ไม่ใช่แค่ขาดล่าม แต่เหมือนขาดคนในครอบครัว : คนพิการทางการได้ยินจะส่งเสียงได้อย่างไร ในเวลาที่ประเทศไทยกำลังขาดแคลนล่ามภาษามือ

178

คือจำนวนล่ามภาษามือในปัจจุบันที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ประกาศว่ามีอยู่ทั่วประเทศ ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีคนพิการทางการได้ยินกว่า 300,000 คน ทางพม. เสนอว่าจำนวนของล่ามภาษามือที่ควรเป็น คือ 40,000 คน

สัดส่วนที่ไม่สัมพันธ์กันอย่างยิ่ง ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมสถานการณ์ล่ามภาษามือในประเทศไทยถึงดูน่ากังวลแบบนี้ 

สุนิสา จันทรสกุนต์ ล่ามภาษามือ 1 ใน 178 คนจะมาไขข้อสงสัย ถ้าใครคุ้นๆ หน้าเธอมาบ้าง เพราะสุนิสาคือคนที่ถ่ายทอดสดใช้ภาษามือไปพร้อมกับละครบุพเพสันนิวาส ให้คนพิการทางการได้ยินได้ดูพร้อมๆ กับคนหูดีกันไปเลย

กว่าจะมาเป็น ‘ล่ามภาษามือ’

สุนิสาคร่ำหวอดอยู่ในวงการล่ามภาษามือมานานร่วม 13 ปี ยังไม่รวมช่วงเวลาที่เธอเคยเป็น ‘ครู’ มาก่อน และสอนอยู่ในโรงเรียนโสตศึกษา หรือโรงเรียนสำหรับคนพิการทางการได้ยินนั่นเอง

ถึงเส้นทางการทำงานของเธอจะคลุกคลีอยู่ในวงการใช้ภาษามือมาเป็นเวลานาน แต่สุนิสาเล่าว่าตอนมัธยม เธอไม่ได้ตั้งใจจะเรียนด้านนี้สักเท่าไหร่ สุนิสาในวัยมัธยมคือสาวนาฏศิลป์ที่ชอบรำและชอบทำกิจกรรมเป็นชีวิตจิตใจต่างหาก

“มันเริ่มมาจากตอนมัธยมเราเป็นเด็กนาฏศิลป์ ชอบรำ ชอบดนตรีไทย แล้วมีช่วงหนึ่งที่เราได้แสดงร่วมกับเด็กที่พิการทางการได้ยินบ่อยๆ นั่นคือครั้งแรกที่ได้เรียนรู้ภาษามือ ก็ใช้งูๆ ปลาๆ คุยกันเลย แล้วไม่นานครูของเพื่อนที่เป็นคนพิการทางการได้ยินเขาแนะนำให้เราลองไปเรียนวิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล เพราะมีสอนภาษามือ เราก็เลยไปลองดู”

แม้จะเริ่มต้นมาจากความบังเอิญ แต่ในที่สุดสุนิสาก็เรียนจบวิทยาลัยนี้และกลายมาเป็นล่ามภาษามือจนได้ แถมเมื่อก่อนช่วงที่วิทยาลัยราชสุดาก็ไม่ได้เปิดรับนักเรียนใหม่บ่อยหนัก ประมาณ 5 ปี 1 ครั้ง เธอบอกว่าน่าจะเป็นเพราะในตอนนั้นอาจารย์ที่สอนภาษามือมีไม่เพียงพอ

เธอเล่าว่าแรกๆ ก็แอบกังวลเพราะพื้นฐานภาษามือก่อนเข้าเรียนของเธอแทบจะเรียกว่า 0 ถึงแม้จะพอรู้จากเพื่อนมาบ้างแต่ก็ไม่พอที่จะเรียน จนกระทั่งเข้ามาเรียนจริงๆ เธอพบว่าหลักสูตรก็มีไว้สำหรับคนที่เริ่มจาก 0 เลย

“เราเรียกเอกล่ามภาษามือไทย การเรียนภาษามือแตกต่างกับการเรียนทั่วไปคือ การเรียนภาษามือต้องมีการปฏิบัติ วิธีสอบของเราคืออัดวีดีโอตอนที่ทําภาษามือ ”

วิธีเรียนของเด็กเอกล่ามภาษามือไทย ไม่ได้มาจากอาจารย์อย่างเดียว แต่นักศึกษาจะเรียนรู้โดยตรงกับคนหูหนวกอีกด้วย เพราะช่วงเวลาที่ต้องอยู่หอพัก สุนิสาได้รูมเมทเป็นเพื่อนที่พิการทางการได้ยิน เรียกได้ว่าเรียนเสร็จแล้ว กลับห้องมาก็ได้ใช้ภาษามือต่อ เธอบอกว่ามันก็เหมือนคนอยากเรียนภาษาอังกฤษแล้วก็บินไปเรียนที่อังกฤษนั่นแหละ

“การจะเรียนด้านภาษามือ เราเรียนภาษาอย่างเดียวโดดๆ โดยไม่เข้าใจวัฒนธรรมหรือวิธีชีวิตของคนหูหนวกไม่ได้ มันสำคัญมากนะที่เราคนหูดีควรจะเข้าใจคนหูหนวกจริงๆ จะได้สื่อสารกันอย่างเข้าใจมากขึ้น”

เรียนจบแล้วมีงานทำทันที สิ่งนี้เกิดในช่วงจบมหาวิทยาลัยของสุนิสา ซึ่งตอนนั้นวิทยาลัยมี 2 ทางเลือกให้กับนักศึกษาคือ จบไปเป็นครู และจบไปเป็นล่าม ซึ่งครูเป็นทางเลือกของเธอ แต่พอเป็นครูจนถึงจุดหนึ่ง เธอก็ลาออกและตัดสินใจมาสอบเป็นล่ามภาษามืออย่างจริงจัง

กว่าจะเป็นล่ามภาษามือก็ไม่ใช่ว่าจะง่าย ทุกคนจะต้องมี ‘บัตรประจำตัวล่ามภาษามือ’ ที่ได้รับการรับรองโดยพม. ก่อน ถึงจะปฏิบัติงานได้ ซึ่งการจะมีบัตรได้ก็ต้องผ่านการสอบทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ

“ถ้าเรียนจบโดยตรงจากสถาบันที่สอนภาษามือ เราว่าการจะมาเป็นล่ามภาษามือก็ไม่ยากมาก แต่มันติดตรงที่ว่า โรงเรียนหรือว่าสถาบันในประเทศไทยมีน้อย ปัจจุบันมีแค่ 2 ที่ คือ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กับ กับวิทยาลัยราชสุดา”

คนพิการทางการได้ยินกำลังเจอวิกฤต เพราะล่ามภาษามือขาดแคลน (เหรอ)

แน่นอนว่าเราถามสุนิสาเรื่องสถานการณ์ล่ามภาษามือในประเทศไทยที่กำลังขาดแคลนอย่างหนัก เธอครุ่นคิดไปสักครู่และตอบมาว่า “ขาดแคลนจริง แต่ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้คนพิการไม่มีล่ามภาษามือ”

คำตอบนี้น่าสนใจจนต้องถามต่อ ในมุมของสุนิสาสิ่งที่วิกฤตและควรจะได้รับการปรับปรุงคือการบริหารจัดการอาชีพล่ามภาษามือมากกว่า 

“ในมุมของเรา ปัจจุบันมีล่ามภาษามือมากมายที่ยังรองาน พวกเขาว่างงานกันเยอะมากนะ แต่งานดันกระจุกตัวอยู่ในบางพื้นที่ เช่นในกรุงเทพและปริมณฑล ล่ามภาษามือที่เขาอยู่ต่างจังหวัดกันเขาก็มาไม่ได้ บางคนก็เลิกเป็นล่ามไปเลยเพราะมันไม่มีงานรองรับมากพอ”

จำนวนล่ามภาษามือไม่สัมพันธ์กับคนพิการ และจำนวนงานก็ไม่สัมพันธ์กับจำนวนล่ามเช่นเดียวกัน ปัญหาซ้ำซ้อนอย่างนี้ สุนิสาคิดว่าจำเป็นต้องแก้ ไม่เช่นนั้นก็จะคาราคาซังไปเรื่อยๆ

นอกจากนี้สิ่งที่เธออยากเน้นย้ำ คือ คนใช้ภาษามือ ไม่เท่ากับ ล่ามภาษามือ บางคนใช้ภาษามือได้แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นล่าม เนื่องจากความมาตรฐานของล่ามจะต้องการันตีได้ด้วยการมีบัตรประจำตัวล่ามภาษามือเท่านั้น เพื่อให้แน่ใจว่าทุกการสื่อสารมีความถูกต้อง

“คิดว่าส่วนหนึ่งที่จะทำให้อาชีพล่ามภาษามือมือพัฒนาได้ คือการสร้างมาตราฐานที่ชัดเจน อย่าไปคิดว่าถ้าขาดแคลนก็รับใครมาทำงานนี้ก็ได้ เพราะเวลาที่มีการสื่อสารผิดพลาด มันส่งผลกระทบจริงๆ”

ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 เมษายน ที่ผ่านมา สมาคมล่ามภาษามือแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ชี้แจ้งว่า ในงานประกาศรางวัลสมาคมผู้กำกับภาพยนต์ไทย ครั้งที่ 13 เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2567 มีการใช้ภาษามือจาก ‘ผู้ใช้ท่าทางภาษามือ’ ไม่ใช่ ‘ล่ามภาษามือ’ เนื่องจากบุคคลดังกล่าวไม่ได้อยู่ในสมาชิกของสมาคมล่ามฯ และยังไม่ผ่านการทดสอบการประเมินความรู้การเป็นล่ามชุมชน

สุนิสามองว่าเป็นเหตุการณ์ที่ ถ้าคนที่ไม่รู้ภาษามือดู จะไม่มีทางแยกออกแน่ๆ ว่าคนที่ใช้ภาษามือเป็นล่ามจริงหรือไม่ การที่คนพิการทางการได้ยินต้องมารับสารที่ผิดๆ ถือเป็นเรื่องที่น่ากังวล

“การทำภาษามือออกมา มันไม่ได้ใช้แค่ท่าทาง แต่มันมีคำศัพท์เฉพาะ สีหน้า การเคลื่อนไหว ทั้งหมดนี้จะใช้สื่อสารออกไป และมันต้องได้มาตราฐานด้วย บางครั้งภาษามือที่ใช้มันอาจจะเป็นภาษาวิับัติด้วยซ้ำ ถ้าเผยแพร่ออกไปไม่ถูกต้อง การใช้ภาษามือก็ซับซ้อนยิ่งขึ้น”

“เราเอาภาษาเขามาใช้ ในความรู้สึกของคนหูหนวก ถ้าใช้แล้วสื่อสารผิด มันก็เหมือนไม่ให้เกียรติเจ้าของภาษาอย่างคนหูหนวกนะ”

ไม่ใช่แค่ล่าม แต่คือ ‘คนในครอบครัว’

ถ้าล่ามภาษามือมีไม่พอต่อความต้องการ หรือล่ามไม่ได้มาตราฐาน คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือคนหูหนวก พวกเขาขาดคนกลางที่คอยสื่อสารให้ และสำหรับบางคนนั่นหมายถึงการขาดคนในครอบครัวไปอีกด้วย

สุนิสาเป็นล่ามภาษามือที่รับงานสื่อสารในองค์ประชุม โรงพยาบาล และมีบริการอื่นๆ เช่น พาคนหูหนวกไปทำบัตรประชาชน ใบขับขี่ ธุรกรรมทางการเงิน นอกจากที่ยังทำอยู่ที่สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส (ThaiPBS)

ประสบการณ์ทำงานล่าม ทำให้เธอเข้าใจว่า การถูกไว้วางใจเหมือนเป็นคนในครอบครัว ทำให้เธอมีความสุขกับงานนี้ยังไง

“คนหูหนวกเวลาไปหาหมอเขาจะกลัวมาก เพราะเขาไม่รู้สิ่งที่เขาเจ็บปวดอยู่มันร้ายแรงแค่ไหน บางคนก็จะกังวลมากเลย มีเคสหนึ่งที่เราพาไปรักษาแล้วปรากฎว่าต้องมีการผ่าตัดด่วน เราอยู่กับเขาตลอดกระบวนการเลยตั้งแต่ นัดหมด ตรวจ เจอโรค นัดผ่านตัด เหมือนเป็นญาติคนหนึ่ง”

‘ผ่าตัด’ แค่เห็นล่ามบอกคำนี้ คนพิการทางการได้ยินก็กลัวมาก สุนิสาจึงพูดคุยกับเขาว่าอยากให้โทรเรียกญาติ หรือพ่อแม่มาไหม คำตอบของคนไข้คนนั้นคือ ‘ไม่’

“พอเราถามคนหูหนวกว่าอยากให้โทรเรียกคนในครอบครัวมาไหม เขาตอบว่า ไม่ และถามเรากลับว่าให้เราอยู่กับเขาแทนได้ไหม เพราะครอบครัวเขาใช้ภาษามือไม่ได้ ซึ่งเราเห็นเลยว่า ณ เวลาที่ฉุกเฉิน ล่ามคือคนที่มีความสำคัญกับคนหูหนวกมาที่สุด”

สุนิสาคอยให้กำลังใจคนไข้คนนั้นจนการผ่าตัดผ่านไปด้วยดี เธอมองว่ามันเป็นความภูมิใจเล็กๆ ในอาชีพนี้

“ต้องยอมรับว่าครอบครัวของคนหูหนวกส่วนใหญ่ใช้ภาษามือไม่ได้ ถ้าใช้ได้ก็จะแค่ในระดับชีวิตประจำวัน พอคนหูหนวกเขาโตขึ้นเขาก็เลยจะไปสนิทกับเพื่อนที่หูหนวกด้วยกันมากกว่า เพราะคุยกันรู้เรื่อง”

บางครั้งล่ามก็เป็นเหมือนผู้ไกล่เกลี่ยระหว่างคนหูหนวกและคนหูดี เคยมีกรณีที่สุนิสาต้องมาเป็นล่ามให้กับลูกหูหนวกที่ทะเลาะกับพ่อแม่

“มีลูกที่พิการทางการได้ยินใช้บริการล่ามออนไลน์ (TTRS) เขาก็ทะเลาะกับพ่อแม่นี่แหละ เราก็ต้องแปล ต้องสื่อสารให้ เพราะว่าถ้าสื่อสารกันเองเขาก็ใช้ภาษาคนละแบบกัน”

ล่ามภาษามือ เป็นทั้งคนกลางในการสื่อสาร และเป็นเหมือนคนในครอบครัว ถ้าไม่มีล่าม คนหูหนวกอาจต้องเจอความยากลำบากในการสื่อสารกับคนอื่นในสังคม ซึ่งหมายความว่าพวกเขาอาจถูกกีดกัดออกไป

‘การพัฒนาการจัดการล่ามภาษามือ’ คือสิ่งที่สุนิสามองว่าจะช่วยแก้ปมปัญหาล่ามไม่เพียงพอต่อความต้องการได้ และท้ายที่สุดเธออยากให้ทุกคนไม่ว่าพิการหรือไม่พิการ เห็นความสำคัญของล่ามภาษามือ และผลักดันอาชีพนี้ให้มั่นคงมากยิ่งขึ้น