Sex worker หรือคนขายบริการ
เป็นอาชีพหนึ่ง เเต่สำหรับบางคนยังมอง Sex worker ว่าไม่ใช่สัมมาชีพ กฎหมายในปัจจุบันก็จัดให้อยู่ในหมวดอาชีพผิดกฎหมาย
เมื่อไม่ถูกกฎหมาย ปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้คนที่ประกอบอาชีพนี้ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิ สวัสดิการขั้นพื้นฐานที่ควรได้รับจากภาครัฐรวมถึงถ้าเกิดปัญหาจากการทำงาน เช่น การทำร้ายร่างกาย จากคนที่มาใช้บริการ การจัดการหรือดำเนินคดีกลายจะเป็นเรื่องยากสำหรับพวกเขาทันที เพราะอาชีพที่สังคมบอกว่าผิดกฎหมายทำให้ไร้อำนาจต่อรองและต้องอยู่ในภาวะจำยอม
“Sex worker เป็นอาชีพบริการอย่างหนึ่ง เหมือนกับอาชีพบริการอื่นๆ”
เสียงจาก สุรางค์ จันทร์เเย้ม ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ (Swing Thailand) ในวงเสวนา ‘เพียงเเค่เราเห็นทุกคนเป็นคนเท่ากันอนาคต Sex worker ประเทศไทย’ จัดโดย มูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ เเละมูลนิธิเอดส์ เฮลท์ เเคร์ประเทศไทย (AHF Thailand) เมื่อวันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมา ร่วมกับ Giant เปิดตัวสารคดี “Giant Swing” ที่นำเสนอปัญหาของ Sex worker เเละการช่วยเหลือเพื่อนพนักงานบริการในช่วงโควิดระบาดเมื่อ 1 – 2 ปีที่ผ่านมา
Sex worker เป็นประชาชนคนหนึ่งที่เสียภาษีตามกฎหมาย พวกเขาควรมีสิทธิและได้รับสวัสดิการเหมือนกับคนอื่นในสังคม จึงเป็นที่มาของการเคลื่อนไหวเพื่อแก้ไขพ.ร.บ.ปราบปรามการค้าประเวณี โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การแก้ไขสถานการณ์ และทำให้คุณภาพชีวิตของ Sex worker ดีขึ้น
อีกทั้งการเคลื่อนไหวจากคนกลุ่มเดียวอาจไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ใหญ่กว่า ทำให้เกิดงานเสวนาครั้งนี้ขึ้นเพื่อให้คนในสังคมมองเห็นตัวตน Sex worker ที่เเท้จริง ร่วมเสวนาโดย
- รศ.ดร. ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เเละประธานมูลนิธิเพื่อพนักงานบริการ (Swing Thailand)
- สุรางค์ จันทร์เเย้ม ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อพนักงานบริการ (Swing Thailand)
- สุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนเเห่งชาติ
- ‘ต้น’ ธนษิต จตุรภูช นักร้อง นักแสดง

การช่วยเหลือเพื่อเพื่อนพนักงานบริการ
สารคดี Giant Swing ถูกเปิดขึ้นในงาน เพื่อฉายภาพของ Sex worker ในช่วงล็อกดาวน์ต้นปี 2563 จากการเเพร่ระบาดโควิด -19 ส่งผลให้หลายสถานที่รวมถึงสถานบริการต้องปิดเพื่อควบคุมการระบาด ซึ่งส่งผลกระทบต่อหลายอาชีพที่ต้องทำงานในพื้นที่นี้ เช่น พนักงานบริการทางเพศ รายได้ที่ควรได้รับในเเต่ละวันไม่มี
ทำให้มูลนิธิเพื่อพนักงานบริการตัดสินใจตั้ง ‘กองทุนเพื่อพนักงานบริการ COVID-19’ เพื่อช่วยเหลือเพื่อนๆ พนักงานบริการต่อไป แต่ทางมูลนิธิฯ มีความกังวล เนื่องจากภาพจำของ Sex worker ในสังคมไทยถูกมองว่าเป็นอาชีพขายศักดิ์ศรี
เเต่เมื่อจัดตั้งกองทุนฯ เเละประชาสัมพันธ์ทางโซเชียลมีเดีย โดยบอกอย่างชัดเจนว่าปลายทางการช่วยเหลือคือใคร กลายเป็นว่ามีคนส่งความช่วยเหลือ Sex worker มามากมาย นั่นทำให้เห็นว่าทุกวันนี้สังคมมองอาชีพบริการทางเพศในเเง่มุมที่ดีขึ้น
“ สังคมไทยมีคนที่เปิดใจ เเละพร้อมให้ความช่วยเหลือทันทีโดยไม่ตีตราประณาม การช่วยเหลือซึ่งกันเเละกันในครั้งนั้นทำให้พนักงานบริการทางเพศรอดพ้นวิกฤตมาได้” ชลิดาภรณ์ชี้

นอกจากการจัดตั้งกองทุน ทาง Swing Thailand จัดกิจกรรม ‘ส่งของกลับบ้าน’ โดยร่วมมือกับไปรษณีย์ไทย ที่คิดค่าบริการในราคาพิเศษ สุรางค์ อธิบายว่า พนักงานบริการทางเพศไม่ได้ทำงานเลี้ยงแค่ตัวเองเท่านั้น แต่ยังทำงานเพื่อเลี้ยงครอบครัว เมื่อไม่มีงานก็ไม่มีเงินส่งให้ที่บ้าน
Swing Thailand จึงลงพื้นที่สำรวจว่ามีใครบ้างที่ต้องการส่งของกลับไปให้คนในครอบครัว ทางมูลนิธิฯ จะเป็นคนจัดส่งของกลับไปให้ โดยใส่ชื่อพนักงานบริการเป็นผู้ส่ง ไม่ใช่มูลนิธิฯ เพื่อให้ครอบครัวรู้สึกมีความสุขเเละสบายใจว่าลูกหลานยังมีรายได้และสามารถซัพพอร์ตครอบครัวได้
“เขาก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคม เหมือนทุกคนที่มีหน้าที่มีการงานที่เเตกต่างกัน ดังนั้น ความเท่าเทียมไม่ได้อยู่ที่เขาทำงานอะไร เเต่เราจะช่วยเหลือเขาได้อย่างไรมากกว่า” ความเห็นจาก นิมิต หัวหน้าที่ทำการไปรษณีย์ บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด
แต่การจัดตั้งกองทุนหรือให้ความช่วยเหลือระดับภาคประชาชนอาจไม่ยั่งยืน ชลิดาภรณ์ กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของภาครัฐด้วยเช่นกัน ที่จะต้องดูแลประชาชนทุกคน แม้กระทั่ง Sex worker เช่น ตั้งงบประมาณเพื่อช่วยเหลือพนักงานบริการในยามวิกฤติ
“นานวันเข้าการช่วยเหลือกันเเละกันจะไม่เพียงพอ เมื่อถึงจุดหนึ่งสังคมไทยจะหมดเเรง ในท้ายที่สุดก็จะล้มทั้งผู้ช่วยเหลือเเละผู้รับการช่วยเหลือ” ชลิดาภรณ์กล่าว
‘การล่อซื้อ’ การลดทอนคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณีพ.ศ. 2539 ให้ความหมายของการค้าประเวณีว่า “การยอมรับการกระทำชำเรา หรือการยอมรับการกระทำอื่นใด หรือการกระทำอื่นใดเพื่อสำเร็จความใคร่ในทางกามารมณ์ของผู้อื่น อันเป็นการสำส่อนเพื่อสินจ้างหรือประโยชน์อื่นใด ทั้งนี้ไม่ว่าผู้ยอมรับการกระทำ และผู้กระทำจะเป็นบุคคลเพศเดียวกันหรือคนละเพศ”
ตัวกฎหมายระบุว่าคนประกอบอาชีพมีความผิดตามกฎหมายแน่นอน แต่คำถามที่หลายๆ คนมี คือ คนที่ซื้อบริการควรผิดด้วยหรือไม่? เช่น พระราชบัญญัติเพื่อป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 ที่ระบุว่า คนขายและคนซื้อมีความผิดเช่นเดียวกัน
เมื่อ Sex worker จัดเป็นอาชีพผิดกฎหมาย ก็ตามมาด้วยการจัดการ ซึ่ง สุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนเเห่งชาติ เเชร์ว่า การจัดการของเจ้าหน้าที่รัฐมีปัญหาหลายจุด เช่น ‘การล่อซื้อ’ ตามกฎหมายระบุว่า ต้องมีการประกอบกิจกรรมขายบริการถึงจะมีเหตุให้จับกุมได้ ทำให้เจ้าหน้าที่ใช้วิธีล่อซื้อปลอมตัวเป็นคนซื้อบริการเพื่อมีหลักฐานแจ้งจับได้ แต่เจ้าหน้าที่บางคนก็ถึงขั้นมีเพศสัมพันธ์กับ Sex worker รวมถึงการทำข่าวของสื่อมวลชนที่เผยแพร่ภาพถ่ายของ Sex worker ออกสู่สาธารณะ โดยที่เขาอาจจะอยู่ในสภาพที่ไม่พร้อม เช่น ไม่สวมเสื้อผ้า เป็นต้น

“กรรมการสิทธิมนุษยชนมีการตรวจสอบเเละให้ศาลออกคำวินิจฉัยว่า การล่อซื้อการค้าประเวณีถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ดังนั้น เจ้าหน้าที่ควรยกเลิกการกระทำที่ไปลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ของ Sex worker” สุภัทรา ให้ความเห็น
สุภัทรา กล่าวต่อว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดและควรทำเพื่อแก้ไขปัญหาทั้งหมด คือ ยกเลิก พ.ร.บ. ปราบปรามการค้าประเวณี และให้คนที่ทำงานสถานบริการทั้งหมด ไม่ใช่แค่ Sex worker มีสถานะเป็นเเรงงาน เเละได้รับการคุ้มครองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
“ เราควรจัดการเเละยกเลิกกฎกติกา รวมถึงกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม เอื้อมมือเข้ามาคุ้มครองดูเเลคนที่ทำอาชีพนี้ ให้มีสิทธิเท่าเทียมกับเเรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย” สุภัทรา เสนอ
นอกจากพ.ร.บ ปราบปรามการค้าประเวณี ยังมีพระราชบัญญัติ สถานบริการ พ.ศ.2546 สุภัทรา อธิบายว่า พ.ร.บฉบับนี้มีจุดประสงค์ เพื่อควบคุมและดูแลการดำเนินในงานสถานบริการ ป้องกันการกระทำที่ผิดกฎหมาย เช่น การค้ามนุษย์หรือไม่อนุญาตให้เยาวชนใช้บริการ เเต่ไม่ได้ระบุเรื่องการดูเเลพนักงานที่ทำงานในสถานที่ดังกล่าวที่ควรได้รับคุ้มครองตามกฎหมายแเรงงาน
อีกทั้งการนิยามคำว่า ‘ลูกจ้าง’ กับ ‘นายจ้าง’ หากความสัมพันธ์ของสองฝ่ายเป็นลูกจ้างและนายจ้าง ลูกจ้างสามารถได้ค่าตอบแทนเป็นรายเดือน แต่อาชีพ Sex worker ไม่ถือว่าเป็นลูกจ้างตามการนิยามเเรงงานของรัฐ ทำให้เกิดช่องโหว่ในการจะได้รับสิทธิ์คุ้มครองตามกฎหมายเพิ่มขึ้น
“ทุกอาชีพต้องมีการตกลงระหว่างนายจ้างเเละลูกจ้างเสมอ จะทำงานเต็มเวลา ทำงานบางเวลา หรือตามลักษณะงานก็ถือเป็นเเรงงานคนหนึ่ง ฉะนั้น กระทรวงเเรงงานควรออกกฏหมายคุ้มครองเเรงงานให้สอดคล้องกับลักษณะงาน เช่น Sex worker มีสิทธิได้รับสวัสดิการสังคม เพื่อเป็นหลักประกันชีวิตในสายอาชีพ” สุภัทรากล่าว

อาชีพบริการเหมือนกันเเต่กลับ ‘ไม่ได้รับการช่วยเหลือ’ เหมือนกัน
คนในวงเสวนาต่างเห็นตรงกันว่า อาชีพ Sex worker ก็เป็นอาชีพในหมวดบริการอย่างหนึ่ง ไม่ต่างจากนักร้องที่ใช้เสียงเพลงให้ความสุขกับคน หรือ พนักงานบนเครื่องบินที่ให้บริการความสะดวกสบายกับผู้โดยสาร ส่วนพนักงานบริการก็บริการความต้องการทางเพศของผู้คน เเต่เมื่อเจอปัญหาขณะกำลังทำงาน อาชีพ Sex Worker กลับไม่ได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐเท่ากับอาชีพบริการอื่นๆ
ต้น ธนษิต แชร์ว่า ความจริงงานบริการทางเพศเป็นอาชีพหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เเต่กลับถูกปฏิบัติราวกับไร้ตัวตนในสังคม เมื่อไม่ได้จัดเป็นแรงงานอยู่ในระบบที่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมาย ปัญหาที่ตามมา คือ เมื่อเกิดปัญหาขณะทำงาน เช่น ถูกทำร้ายร่างกายจากคนที่มาใช้บริการ แต่กลับไม่สามารถร้องเรียน หรือขอความช่วยเหลือได้
“ เรารู้สึกว่าการบริการทางเพศก็เป็นเพียงอาชีพบริการอาชีพหนึ่ง ซึ่งมันธรรมดามาก เขาทำงานเพื่อเเลกกับค่าเเรง ไม่ต่างจากที่เราทำงานเพื่อเลี้ยงชีพ จะดีกว่าไหมที่อาชีพบริการทางเพศถูกกฎหมาย” ความเห็นจากธนษิต

ผู้บริการทางเพศไม่ได้ขายตัว เเต่ขายทักษะ
ช่วงท้ายของการเสวนาเปิดให้ผู้เข้าร่วมเเลกเปลี่ยนความคิดเห็น เป็นเสียงจากพนักงานขายบริการทางเพศ เเละผู้ประกอบการสถานบริการ ที่กำลังต่อสู้เพื่อสิทธิความเท่าเทียมในสายอาชีพตนเอง ‘โย’ ผู้ร่วมฟังเสวนา ให้ความเห็นว่า คนที่ทำงานบริการต้องใช้ทักษะขั้นสูงในการทำงาน เพราะต้องรับมือกับลูกค้าที่มาใช้บริการด้วยอารมณ์ที่เเตกต่างกัน บางคนมีรสนิยมใช้ความรุนเเรง โรลเพลย์ หรือผู้สูงอายุที่เพียงเเค่หาเพื่อนเท่านั้น พนักงานบริการก็ต้องใช้ทักษะเเละไหวพริบสูงในการทำงาน
“เราต้องบริการคนร้อยคน ต้องต่อสู้กับคนร้อยอารมณ์ เรารู้ทุกความเจ็บปวด ความเศร้า หลายรูปแบบ ฉะนั้น ต้องมีทักษะ เเละใจรักถึงจะทำอาชีพนี้ได้” โยกล่าว
‘ไท’ ผู้ประกอบการสถานบริการเเห่งหนึ่ง บอกว่า อาชีพบริการไม่ใช่อาชีพที่น่ารังเกียจอย่างที่ถูกสังคมบางส่วนตีตรา เเต่เป็นอาชีพสุจริตอาชีพหนึ่ง คนทุกคนควรมีสิทธิเสรีในร่างกายของตนเองในการประกอบอาชีพที่ไม่ริดรอนสิทธิ์คนอื่น เเต่กฎหมายที่เข้ามาควบคุมอาชีพขายบริการ กำลังละเมิดสิทธิ์พวกเขาอยู่ สิ่งที่ไทและคนอื่นๆ ในวงการนี้ต้องการ คือ ความเท่าเทียมที่ควรอยู่ในทุกอาชีพ เเละอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน
“การทำอาชีพนี้ต้องใช้ความมานะอดทน ทักษะต่างๆ ที่ต้องนำมาใช้รับมือกับคนหลากหลายรูปแบบ ซึ่งไม่ง่ายเลย เเถมยังโดนกฎหมายกดขี่ความเป็นมนุษย์อีก ดังนั้นหากวันนี้เราจะต่อสู้เพื่อเเก้กฎหมาย เเละนำความเท่าเทียมที่เราควรได้กลับคืนมา เราทุกคนจะต้องร่วมมือกัน ถึงจะสามารถเเก้ปัญหาครั้งนี้ได้” ไทกล่าว
