“ภาพสายรุ้งกับทานตะวันรู้ที่วาดออกไปรู้สึกว่ามันเป็นตัวเรามาก เพราะคอนเซ็ปต์ของรูปนี้มาจากความรู้สึกเศร้า ที่เกิดจากประสบการณ์ที่โดนกลั่นแกล้ง โดนกีดกันออกจากกลุ่ม แต่ว่าเม็ดฝนเหล่านั้นมันก็ทําให้เราเติบโต ทําให้เราได้เรียนรู้ว่าเราควรจะปรับปรุงตัวเองยังไง ควรจะปฏิบัติตัวยังไงเวลาอยู่ในสังคม แล้วหลังจากที่ฝนตกก็จะมีสายรุ้งปรากฏขึ้น เหมือนเป็นรางวัลที่ชื่นชมว่าเราเก่งมากที่สามารถฝ่าฟันกับอุปสรรคพายุฝน”

“หนูเริ่มพบจิตแพทย์มาตั้งแต่ตอนอายุประมาณ 13 จริงๆ ตอนอนุบาลก็ได้รับวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมาธิสั้นต้องกินยารักษา แต่พอเข้ามัธยมก็เหมือนปรับตัวกับเพื่อนไม่ได้อีก ค่อนข้างกลัวสังคม แล้วก็โดนกลั่นแกล้งด้วย จนไปหาหมอแล้วได้รับวินิจฉัยว่าเป็นโรคไบโพลาร์ที่ต้องกินยา จากตอนนั้นถึงตอนนี้ก็เกิน 10 ปีแล้วที่กินยาจิตเวชทุกวัน”
“คือตอนม.ต้นเราเหมือนเป็นลูกรักครู ชอบตอบคําถาม ชอบฟ้องครูในสิ่งที่เพื่อนทําผิดกฎ เราก็จะโดนหมั่นไส้ว่าทําให้เขาเดือดร้อน ทําให้เขาโดนลงโทษ หนูก็จะโดนเขม่น โดนเพื่อนแบน แล้วก็โดนรังเกียจเหมือนเราเป็นเชื้อโรคที่พอเดินผ่านไปทางเพื่อนที่เขาไม่ชอบเราก็จะกระโดดหนี เหมือนเราเป็นตัวน่ารังเกียจ ค่อนข้างส่งผลกระทบต่อจิตใจเหมือนกัน”
“พอขึ้นม.ปลายน้ำหนักหนูขึ้นเกือบ 90 กิโลฯ เพราะยา แล้วโดนบูลลี่เรื่องรูปร่าง โดนมองเป็นตัวตลก เพราะว่าเราชอบทำตัวแปลกๆ อย่างตอนกลางวันไปเต้นอยู่หน้าห้อง แล้วเพื่อนก็แกล้ง เปิดเพลงให้เต้น มีคนมาเตือนเหมือนกัน เพื่อนที่หวังดีเขาก็บอกว่ามันไม่ปกตินะแต่ว่าเราก็ไม่ได้สนใจอะไร”
“พอขึ้นมหาลัย หนูไม่เคยบอกใครว่าเป็นโรคนี้แต่มีเหตุการณ์หนึ่งที่ต้องไปเข้าค่ายแล้วเราป่วย พ่อแม่ต้องมารับกลับ หลังจากนั้นคนก็รู้ว่าเป็นโรคนี้ อันนี้หนูก็คิดเอาเองนะว่าอาจารย์ที่ปรึกษาคงหวังดี เอาเรื่องนี้ไปบอกเพื่อนๆ ให้ปฏิบัติตัวกับเราดี แต่ว่า ไอ้ความหวังดีของอาจารย์ มันเหมือนกลายเป็นประสงค์ร้ายที่ทําให้แบบก็ไม่ได้คุยกับเราปกติ คือหมายถึงคุยดีนะ แต่เราก็รู้ได้ว่าบางทีเหมือนเขาก็กระซิบกระซาบซัมติงเกี่ยวกับหนู”
“เรารู้สึกว่าการเปิดเผยตัวเองมันเป็นดาบสองคม บางมุมคนเข้าใจเรา บางมุมคนตั้งแง่กับเรา ตอนนี้เราหายดีแล้วนะแค่กินยาประคับประคองเฉยๆ ถ้าทำงานที่ไม่บังคับให้บอกเรื่องโรคก็ไม่อยากบอกอยู่ดี อันดับแรกเลยคือกลัวไม่ได้งานเพราะเขาอาจจะมองแง่ลบว่าโรคของเรามันจะส่งผลกระทบต่อการทํางานหรือเปล่า สองถ้าที่ทํางานรู้เขาก็จะต้องตีตราเราละ เขาก็ต้องจดจําว่า อ๋อ คนนี้ไงที่เป็นไบโพลาร์ เราก็จะถูกมองไม่ดี เพราะว่ามุมมองที่คนทั่วไปต่อโรคพวกนี้มันจะต้องวางตัวด้วยอีกแบบนึง ไม่สามารถคุยด้วยกันได้เหมือนคนปกติ ไม่น่าไว้วางใจ คนในสังคมไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้เยอะมากๆ”
“ตอนนี้ความใฝ่ฝันคืออยากทํางานเกี่ยวกับสุขภาพจิตที่เราสามารถเป็นกระบอกเสียงให้คนทั่วไปเข้าใจ อยากให้ทุกคนมีความรู้มากขึ้นเกี่ยวกับเรื่องโรคจิตเวช”
นี่เป็น 1 ใน 3 คนที่ออกมาถ่ายทอดเรื่องราวการถูกตีตราผ่านสารคดีในห้อง ‘เห็นกายสัมผัส 3 ใจ’ ที่อยากชวนทุกคนมาดู มาฟัง และยังมีเรื่องราวอีกกว่า 60 ชีวิตที่มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์จริงจากการถูก ‘ตีตรา’ ทางสุขภาพจิตออกมาเป็นผลงานศิลปะด้วยวิธีการแตกต่างกันอีกกว่า 3 ห้อง 4 ชิ้นงาน ภายในงาน See ,the Unseen เห็นกาย สัมผัสใจ นิทรรศการศิลปะแบบ Experiential Design จาก Eyedropper Fill ร่วมมือกับ Mutual, Masterpeace, Studiopersona และสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ (สสส.)
*เข้าชมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
