ปฏิภาณ บุณฑริก Solids by the Seashore

ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เพราะมี ‘เขื่อนในใจ’ : คุยกับ อิฐ ปฏิภาณ บุณฑริก ผู้กำกับ Solids by the Seashore หนังไทยที่ได้รางวัลจาก Busan International Film Festival 2023

เมื่อไปเที่ยวทะเล นอกจากหาดทรายสีขาว เกลียวคลื่นทะเล และท้องฟ้ากว้างใหญ่ มีอะไรอีกไหมที่คุณเคยเห็น?

หากถามคำถามนี้กับ อิฐ ปฏิภาณ บุณฑริก คำตอบแรกที่เขาจะพูดขึ้นมาคงจะเป็น ‘เขื่อนหินกันคลื่น’

อิฐเป็นผู้กำกับสารคดีที่มักจะพูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นน้ำตานางเงือก (2013)  พูดถึงการฟื้นฟูชายฝั่งทะเลสงขลา เบื้องหลังกำแพง (2016) ที่สะท้อนปัญหาการสร้างเขื่อนหินกันคลื่น และการต่อสู้ของคนที่คัดค้าน

จนมาถึงผลงานเรื่องล่าสุด Solids by the Seashore ทะเลของฉัน มีคลื่นเล็กน้อย ถึงปานกลาง ที่ได้ไปฉายไกลถึงเทศกาลหนังนานาชาติปูซานและคว้ามา 2 รางวัล ได้แก่ LG OLED New Currents Award และ NETPAC Award หนังเรื่องนี้ยังคงพูดถึงทะเลและเขื่อนหินอีกเช่นเคย 

“ที่มันน่าดีใจมากกว่าการได้รางวัล คือ มีคนดูเดินมาขอบคุณเราที่ทำหนังเรื่องนี้ เขากำลังอยู่ในสถานการณ์ที่เจออะไรคล้ายกับหนังเรื่องนี้ แล้วมันยังไม่มีหนังเรื่องไหนที่อธิบายความรู้สึกนี้ได้เลย เขามาขอบคุณเราที่ทำหนังเรื่องนี้ ในฐานะคนที่ทำหนัง การได้รับการคำขอบคุณที่เราทำหนังเรื่องนี้ มันมีค่ามากเลย”

Solids by the Seashore เป็นผลงานการกำกับภาพยนตร์ยาวเรื่องแรกของอิฐ เล่าเรื่องของตัวละครสองคนที่พบเจอกัน และพัฒนาความสัมพันธ์ในพื้นที่ภาคใต้ ความน่าสนใจของเรื่องนี้ คือ ตัวละครหลักที่เป็นผู้หญิงทั้งสองคน โดยมีคนหนึ่งที่นับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งเป็นสิ่งที่พบได้น้อยในโลกภาพยนตร์

แต่อิฐบอกว่า เขาไม่อยากให้เรื่องนี้เป็นจุดเด่น เพราะจะเป็นการ ‘ตีกรอบ’ ตัวละคร ซึ่งเขาพยายามไม่ให้มีในหนังเรื่องนี้ สิ่งที่หนังอยากเน้นจึงเป็นความสัมพันธ์ของตัวละครที่เกิดขึ้น และการตั้งคำถามกับความเชื่อในชีวิตตัวเอง เนื่องจากมีคนหนึ่งคนในความสัมพันธ์ที่มีภูมิหลังมาจากสังคมที่บอกว่า การคบเพศเดียวกันเป็นเรื่องต้องห้าม 

ระหว่างความสัมพันธ์ของตัวละครกำลังดำเนินไป ฟากหนึ่งที่ริมทะเลก็กำลังมีการก่อสร้างเขื่อนหินกันคลื่น อีกหนึ่งประเด็นที่อิฐอยากสื่อสาร แล้วก็เป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดหนังเรื่องนี้

อ่านดูแล้วเนื้อหาอาจดูเหมือนมาจากคนละทิศทาง ทั้งคนตัวเล็กที่เผชิญปัญหาในชีวิต กับเขื่อนขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นโดยกลุ่มอำนาจใหญ่ในสังคม ทั้งคนและเขื่อนจะเชื่อมโยงกันได้อย่างไร? คนที่จะตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุดคงเป็นใครไม่ได้นอกจากผู้กำกับหนังอย่าง  อิฐ ปฏิภาณ บุณฑริก

อิฐ-ปฏิภาณ บุณฑริก ผู้กำกับภาพยนตร์ ‘Solids by the Seashore ทะเลของฉัน มีคลื่นเล็กน้อย ถึงปานกลาง’

ทะเล..ของฉัน?

“เรื่องมันเริ่มมาจากที่เราทำหนังสารคดีเรื่องหนึ่งประมาณ 12 ปีที่แล้ว เกี่ยวกับเขื่อนหินกันคลื่น เรารู้สึกว่ามันเป็นโครงสร้างที่ทำลายธรรมชาติ ทำโดยรัฐบาล จะสร้างมาเพื่อปกป้องชายหาดจากการกัดเซาะของคลื่น แต่จริงๆ แล้ว มันทำให้มันกัดเซาะมากขึ้นกว่าเดิมอีก ก็เลยต้องสร้างเขื่อนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คล้ายๆ กับเป็นการคอร์รัปชันอย่างหนึ่ง”

สำหรับอิฐ เขื่อนแค่ไม่ใช่ตัวกั้นขวางระหว่างทะเลกับชายหาดเท่านั้น หากแต่กำลังคั่นกลางระหว่างผู้มีอำนาจและเสียงคนตัวเล็กที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างครั้งนี้ไปอีกด้วย ลักษณะของเขื่อนหินกันคลื่น คือ เป็นสถาปัตยกรรมที่เมื่อสร้างแล้วต้องสร้างไปเรื่อยๆ มิเช่นนั้น คลื่นทะเลจะไปกัดเซาะหาดที่ไม่มีเขื่อนฯ ส่งผลให้เกิดรอยเว้าแหว่ง รวมถึงเม็ดเงินมหาศาลพัดพาไปพร้อมกับหาดทรายที่ร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ

ระหว่างถ่ายทำสารคดี อิฐได้รู้จักกับพีระ ตันติเศรณี นายกเทศมนตรีนครสงขลา ผู้เป็นทั้งนักอนุรักษ์และเป็นอีกคนที่คัดค้านการทำเขื่อนหินกันคลื่นนี้ สารคดีดังกล่าวสัมภาษณ์พีระ จนกระทั่งวันหนึ่งพีระถูกลอบสังหารและเสียชีวิตลง สร้างความเสียใจให้แก่ชาวสงขลาและอิฐด้วยเช่นเดียวกัน 

การจากไปของพีระสร้างความรู้สึกบางอย่างที่ติดอยู่ในใจและความทรงจำของอิฐ เขื่อนกันคลื่นจึงเป็นสิ่งที่อิฐให้ความสนใจตลอดมา แล้วเป็นไอเดียที่ทำให้อิฐสร้างหนัง ‘Solids by the Seashore’ มีประเด็นสอดแทรกเรื่องเขื่อนเช่นเดียวกัน นอกจากเขื่อนที่ถูกสร้างมาขวางกั้นระหว่างทะเลกับชายหาด กำแพงในใจที่มนุษย์สร้างขึ้นก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่จำกัดความสัมพันธ์ วิถีชีวิต และความรู้สึกของคนเราเอาไว้ 

“ไอตัวโครงสร้างเขื่อนกันคลื่นที่รัฐสร้างเพื่อปกป้องบางอย่าง แต่มันกัดเซาะหาดแทน เหมือนกับชีวิตมนุษย์ การต่อสู้เพื่อธรรมชาติสุดท้ายมันทำให้ต้องมีคนเสียชีวิต มีอีกหลายเรื่องในชีวิตที่มนุษย์เรากำลังสร้างกำแพงในใจ เพื่อปกป้องบางอย่าง แต่มันกลับทำให้กัดเซาะตัวเองออกไป โมเดลนี้เลยถูกเอาไปกระจายในหนังเรื่องนี้ โครงสร้างของเขื่อนหินถูกเอาไปเปรียบเทียบกับชีวิตมนุษย์ในเรื่อง คือ เรื่องของคนที่สร้างกำแพงบางอย่างไว้ แล้วตั้งคำถามกับเราว่าเอ้ย มันดีต่อเราหรือไม่”

7 ปีเป็นระยะเวลาที่อิฐใช้สร้างผลงานชิ้นนี้ เขาบอกว่าเหตุผลใหญ่ๆ คือ การหาทุนในการทำหนัง 

“การทำหนังอิสระ เราที่เป็นมนุษย์ธรรมดาไม่มีตังค์ แต่อยากทำหนัง มันก็จะมีวิธีหนึ่ง คือ ไปขอทุนจากต่างประเทศ เราไปที่สิงคโปร์ ส่งบทให้เขาดู เขาคิดว่าจะปรับยังไงบ้าง เราก็เลยไปหาที่อื่นๆ ใช้เวลาพัฒนาบทไปด้วย หาทุนอื่นบ้าง โดยรวมใช้เวลาประมาณ 7 ปี”

คน เขื่อน และความเชื่อ

“เขื่อนหินกั้นคลื่นถูกสร้างเพื่อปกป้องชายหาด แต่มันดันกัดเซาะมากกว่าเดิม ก็เหมือนชีวิตมนุษย์ที่เราสร้างกำแพงในใจเพื่อปกป้องบางอย่าง แต่มันกลับกัดเซาะตัวเราเอง เราเอาแนวคิดนี้มาใช้ในหนัง แล้วเรามีเพื่อนผู้หญิงมุสลิมเยอะ เราเข้าใจการที่เขาถูกเหมารวมว่ามุสลิมต้องหัวรุนแรง มันก็เหมือนการสร้างกำแพงอย่างหนึ่ง” 

ทั้งคนและเขื่อนมีจุดร่วมกันคือ ‘ความเป็นธรรมชาติ’ หากชายหาดไม่ได้ถูกปกป้องโดยเขื่อน ก็ใช่ว่าธรรมชาติของมันจะพัดพาทรายกลับมาสู่หาดไม่ได้ หาดทรายสามารถกลับมาหนาแน่นได้เองในฤดูร้อน ตามกลไกของธรรมชาติที่อิฐบอกเราไว้ 

แนวคิดนี้ก็ทำให้อิฐเอามาปรับใช้กับหนังเรื่องนี้ คือ ความสัมพันธ์ของตัวละคร มันคงจะดีไม่น้อย ถ้าหากความรู้สึกที่เกิดขึ้นระหว่างคนด้วยกันเอง ไม่ได้ถูกขวางกั้นโดยกฎเกณฑ์ หรือค่านิยมในสังคม เช่น การรักเพศเดียวกันเป็นเรื่องน่าอับอายและผิดบาปในบางสังคม ทำให้พวกเขาต้องเก็บซ่อนความรู้สึกของตัวเองไว้ ภายใต้กำแพงที่สังคมหล่อหลอมให้เขาตั้งมันขึ้นมา หากจะทลายกำแพงนั้นต้องใช้ทั้งความกล้า และความเด็ดเดี่ยวพอสมควร เพราะการคัดง้างกับสังคมที่สอนให้เขาสร้างมาได้ นั้นหมายความว่า วิถีชีวิตที่เคยเป็นมาและความศรัทธาที่เคยมี มันกำลังสั่นคลอนไปด้วยเช่นเดียวกัน 

“หนังมันทิ้งคำถามว่าเราอยากได้แบบไหน มันไม่ผิดนะถ้าหากบ้านเราอยู่ใกล้หาด แล้วบอกว่าเราอยากได้เขื่อน แต่ที่สำคัญ คือ เรามีสิทธิ์เลือกได้หรือเปล่า หนังก็เลยพูดถึงเรื่องว่า ถ้าเราอยากดีไซน์ชีวิตเราเองมันสามารถทำได้มั้ย หรือเราอยากเลือกหาดของเราให้มีเขื่อนหิน หรือไม่มีได้ไหม”

หรือแท้จริงแล้วการตีตราคือกำแพงที่ไม่อาจทำลายได้

“เราเข้าใจสิ่งที่คนมุสลิมถูกเหมารวม ซึ่งเราไม่ชอบการเหมารวมทุกประเภท การนำเสนอหนังโดยใช้ตัวละครมุสลิมน่าจะเป็นตัวแทนที่ดี ข้อจำกัดหนึ่งตามหลักความเชื่อ คือ เรื่องเพศ มันจึงเป็นจุดที่เราอยากนำเสนอ เรื่องของคนสองคนที่มีความรู้สึกต่อกัน ให้ออกมาง่ายที่สุด โดยที่ไม่ต้องไปตัดสินกัน มันจะเป็นแบบไหนก็ตามที่เราเห็นนั้นแหละ”

ด้วยความที่เรื่องความเชื่อเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ตลอดกระบวนการทำหนังจึงต้องปรึกษาคนที่เกี่ยวข้องอยู่เสมอ เพื่อความถูกต้องด้วย อีกหนึ่งคนเขียนบทของเรื่องนี้ ‘คาลิล พิศสุวรรณ’ ที่เป็นชาวมุสลิม นอกจากนี้ ในการทำหนังเรื่องนี้ยังมีการปรึกษาทั้งเพื่อน ทีมงาน นักแสดง คนรอบตัว รวมไปถึงคนจากศาสนาอื่นอย่างพุทธ คริสต์ หรือแม้กระทั่งปรึกษาคนหลายๆ เพศ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกสายตาที่มองเข้ามาในหนัง จะเป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าใจได้ และเข้าถึงคนที่ถูกกดทับในสังคมได้จริง

 “เรารู้สึกดีเวลาคนดูเข้าใจว่า คนทำหนังเรื่องนี้เป็นคนมุสลิม เป็นคนใต้ หรืออาจจะเป็นผู้หญิง เพราะเราเคยโดยตัดสินจากกรรมการที่บอกว่า เราเป็นผู้ชายที่ไม่ใช่มุสลิม เราไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้หรอก นี่คงเป็นการตีตราอย่างหนึ่งที่โดนแหละ เราเคยถูกตัดสินแบบนี้ หนังเรื่องนี้จึงต้องทำให้ไปได้ไกลเพื่อพิสูจน์จุดนี้และแชร์เรื่องนี้ให้คนรู้”

นักแสดงที่มาเล่นคนแรก อิฐเลือกที่เป็นคนมุสลิมจริงๆ  เพื่อที่ตัวละครนี้จะมีพื้นเพและภูมิหลังที่เป็นคนจากชุมชนมุสลิมอย่างแท้จริง จากนั้นจึงค่อยเลือกนักแสดงคนอื่นตามมา

การเปิดโอกาสให้คนมุสลิมมารับบทเป็นคนมุสลิมในเรื่องไม่ใช่เพื่อความสมจริงเท่านั้น แต่มันยังทำให้เนื้อเรื่องและตัวละครมีความธรรมชาติตามวิถีชีวิตของเขาเอง ไม่ใช่เป็นการมองไกลๆ จากคนภายนอก

หลักในการสร้างหนัง: การรักษาสมดุลและการประนีประนอม

แม้ว่าหนังเรื่องนี้จะต้องใช้ระยะเวลา 7 ปีกว่าที่จะออกมาเสร็จสมบูรณ์ อิฐเลยมีคาถาวิเศษแต่สุดแสนจะธรรมดา ทำให้เขาสร้างหนังจนสำเร็จได้ คือ คาถาที่เรียกว่า ‘การรักษาสมดุลและการประนีประนอม (balance and negotiate)’ ในกระบวนการทำหนังทั้งหมด อิฐให้พื้นที่นักแสดงและทีมงานได้สร้างผลงานชิ้นนี้ด้วยกัน 

“เราเคยบอกนักแสดงว่า หนังเรื่องนี้คือผ้าใบว่างเปล่าที่เรากำลังระบายอยู่ มันยังไม่เสร็จ เราจะยื่นพู่กันให้นักแสดงมาช่วย มาระบายด้วยกัน แล้วมาดูด้วยกันว่ามันจะเป็นยังไง เขาอยากจะมาร่วมทำผลงานชิ้นนี้กับเรามั้ย”

ด้วยความที่หนังเรื่องนี้เป็นหนังอิสระ ไม่ได้รับทุนจากค่ายใหญ่ๆ การหางบประมาณจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำคู่ขนานไปกับการสร้างหนัง ในบางครั้งงบที่หาได้กับงบที่ตั้งไว้ไม่ได้สัมพันธ์กัน ทำบางเนื้อหาต้องถูกตัดออก เพื่อให้หนังเดินหน้าถ่ายทำต่อไปได้

“การบาลานซ์และประนีประนอม คือ ความท้าทายของเรา เราพยายาม บาลานซ์ทุกอย่าง ที่ให้ออกมาแล้วเรายังรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่เราแฮปปี้ได้ แล้วก็ยังสามารถนำเสนอสารที่เราอยากจะสื่อออกมาได้”

แน่นอนว่าระหว่างทางมีการพัฒนาบทและตัวหนังไปตลอด ทำให้บทหนังเมื่อ 7 ปีแล้วจนมาถึงตอนนี้มีความเปลี่ยนแปลงไปตามกระบวนการ แต่อิฐมั่นใจว่า เวลานี้นี่แหละเหมาะสมที่หนังของเขาจะ ‘ทำงาน’ ได้ดีที่สุด เพราะเรื่องราวในสังคมย่อมเปลี่ยนผันตามกาลเวลา หากเป็น 3 ปีที่แล้ว หรือ 3 ปีข้างหน้า ก็คงเป็นช่วงเวลาที่หนังไม่ได้ ‘ทำงาน’ แล้ว

คาถาวิเศษนี้ไม่ได้อยู่แค่ในกระบวนการทำหนัง แต่อิฐยังแอบบอกใบ้เล็กน้อยว่าสภาวะนี้ เป็นสภาวะหนึ่งที่ตัวละครในหนังจะต้องเผชิญเช่นเดียวกัน

มากกว่าการได้คว้ารางวัลใหญ่ คือการได้พูดแทนใจคนตัวเล็ก

ในประเทศที่งานศิลปะไม่ได้ถูกสนับสนุนเท่าที่ควร คนทำหนังอิสระจึงไม่มีทางเลือก นอกจากการดิ้นรนกันเอง สำหรับอิฐเอง เพราะความมุ่งมั่นที่จะสร้างหนังเรื่องให้สำเร็จนี่แหละ ที่ทำให้ตลอดระยะเวลา 7 ปีของการทำหนัง เขาต้องคอยหาองค์กรจากหลากหลายที่ทั่วโลกมาสนับสนุน หรืออย่างการพาหนังเข้าไปสู่เทศกาลหนังระดับโลกก็เป็นการดิ้นรนอย่างหนึ่งที่ต้องทำในฐานะผู้กำกับ เพราะมันเป็นเพียงไม่กี่วิธีที่จะทำให้หนังเรื่องนี้ได้เงินทุนสนับสนุน และมีชื่อระดับนานาชาติได้ และเป็นเพราะว่าเทศกาลหนังต่างให้ความสำคัญกับ ‘การฉายครั้งแรกของโลก’ ทำให้คนไทยไม่ได้มีโอกาสได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ก่อนชาติอื่น 

Solids by the Seashore ฉายครั้งแรกที่ BUSAN International Film Festival 2023 หรือเทศกาลหนังนานาชาติปูซาน สำหรับอิฐแล้วการที่หนังของตัวเองได้เข้าไปฉายในเทศกาลนี้ และยังคว้ารางวัลมาได้ มันเป็นอะไรที่เกินกว่าฝันจริงๆ 

หนังเรื่องนี้ได้เข้าประกวดในสาย New Currents หรือรางวัลสำหรับคลื่นลูกใหม่ และก็คว้ามาได้สองรางวัล คือ LG OLED New Currents Award สำหรับหนังที่มี ‘New Vision’ หรือวิสัยทัศน์ที่มีความใหม่ และอีกรางวัล NETPAC Award เป็นรางวัลอิสระที่มอบโดยสมาคมส่งเสริมภาพยนตร์เอเชีย

การได้รับรางวัลไม่เพียงแต่สร้างความภาคภูมิใจให้กับผู้กำกับและทีมงาน สำหรับอิฐแล้วการได้รางวัลทั้ง 2 รางวัลนี้ เหมือนเป็นเครื่องการันตีได้ว่าเขาไม่ได้คิดไปเองว่า หนังของเขามีศักยภาพที่จะสื่อสารแง่มุมบางอย่างในระดับโลกได้จริง ในขณะเดียวกัน อีกรางวัลที่ไม่ได้มาจากกรรมการผู้ทรงเกียรติหรือสมาคมอันโด่งดัง แต่มาจากคนดูที่เดินมา ‘ขอบคุณ’ อิฐที่สร้างสรรค์หนังเรื่องนี้ขึ้นมา

“ที่มันน่าดีใจมากกว่าการได้รางวัล คือ มีคนดูเดินมาขอบคุณเราที่ทำหนังเรื่องนี้ เขากำลังอยู่ในสถานการณ์ที่เจออะไรคล้ายกับหนังเรื่องนี้ แล้วมันยังไม่มีหนังเรื่องไหนที่อธิบายความรู้สึกนี้ได้เลย เขามาขอบคุณเราที่ทำหนังเรื่องนี้ ในฐานะคนที่ทำหนัง การได้รับการคำขอบคุณที่เราทำหนังเรื่องนี้ มันมีค่ามากเลย”

มีโอกาสที่หนังเรื่องนี้จะฉายที่นี่ไหม? อิฐบอกว่าต้องรอติดตาม ในฐานะผู้กำกับ เขาเองก็ตื่นเต้น และอยากรู้ความคิดเห็นที่คนมีต่อหนังเรื่องนี้ จะรู้สึกถึงความเป็นธรรมชาติแบบที่เขาอยากสื่อสารไหม 

แม้จะไม่คาดหวัง แต่มีสิ่งหนึ่งที่อิฐอยากฝากถึงคนดู คือ ลองหันมาสนใจกับการสร้างเขื่อนหินกันคลื่น อิฐบอกว่าอย่างน้อยถ้าได้ดูหนังเรื่องนี้ และหากผ่านไปเยี่ยมเยียนทะเลซักแห่งหนึ่ง คนดูต้องรับรู้ได้แน่ว่าหินที่ตั้งตระหง่านเรียบชายฝั่งคือเขื่อนหินกันคลื่นสถาปัตยกรรมเดียวกันกับที่ปรากฏอยู่ในหนังของเขามาตลอด และถ้าเป็นไปได้ก็หวังว่าปัญหาของเขื่อนหินกันคลื่นที่ถูกพูดถึงในหนังที่อยู่ในความทรงจำของทุกคน อาจปรากฏขึ้นเมื่อผ่านชายหาด