคลการเป็นอีกแนวทางแก้ไขปัญหา แต่ควรดำเนินการอย่างเป็นระบบโดยเน้นการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพและการจัดสรรสวัสดิการในการทำงานและเวลาทำงานอย่างเหมาะสมเพื่อส่งเสริมการทำงานและสร้างแรงจูงใจในการทำงานอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้การบูรณาการทำงานระหว่างบุคลากรที่เกี่ยวข้องเช่น นักสังคมสงเคราะห์ อาสาสมัครในชุมชน นักบำบัดทางเลือก ก็จะช่วยลดภาระการทำงานของจิตแพทย์พร้อมทั้งทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องและรอบด้านทั้งในมิติของอาการป่วยและการฟื้นฟูเยียวยาให้กลับไปใช้ในชีวิตในสังคมได้
ที่ – เข้าถึงได้ง่าย ไว ลดค่าใช้จ่าย หลากหลายรูปแบบ
“ถามว่าใกล้ ๆ มันก็มี แต่เป็นคลินิกเอกชน เข้าทีก็เสียตังค์หลายบาท ถ้าจะไปโรง’บาลตามสิทธิก็เสียค่าเดินทางไป บางคนโดนส่งตัวไปไกลเพราะหมออยู่นั่น”
คำบอกเล่าของสมาชิกชุมชนคลองเตย สะท้อนความจริงให้เราเห็นว่า การกระจุกตัวของบุคลากร หมายถึง การกระจุกตัวของคุณภาพการรักษา ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตพบว่า โรงพยาบาลและสถาบันสุขภาพจิตสังกัดกรมสุขภาพจิตทั่วไปมีเพียง 13 จังหวัดจาก 77 จังหวัด ผู้ป่วยจำนวนมากที่อาศัยอยู่ในจังหวัดที่ไม่มีโรงพยาบาลเฉพาะทาง ต้องพึ่งพาโรงพยาบาลประจำจังหวัดหรือโรงพยาบาลชุมชน ซึ่งมักไม่มีแพทย์เฉพาะทางด้านสุขภาพจิตประจำอยู่
ระยะทางที่ห่างไกลต้องใช้เวลาทั้งวันเพื่อเดินทางไปโรงพยาบาล ใช้เงินหลายร้อยบาทเพื่อค่ารถ และอาจต้องลางานโดยไม่มีค่าจ้าง นี่เป็นต้นทุนแฝงที่ทำให้หลายคนต้องตัดสินใจ “อยู่กับมันไป” ปล่อยให้ตัวเองต้องเผชิญกับภาวะสุขภาพจิตไปจนกว่าอาการจะวิกฤต

ปัจจุบัน โครงสร้างบริการสุขภาพจิตของไทย ยังคงขึ้นกับกับศูนย์กลางโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ขาดการสนับสนุนเครือข่ายบริการระดับชุมชน หลายพื้นที่อาจมีศูนย์สุขภาพตำบลหรือโรงพยาบาลชุมชนที่ให้บริการเบื้องต้นเกี่ยวกับสุขภาพจิต แต่เมื่อผู้ป่วยต้องได้รับการรักษาเฉพาะทาง พวกเขาถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลประจำจังหวัดที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยกิโลเมตร ปัญหานี้ทำให้เกิด “ผู้ป่วยที่หลุดออกจากระบบ” เนื่องจากไม่สามารถเดินทางไปรับการรักษาต่อได้ และยิ่งไปกว่านั้น คนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลอาจต้องพึ่งพาบริการจากแพทย์ทั่วไป หรือบุคลากรที่ไม่มีความเชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเพียงพอ ซึ่งอาจนำไปสู่การวินิจฉัยผิดพลาด หรือการรักษาที่ไม่เหมาะสม
ทางออกของปัญหานี้อาจเริ่มจาก การพัฒนาและขยายคลินิกสุขภาพจิตระดับชุมชน หรือ ศูนย์บริการเคลื่อนที่ ให้สามารถรองรับผู้ป่วยระยะเริ่มต้นได้ ลดภาระโรงพยาบาลขนาดใหญ่ และช่วยให้ประชาชนได้รับการดูแลเบื้องต้นใกล้บ้านมากขึ้น ควบคู่ไปกับการบูรณาการระบบส่งต่อให้มีประสิทธิภาพ ลดขั้นตอนที่ยุ่งยาก กระจายผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลที่เหมาะสม และสนับสนุนค่าเดินทางสำหรับผู้ที่จำเป็นต้องไปรับการรักษาในจังหวัดอื่น รวมถึงการใช้เทคโนโลยีเชื่อมโยงแพทย์กับผู้ป่วย ผ่าน Telemedicine หรือระบบติดตามผลทางไกล เพื่อให้คนไข้สามารถเข้าถึงคำปรึกษาจากแพทย์ได้โดยไม่ต้องเดินทางไกล ลดปัญหาคิวรอนาน และทำให้บริการสุขภาพจิตเข้าถึงได้จริงสำหรับทุกคน
ใช่ – ระบบบริการสุขภาพที่ออกแบบให้คนมีโอกาสป่วยน้อยลง ป่วยแล้วฟื้นตัวกลับมาได้ไว
ระบบบริการสุขภาพจิตที่ดีไม่ควรเป็นเพียงระบบที่ตั้งรับให้บริการรักษาผู้ป่วยเมื่อมีอาการวิกฤต แต่ต้องเป็นระบบที่ช่วยให้คนมีโอกาสป่วยน้อยลง และหากป่วยแล้ว สามารถฟื้นตัวกลับมาใช้ชีวิตได้ไว
การป้องกันเพื่อลดโอกาสการเจ็บป่วยทางจิตใจ ควรเริ่มจากการเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี เช่น นโยบายที่ลดความเครียดในสถานที่ทำงาน การสนับสนุนสุขภาพจิตในโรงเรียน และการจัดพื้นที่สาธารณะที่ส่งเสริมสุขภาวะทางจิต นอกจากนี้ การส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน โดยการสร้างเครือข่ายสนับสนุนทางสังคม เช่น กลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน หรือโปรแกรมให้คำปรึกษาภายในชุมชน ก็สามารถช่วยให้คนในสังคมมีภูมิคุ้มกันทางจิตใจ และรับมือกับปัญหาทางอารมณ์ได้ดีขึ้น
สำหรับผู้ที่ป่วยแล้ว การฟื้นตัวได้ไวขึ้นอยู่กับระบบบริการที่สามารถให้การดูแลได้อย่างทันท่วงที เช่น การคัดกรองภาวะสุขภาพจิตอย่างเป็นระบบ ทั้งในสถานศึกษา ที่ทำงาน และศูนย์บริการสุขภาพชุมชน เพื่อให้ผู้ที่มีภาวะเสี่ยงได้รับความช่วยเหลือก่อนที่อาการจะรุนแรง รวมถึงการพัฒนาระบบบำบัดที่ครอบคลุมทั้งด้านยาและจิตบำบัด พร้อมการติดตามผลอย่างต่อเนื่องหลังการรักษา เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ
การสร้างระบบสุขภาพจิตที่ ‘ใช่’ จึงต้องเป็นระบบที่พร้อมให้บริการประชาชนตั้งแต่ยังไม่เริ่มป่วยโดยมีนโยบายส่งเสริมสุขภาพจิต และระบบที่มีคุณภาพสามารถเยียวยารักษาให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ไวก่อนจะร่วงหล่นจากระบบการรักษาหรือรักษาหายแล้วกลับมาเป็นซ้ำ

หากระบบสุขภาพจิตไทยเป็น “คน ที่ ใช่” สำหรับทุกคน หมายความว่า ทุกคนมีโอกาสได้รับการดูแลโดยไม่ถูกจำกัดด้วยรายได้ สถานะ หรือที่อยู่อาศัย คนจนเมืองที่ต้องดิ้นรนกับชีวิตประจำวัน จะสามารถรับคำปรึกษาจากนักจิตวิทยาโดยไม่ต้องเสียวันทำงาน เด็กนักเรียนที่เผชิญกับภาวะซึมเศร้าจะมีครูและเจ้าหน้าที่ที่พร้อมช่วยเหลือ ไม่ใช่แค่ตัดสินพฤติกรรมว่าดื้อหรือซน แรงงานที่มีนายจ้างสนับสนุนสวัสดิการด้านสุขภาพจิตให้สามารถทำงานได้อย่างมีความสุขและลดอาการหมดไฟ ผู้ป่วยจิตเวชในอาการฉุกเฉินได้รับการส่งตัวที่รวดเร็วและปลอดภัย บุคลากรทางการแพทย์จะสามารถทำงานได้อย่างมีคุณภาพ โดยไม่ต้องแบกรับภาระที่หนักจนเกินไป
ในวันที่ประเทศไทยมีระบบสุขภาพจิตเป็น ‘คน ที่ ใช่’ ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร จะมีเงินหรือไม่ จะอยู่ในเมืองหรือชนบท ทุกคนจะมั่นใจว่า หากวันหนึ่งหัวใจของพวกเราต้องการความช่วยเหลือและการดูแล พวกเราจะได้รับบริการโดยไม่มีอุปสรรคขวางกั้น ถึงเวลาที่ต้องมองว่าสุขภาพจิตที่ดีไม่ใช่สิทธิพิเศษ แต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนต้องได้รับ เพราะสุขภาพจิตที่ดีของคนเพียงคนเดียวเป็นภาพสะท้อนของสังคมโดยรวม
ถึงเวลาที่ระบบสุขภาพจิตไทยต้องเป็น ‘คน ที่ ใช่’ สำหรับทุกคน
อ้างอิง
https://www.rama.mahidol.ac.th/psych/th/content/05102013-1112-th
