คดีฟ้องปิดปาก SLAPP  คือการแผ่กระจายความหวาดกลัว เพื่อให้เสียงประชาชนต่อประโยชน์สาธารณะเงียบลง

The only thing we have to fear is fear itself สิ่งที่เราต้องกลัวที่สุดคือความกลัว 

วลีข้างบนคือคำพูดของ แฟรงกลิน เดลาโน โรสเวลต์ (Franklin D. Roosevelt) หนึ่งในสามประธานาธิบดีแห่งสหรัฐที่ยิ่งใหญ่ที่สุด จากปราศัยในการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 1932 ทุกคนเข้าใจดีถึงความน่ากลัวของความกลัว โดยเฉพาะหากความกลัวนั้นกลายเป็นเครื่องมือทำให้ ‘เสียงของประชาชนเงียบลง’ 

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปีพ.ศ. 2568 ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้านกิจการโทรทัศน์ กลายเป็นจำเลยจากการฟ้องร้องของ บริษัท ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด จากคดีความที่แอปพลิเคชัน TrueID แทรกโฆษณาระหว่างเปลี่ยนช่องโทรทัศน์ดิจิทัล ขัดต่อหลักเกณฑ์ Must Carry ซึ่งกำหนดให้ต้องเผยแพร่สัญญาณโทรทัศน์โดยไม่มีเนื้อหาอื่นแทรก คณะอนุกรรมการจึงแจ้งให้ กสทช. ส่งหนังสือเตือนบริษัท ทรู

เมื่อปี 2563 ปรัชญ์ รุจิวนารมย์ อดีตบรรณาธิการสำนักข่าวสิ่งแวดล้อม ถูกบริษัทเหมืองแร่เมียนมาร์ พงษ์พิพัทธ์ จำกัด ฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา จากบทความเรื่อง “ศาลพม่าสั่งบริษัทเหมืองแร่ไทยชดใช้ชาวบ้านทวาย 2.4 ล้านบาท เหตุเหมืองดีบุกทำสิ่งแวดล้อมพัง”

และในปี 2560 ชาวบ้านกลุ่มรักษ์น้ำอูน จังหวัดสกลนคร ได้ออกมาคัดค้านการสร้างโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล และต่อมาได้ถูกบริษัท ไทยรุ่งเรืองอุตสาหกรรม จำกัด เจ้าของโรงงานน้ำตาล ยื่นฟ้องสมาชิกกลุ่ม 21 คน ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา  

หากย้อนไกลไปกว่านั้น ในปี 2558 สถานีโทรทัศน์ Thai PBS ได้รายงานข่าวผลกระทบการทำเหมืองแร่ทองคำในอำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เป็นเหตุให้บริษัททุ่งคำ เจ้าของสัมปทานเหมืองแร่ ฟ้องเยาวชนในพื้นที่ นักข่าว และสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ฐานหมิ่นประมาท

สิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นเพียงเคสการฟ้องร้องตามคดีหมิ่นประมาททั่วไป แต่ ในสายตาของ อาจารย์ติ๊ก – เสาวณีย์ แก้วจุลกาญจน์ นักวิชาการอิสระ ,นักปรึกษาด้านกฎหมาย กลับมองว่าสิ่งนี้มันผิดปกติ ไม่ใช่แค่คดีความทั่วไป หรือในมุมนักกฎหมายเรียกว่าคดี SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) ที่แปลได้ในบริบทภาษาไทยว่า การฟ้องเพื่อต้องการปิดปาก

แก่นแท้ของกฎหมาย เมื่อมี  SLAPP ก็ต้องมี Anti SLAPP 

อ.ติ๊ก คือหนึ่งในคณะผู้ศึกษางานวิจัย ‘กฎหมายและมาตรการป้องกันการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณะในบริบทธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน’ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNPD) และกรมคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม 

“SLAPP คือการฟ้องปิดปากที่ฟ้องคดีอะไรก็ได้ต่อคนที่ออกมาพูดถึงเรื่องประโยชน์ส่วนรวม”

โดยนิยามของ SLAPP จริงๆ คือ การดําเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณะ (Strategic Lawsuits Against Public Participation: SLAPP) เป็นคําที่ได้รับการอธิบายโดยชัดเจนครั้งแรกในหนังสือเรื่อง “SLAPPs: Getting Sued for Speaking Out” โดยศาสตราจารย์ George W. Pring และ Penelope Canan ได้อธิบายปรากฏการณ์ของการฟ้องคดี SLAPP ว่าหมายถึง “การฟ้องร้องทางแพ่งอันมีมูลเหตุมาจาก การใช้สิทธิเรียกร้องต่อรัฐบาลในประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับประโยชน์สาธารณะหรือข้อห่วงกังวลสาธารณะ (Public Interest or Public Concern) 

“SLAPP เกิดขึ้นจากระบบความยุติธรรมของอเมริกา ที่เน้นการฟ้องคดีทางแพ่ง คือคดีที่มีการโต้แย้งสิทธิ เน้นเอกชนกับเอกชน แล้วผลลัพธ์ไปสิ้นสุดแค่การเรียกร้องความเสียหาย ค่าชดใช้ แต่ประเทศไทยมีการฟ้อง SLAPP ในบริบทการฟ้องคดีอาญาที่มีผลถึงการติดคุก จับ ปรับ ที่มีผลรุนแรงมากกว่า” 

สำหรับอ.ติ๊ก นิยามของ SLAPP คือ การดําเนินคดีเพื่อคุกคาม หรือขัดขวางการใช้สิทธิและเสรีภาพตามที่ถูกรับรองภายใต้รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายสิทธิมนุษยชน

“ที่อเมริกามีกฎหมาย SLAPP ก็จริง แต่เขาก็มีข้อกฎหมายปกป้องสิทธิเสรีภาพการแสดงของประชาชนด้วยข้อกฎหมาย Anti-SLAPP คือการทำลายหรือยุติคดีที่ไม่มีมูล แต่ในประเทศไทยเราพูดกันว่ามีกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปากมายาวนานแล้วแต่ก็ไม่มีจริงๆ ที่เป็นรูปธรรม คดีทุกคดีที่มีการฟ้องเพื่อตั้งใจปิดปากก็ถูกส่งต่อไปที่อัยการชั้นศาลเพื่อไต่สวนข้อเท็จจริงต่อไป”

อ.ติ๊ก อธิบายต่อว่าในเมืองไทย แม้จะมีบทบัญญัติบางมาตราที่พูดถึงการคัดกรองคดีที่มีลักษณะคล้าย SLAPP เช่น มาตรา 161/1 และ 165/2 ของประมวลกฎหมายอาญา แต่กลับไม่สามารถใช้งานได้จริง

จากรายงาน ‘กฎหมายและมาตรการป้องกันการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณะในบริบทธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน’ สรุปไว้ว่าการใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อละเมิดนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในรูปแบบของการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชนหรือ ‘การฟ้องปิดปาก’ ถูกพบเห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ในไทย โดยการฟ้องคดีปิดปากโดยภาคธุรกิจเป็นได้ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา ที่มีจุดประสงค์เพื่อบั่นทอนพลังงานและทรัพยากรของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในการลุกขึ้นมาเรียกร้องปกป้องสิทธิจนทำให้นักปกป้องสิทธิมนุษยชนเผชิญกับอุปสรรคในการแสดงออกทางความคิดเห็นและขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

ระบบการยุติธรรมแบบกลับหัวกลับหาง 

คดีที่เข้าข่าย SLAPP นั้นจะถูกฟ้องทางคดีอาญาเป็นส่วนใหญ่  โดยคดีแพ่งจะใช้ช่องทางฟ้องคดีโดยตรงต่อศาลเป็นหลัก ส่วนคดีอาญาสามารถริเริ่มดําเนินคดีได้ 2 ช่องทาง คือ ผ่านการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน และผ่านการใช้สิทธิฟ้องคดีโดยตรงต่อศาล

“อาญาฟ้องง่าย คือไปที่สถานีตำรวจแล้วส่งข้อมูลแจ้งความ ตำรวจก็เห็นว่ามีหลักฐานมาก็ส่งเรื่องถึงอัยการรวมถึงไทยไม่มีระบบกรองคดีแบบนี้  เพราะศาลเห็นว่าคดีผ่านการกลั่นกรองโดยตำรวจและอัยการมาแล้ว แปลว่า ‘มีมูล’ โดยอัตโนมัติ ศาลเลยต้องพิจารณาเต็มรูปแบบ บางคดีสองปียังไม่จบ เพราะศาลมีคดีล้นมือ”

อ.ติ๊ก มองว่ากระบวนการศาลและยุติธรรมไทยมีการทำงานที่ซ้ำซ้อนกัน และมีภาระในงานล้นมือ ซึ่งในต่างประเทศเช่นต้นฉบับกฎหมายอย่างอเมริกา หรือแคนาดามีข้อกฎหมาย Anti-SLAPP ที่สามารถปัดคดีออกได้ภายใน 90 วัน หากพบว่ามีลักษณะเป็น SLAPP จริง

“หนึ่งในปัญหาใหญ่ของระบบยุติธรรมไทยคือศาลยังไม่เข้าใจว่าอะไรคือ SLAPP โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ที่คำว่า SLAPP ยังเป็นของใหม่ ระบบคิดแบบเดิมที่มองว่าทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมในการใช้ศาลกลายเป็นกับดักให้เสียงของประชาชน ถูกกลบด้วยสิทธิของบริษัท จริงๆ ไม่มีใครผิดในกระบวนการนะ แต่ทุกอย่างมัน ‘เอื้อ’ ให้เกิด SLAPP ได้อย่างสมบูรณ์แบบ”

ในมุมมองนักกฎหมาย การฟ้องคดีที่เข้าข่าย SLAPP มีคีเวิร์ดสำคัญคือ การพูดถึงประโยชน์ส่วนรวมหรือประโยชน์สาธารณะมากกว่าประโยชน์ส่วนตัวแล้วคนนั้นถูกฟ้อง

“จริงๆ โจทก์จะฟ้องอะไรก็ได้นะ แต่ส่วนใหญ่จะฟ้องด้วยม. 326 หมิ่นประมาท แต่ก็มีแทรกข้อหาอื่นเช่น ชาวบ้านเห็นว่าบริษัทนี้ปล่อยน้ำเสียเลยต้องเข้าไปเก็บตัวอย่างน้ำมาตรวจสอบว่าเสียจริงไหม เขาก็จะโดนบริษัทฟ้องข้อหาบุกรุกด้วย แต่ทุกคดีศาลก็จะยกฟ้องด้วยม.329 ที่ว่าทำไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ”

สิ่งนี้คือกระบวนการกลับหัวกลับหาง ผู้ที่ควรเป็น ‘ผู้ให้ข้อมูลเพื่อประโยชน์สาธารณะ’ กลายเป็น ‘จำเลย”’ ที่ต้องพิสูจน์ว่า ‘ฉันพูดความจริง’ แทนที่จะเป็นผู้ฟ้องที่ต้องพิสูจน์ว่า ‘ฉันถูกละเมิด’

“คือเราก็รู้อยู่แล้วว่าศาลยกฟ้องคดี SLAPP หมด เพราะมันคือความจริงว่าเขาทำเพื่อประโยชร์สาธารณะ ทำเพื่อส่วนรวม แต่กระบวนการเรายังไม่อัปเดตเพื่อให้เท่าทันต่อการปัดตกการฟ้องคดีแบบนี้ สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดคือภาษีประชาชน เพราะเริ่มต้นฟ้องที่ตำรวจก็ทำงานภายใต้ภาษีประชาชน ศาลสั่งพิสูจน์ความจริงก็ใช้งบภาษีอีกอยู่ดี ซึ่งสุดท้ายแล้วทุกคดีก็ยกฟ้องทั้งหมด ประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยจากกระบวนการนี้”

ไม่ใช่แค่คุก… แต่คือความกลัวที่ส่งต่อเป็นทอดๆ

จากการศึกษาของอ.ติ๊กร่วมกับคณะ พบว่าตั้งแต่พ.ศ. 2540 จนถึงข้อมูลเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2565 ที่ผ่านมา พบว่ามีคดีที่เข้าข่ายลักษณะเป็นคดี SLAPP โดยภาคธุรกิจ และรัฐวิสาหกิจ รวมจํานวนทั้งสิ้น 109 คดี โดยฟ้องคดีอาญาที่มีโทษร้ายแรงคิดเป็น 74 และทางคดีแพ่ง 26%

ในภาคธุรกิจพบว่าบริษัทที่ประกอบกิจการ ‘เหมืองแร่’ เป็นผู้ริเริ่มดำเนินคดีมากที่สุด 34% รองลงมา คือภาคธุรกิจในกิจการอุตสาหกรรมปศุสัตว์ 21.1% และภาคธุรกิจในกิจการพลังงาน 13.8% สอดคล้องกับสถิติที่ชี้ว่าในประเด็นคดีฟ้องปิดปากทั้งหมดในไทย เป็นประเด็นทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเกินครึ่ง หรือ 53%

“เชื่อไหมว่าตั้งแต่เก็บข้อมูลเรื่องคดี  SLAPP ไม่มีบริษัทไหนที่ฟ้องชาวบ้านสำเร็จ สุดท้ายคือศาลสั่งยกฟ้องหมด แต่ความเป็นจริงคือพวกเขาทำสำเร็จแล้ว มันคือการส่งต่อความกลัวให้คนไม่ออกมากล้าพูด ไม่กล้าออกมามีสิทธิมีเสียง คิดง่ายๆ ว่าแค่ชาวบ้านอยากตรวจสอบว่าบริษัทนี้มาทำธุรกิจในหมู่บ้านแล้วปล่อยน้ำเสีย เขาก็โพสต์ไป สรุปโดนฟ้อง ชาวบ้านกับการโดนฟ้องมันคือเรื่องใหญ่นะ”

ข้อมูลจากรายงานวิจัยสรุปได้ว่ากลุ่มเป้าหมายของการถูกฟ้องคดี มักจะเป็นชาวบ้านที่เป็นกลุ่มเคลื่อนไหวในระดับท้องถิ่นหรือผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิโดยตรง รองลงมาคือนักกิจกรรม/นักเคลื่อนไหว/นักพัฒนาเอกชน นักสหภาพแรงงาน สื่อมวลชน ตามลำดับ

“ขนาดคนที่ ‘ซ่า’ ยังโดน แล้วคนธรรมดาจะไม่กลัวเหรอ?” 

มุมของอ.ติ๊ก สิ่งที่ทำให้ SLAPP มีพลังทำลายล้างสูง ไม่ใช่เพราะ ‘คดีชนะ’ แต่เพราะ ‘ระหว่างทาง’ มันคือการใช้เวลา เงิน ความกลัว และความเปราะบางของผู้ถูกกล่าวหาให้ยอมจำนน

“คิดดูว่าชาวบ้านโดนฟ้อง บางคนอยู่ต่างอำเภอต้องเสียค่ารถ ค่าเดินทาง ค่าทนายไปขึ้นศาลในตัวเมือง บางคนต้องมาไกลถึงกรุงเทพฯ เพราะบริษัทตั้งใจฟ้องที่กรุงเทพฯ แล้วจากที่เก็บข้อมูลมาทั้งหมดคดีความกว่าจะเสร็จสิ้นใช้เวลาเฉลี่ยขั้นต่ำประมาณ 2 ปี มากสุดตีไป 7 ปี บางคนต้องลางานเพื่อเดินทางไปศาลหลายครั้ง เสียเงินจ้างทนาย ความเสี่ยงติดคุกในคดีอาญา เสียโอกาสในการทำงาน บางคนต้องลาออกเพราะลางานมากเกินไป แล้วคนที่โดนฟ้องส่วนใหญ่จะเป็นคนกล้าพูดกล้าทำ พอเขาโดนฟ้องคนที่กึ่งๆ ว่าจะออกมาเรียกร้องดีไหมก็ไม่กล้าออกมาแล้วเพราะเห็นตัวอย่างของคนที่โดนฟ้องไปแล้วไง”

แม้ว่าเกือบ 100% ของคดี SLAPP ที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยจะจบลงด้วยการยกฟ้อง แต่ระหว่างนั้นคือเวลาอย่างต่ำ 2 ปีที่จำเลยต้องอยู่กับความรุนแรงด้านจิตใจที่เต็มไปด้วยความกลัว และความไม่แน่นอนในชีวิต และยิ่งคดีที่ต้องใช้ระยะเวลาพิจารณาที่ยาวนานและเป็นคดีอาญาที่มีโทษจำคุก ก็ยิ่งสร้างภาระ ความกดดันแพร่ขยายไปกับคนรอบข้าง สิ่งนี้คือผลลัพธ์ที่ร้ายแรงไม่น้อยไปกว่าการที่ต้องติดคุกเสียอีก

“แม้สุดท้ายศาลจะบอกว่าเขาไม่ผิด แต่ชื่อของเขาก็ยังอยู่ในระบบฐานข้อมูลอาชญากร ทำให้เดินทางออกนอกประเทศไม่ได้ และไม่มีใครลบชื่อให้ จนกระทั่งชีวิตพังไปก่อนที่ความยุติธรรมจะมาถึง”

เคสหนึ่งของนักกิจกรรมที่อ.ติ๊กได้ไปคุยด้วยพบว่าแม้ว่าศาลจะยกฟ้อง และเขาไร้ข้อผูกมัดทางคดี แต่เมื่อเดินทางไปต่างประเทศ พาสปอร์ตของเขากลับติดอยู่ในรายชื่อฐานข้อมูลอาชญากร แม้ว่าจะไม่ได้ติดคุกในชีวิตจริง แต่ในความเป็นจริงจำเลยที่ถูกพิสูจน์ว่าบริสุทธิ์กลับยังคงติดคุกอยู่ในวังวนระบบความยุติธรรม 

“ฟังดูตลกร้ายไหม? พวกเขาชนะตั้งแต่ตอนที่ตำรวจรับเรื่อง และเราก็แพ้ตั้งแต่วันนั้น แม้เราจะได้คำพิพากษายกฟ้องในท้ายที่สุด”

เรื่องราวข้างบนอาจจะอ่านดูแล้วหมดหวัง แต่อ.ติ๊กบอกว่าตอนนี้ก็มีหน่วยงานรัฐที่เริ่มขยับด้านการป้องกันการป้องปิดปาก เช่น กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ที่อยู่ระหว่างการผลักดันร่างกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก ขณะที่ภาคประชาสังคมยังต้องต่อสู้ด้วยตัวเอง และให้ความรู้กับผู้คนผ่านการรณรงค์

สิ่งที่จำเป็นที่สุดไม่ใช่แค่ ‘กฎหมาย’ แต่คือ ‘ความเข้าใจ’ 

ในงานวิจัย ‘กฎหมายและมาตรการป้องกันการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณะในบริบทธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน’ มีข้อเสนอแนะสำคัญต่อคดี SLAPP ในไทยเช่น การยกเลิกความผิดหมิ่นประมาททางอาญา จากกรณีศึกษาพบว่าคดี SLAPP ส่วนใหญ่มาจากการฟ้องข้อหาหมิ่นประมาท ดังนั้นผู้กําหนดนโยบายจึงต้องทบทวนเพื่อยกเลิกความผิดฐานหมิ่นประมาททางอาญา อย่างไรก็ตามการฟ้องหมิ่นประมาทควรมีการบังคับใช้อย่างจริงจังในการฟ้องคดีแพ่งเท่านั้น

หรือการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายหรือกลไกจัดการคดีให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยยึดแนวทาง ของการทําให้คดียุติลงได้โดยเร็วตั้งแต่ต้น เพื่อลดภาระของจําเลยคดี SLAPP อย่างรวดเร็วที่สุด

สิ่งสุดท้ายอ.ติ๊กย้ำว่าข้อกฎหมายไม่ผิด แต่ต้องมีกลไกครอบคลุมมากพอ และไม่ใช่ทุกคดีจะเข้าข่าย SLAPP 

“ถ้าคุณจะพูดอะไรเพื่อประโยชน์สาธารณะ คุณต้องมีข้อมูล และต้องเข้าใจสิทธิของตัวเอง ว่าคุณทำได้ แต่ต้องไม่ละเมิดสิทธิของคนอื่น”

สามารถอ่าน งานวิจัย ‘กฎหมายและมาตรการป้องกันการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณะในบริบทธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน’ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNPD) และกรมคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม  ฉบับเต็มได้ที่นี่