ทำไมแค่เดินเล่นในร้านเครื่องเขียนก็ใจสงบ? เพราะเครื่องเขียนคือจุดสตาร์ทใหม่เพื่อวิ่งสู่เส้นชัย

เวลารู้สึกไม่สบายใจ ชอบไปที่ไหน?

คำตอบของบางคนอาจจะเป็นการเดินเข้าหาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา เปิดอกปรึกษากันสักตั้ง บางคนก็อาจเป็นการเดินเข้านิทรรศการ ชมงานศิลปะเพื่อฮีลใจ บางคนก็เลือกที่จะออกไปเที่ยวที่ใหม่ๆ ให้ลืมเรื่องที่แบกเอาไว้ชั่วครู่ชั่วคราวก็ยังดี

ซึ่งพอพูดถึงการเอาตัวเองไปอยู่ในพื้นที่ฮีลใจ ความคิดแรกๆ ของหลายๆ คนมักจะเป็นพื้นที่ที่ต้องใช้เงิน เพราะเราอาจมีกรอบให้กับตัวเองว่าพื้นที่สำหรับฟื้นฟูสภาพจิตใจมีรูปแบบแบบไหน แต่ถ้าเราหยุดคิดสักนิด มีอีกหลายสถานที่ที่เราไม่จำเป็นต้องใช้เงิน ก็สามารถรู้สึกสบายใจได้

อย่างเช่น ‘ร้านเครื่องเขียน’

แค่เห็นก็สบายใจ ไม่จำเป็นต้องใช้เงินสักบาท

ปากกา ดินสอสี ยางลบ กระดาษ สมุดโน้ต มาสก์กิ้งเทป

เมื่อนึกถึงเหตุผลในการเดินเข้าร้านเครื่องเขียน หลักๆ คงหนีไม่พ้นการเข้าไปซื้ออุปกรณ์บางอย่างติดมือกลับมาใช้ บางคนก็ถึงขั้นซื้อมาเก็บสะสมจนแทบจะมีปากกาทุกสีบนโลก แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยเช่นกันที่เข้ามาเดินเล่นเฉยๆ

ยิ่งยุคปัจจุบันที่โลกดิจิทัลมีบทบาทกับชีวิตมากขึ้น จะจดบันทึกอะไรก็เกิดขึ้นและจบลงบนหน้าจอ ความจำเป็นในการเข้าร้านเครื่องเขียนจึงลดลง แต่กลับไม่ได้ทำให้คนในร้านเครื่องเขียนหายไป เพราะสำหรับใครหลายคน ร้านเครื่องเขียน คือ พื้นที่พิเศษในใจที่มอบประสบการณ์ที่โลกหน้าจอให้ไม่ได้

หากการเข้าร้านหนังสือให้ความรู้สึกอบอุ่นและสบายใจจากการเรียงรายของหนังสือที่เป็นระเบียบและบรรยากาศภายในร้าน หรือที่ภาษาเดนมาร์กเรียกว่า ‘Hygge’ (ความรู้สึกอบอุ่นสบายทั้งกายและใจ คล้ายกับการนั่งอ่านหนังสือดี ๆ ในวันฝนตก) การเดินเข้าไปในร้านเครื่องเขียนก็จะเป็นการสัมผัสประสบการณ์หลายมิติ ทั้งจากการเห็นสีสันที่มากมายภายในร้าน การได้สัมผัสพื้นผิวของกระดาษและสมุดที่แตกต่างกัน ไหนจะรูปร่างหน้าตาของเครื่องเขียนใหม่ๆ ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน สิ่งเหล่านี้ทำให้เรารู้สึกอย่างสำรวจสิ่งต่างๆ รอบตัว อยากหยิบจับเครื่องเขียนสักชิ้นขึ้นมาเพื่อสร้างประสบการณ์ไปกับมัน

การได้มอง ได้สัมผัสพื้นผิวที่หลากหลาย อย่างการได้ลองจับกระดาษ ได้ทดลองขีดเขียนด้วยปากกาสีแปลกๆ จึงทำให้เกิดความสุขเล็กๆ ภายในใจ เพราะเราได้เชื่อมโยงกับโลกความเป็นจริงมากขึ้นผ่านสัมผัสที่หลากหลาย ต่างจากการมองจอ จิ้มคีย์บอร์ด ที่ให้ความรู้สึกซ้ำซากจำเจ 

หลักการของพื้นที่ ‘ฮีลใจ’

พื้นที่ฮีลใจสามารถเกิดขึ้นที่ไหนก็ได้ แต่ไม่ใช่ทุกที่ที่สามารถเป็นที่ฮีลใจสำหรับทุกคน เพราะเราล้วนมีความต้องการและความละเอียดอ่อนที่แตกต่างกัน พื้นที่ที่คนส่วนใหญ่มองว่าสามารถชุบชูใจได้จึงมักมีหลักการหรือแนวทางที่ใกล้เคียงกันเสมอ เช่น มีแสงสว่างที่เพียงพอ อากาศถ่ายเท ดนตรีฟังสบายหู

ภายในวงทอล์ก Creative Belonging : Rethinking Mental Health Through Shared Space โดย Studio Persona ได้มีการแบ่งปันหลักการและประสบการณ์การสร้างพื้นที่ร่วม (shared space) ที่เอื้อให้เกิดการสำรวจและเยียวยาจิตใจของผู้คนวงกว้าง จากสปีกเกอร์ 3 ราย คือ เบสท์–วรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย ศิลปิน ผู้กำกับ และนักออกแบบประสบการณ์, ดาว – ดุจดาว วัฒนปกรณ์ นักจิตบำบัดและผู้ก่อตั้ง SOULSMITH และปัท–ปรัชญพร วรนันท์ นักศิลปะบำบัด Studio Persona

โดยสรุปหลักการออกมาได้ 4 ข้อด้วยกัน คือ

(1) คำนึงถึงความปลอดภัยอย่างละเอียดอ่อน (Safety and Sensibility) เช่น เลี่ยงสิ่งที่อาจก่ออันตรายต่อผู้ที่เข้ามาในพื้นที่ มีข้อตกลงและกรอบกติกาที่ชัดเจน

(2) สามารถรองรับความรู้สึกที่ล้นออกมาได้ (Emotional Overflow) และเตรียมระบบช่วยเหลือ เช่น มีสตาฟที่มีทักษะพื้นฐานในการรับมือกับอารมณ์ของผู้ที่เข้ามาในพื้นที่ มีการติดต่อไปยังจิตแพทย์

(3) เปิดโอกาสให้คนได้รู้จักตัวเองผ่านการเชื่อมโยงกับผู้อื่น (Human Connection) เช่น มีกระดานให้ขีดเขียนบอกเล่าเรื่องราวของตัวเอง เมื่อมีผู้เข้าชมคนอื่นเข้ามาอ่านและมีประสบการณ์เดียวกัน จะไม่รู้สึกว่าอยู่เพียงลำพัง

(4) เอื้อให้เกิดประสบการณ์และการเรียนรู้ (Experience) สร้างประสบการณ์ให้ผู้คนหยุด มองเห็น และมีเวลาในการสำรวจตัวเอง ไม่ใช่แค่การจัดแสดงเฉยๆ 

(5) ทำให้รู้สึกปลอดภัยที่จะเข้ามาในพื้นที่ โดยการทำให้รู้สึกว่าไม่ว่า ‘ใคร’ ก็สามารถเข้ามาได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่กำลัง ‘แย่’ เท่านั้น 

ปากกา 1 แท่ง ฮีลใจได้ 1 เดือน : นอกจากเดินเข้าหาพื้นที่ ทำอะไรได้อีกบ้าง?

นอกจากการพาตัวเองเข้าไปในพื้นที่เฉยๆ เพื่อฮีลใจ ยังมีวิธีอีกมากในการดูแลใจตัวเอง บางวิธีก็เหมือนเป็นการฟื้นฟูใจ 2 เท่า เช่น การเดินเข้าร้านเครื่องเขียนเพื่อซื้อปากกาสักด้ามที่ไม่จำเป็นจะต้องแพง ขอให้ได้ซื้อก็พอ

นีลส์ อีค (Niels Eék) นักจิตวิทยาและผู้ร่วมก่อตั้งแพลตฟอร์มสุขภาวะด้านจิตใจ Remente อธิบายเหตุผลที่ทำไมแม้แต่วัยทำงานที่ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องเขียนยังรู้สึกสบายใจเมื่อได้เอาเครื่องเขียนสักอย่างกลับบ้านไว้ว่า เครื่องเขียน = สัญลักษณ์ของความพยายามใหม่ๆ และเจตจำนงที่จะประสบความสำเร็จ

เพราะเวลาย้ายที่ทำงานใหม่ หรือเปิดเทอมใหม่ สิ่งแรกๆ ที่คนมักจะซื้อหรือมอบให้กัน คือ สมุดและอุปกรณ์เครื่องเขียน การซื้ออุปกรณ์เหล่านี้ด้วยตัวเองสักชิ้นจึงเปรียบเสมือนการตั้งต้นใหม่ของเราในการทำบางสิ่งบางอย่างให้สำเร็จ

การที่คนในโลกปัจจุบันหันหน้าเข้าหาหน้าจอ ยังทำให้การเดินเข้าร้านเครื่องเขียนไปหยิบเอาของสักชิ้นติดมือกลับบ้าน ยังทำให้เรานึกถึงอดีตสมัยที่เรียนอยู่ และดึงเอาความสุขในอดีตมาเยียวยาจิตใจในปัจจุบันได้ (Nostalgia)

“การได้ซื้อเครื่องเขียนใหม่ทุกปีอาจเป็นความทรงจำที่อบอุ่นสำหรับใครหลายคน เพราะมันสามารถพาเราย้อนกลับไปยังช่วงเวลาที่เรายังไม่ต้องแบกรับความรับผิดชอบของผู้ใหญ่ได้” อีคกล่าว

นอกจากนี้ หากเราได้หยิบเอาปากกาสักด้าม สมุดสักเล่มออกมาจากร้านเครื่องเขียน เรายังสามารถเขียนเพื่อบำบัดตัวเองได้ โดยการเขียนนี้มีชื่อว่า ‘Express Writing’ 

Expressive Writing คือ การเขียนบำบัดที่เอาความรู้สึกตัวเองออกมาตรงๆ โดยประโยชน์ที่ได้จากการเขียนแบบนี้ คือ ความรู้สึกคลี่คลายจากเรื่องที่หนักอก ทำให้ผู้เขียนเกิดความตระหนักและยอมรับความรู้สึกตนเองโดยไม่ตัดสิน เกิดความเข้าใจในความเป็นตัวเองบนพื้นฐานประสบการณ์ส่วนตัว ตั้งสติและมองเห็นหนทางแก้ปัญหาที่เหมาะสมแก่ตนเองได้ และรู้สึกอิ่มเอมจากการได้ถ่ายทอดเรื่องราวที่มีความหมายและเป็นประโยชน์ต่อตนเอง 

“หลักๆ คือการได้ระบาย ปล่อยความรู้สึกของตัวเอง การได้ประมวลความคิดโดยถอยออกมาดูตัวเองในมุมมองที่ไกลขึ้น รวมถึงการควบคุมตัวเอง ฉันเอาอยู่ (Self Regulation) เพราะหากเราบรรยายความรู้สึกออกมาได้ ความหนักที่เรามีอยู่จะเบาลง ทำให้จิตใจสงบขึ้น หรืออาจจะกระตุ้นให้เราพร้อมในการก้าวผ่านความรู้สึกแย่ๆ ที่มีอยู่จนกลายเป็นหินถ่วงตัวเอง” ฝ้าย – กันตพร สวนศิลป์พงศ์ นักจิตวิทยาการปรึกษา นักเขียน และผู้ร่วมก่อตั้ง MasterPeace กล่าว

แม้การเขียนจะเกิดขึ้นบนโต๊ะสี่เหลี่ยมเล็กๆ แต่หากทำให้เรารู้สึกปลอดภัย สบายใจที่จะขนเอาเรื่องหนักใจอกมาเททิ้ง ก็นับว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการดูแลสภาพจิตใจ ในวันที่เราอาจไม่พร้อมที่จะเดินเข้าไปในห้องบำบัดสุขภาพจิต

อ้างอิง