เพราะยาก เลยจน : ถอดรหัสความยากจนผ่านเรื่องจริงจากคนจน กับปัญหาที่ใกล้ถึงทางตันจนแทบจะเหลือแค่พระรอดให้นึกถึง

ถ้าเรามีเงินใช้แค่ 100 บาทต่อวัน หรือ 3,043 บาทต่อเดือน เราจะสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ไหม?

ตัวเลขนี้ไม่ใช่ตัวเลขที่เราคิดมาเอง แต่เป็นเส้นความยากจน (Poverty Line) จากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ที่ใช้วัดระดับความยากจนโดยพิจารณาจากรายได้หรือการบริโภคขั้นต่ำที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิต

หากใครมีรายได้ต่อเดือนน้อยกว่าเส้นความยากจน แปลว่าคนคนนั้นเป็น ‘คนจน’

ซึ่งเส้นความยากจนนี้ เป็นเกณฑ์ในการวัดความจนผ่านมิติเศรษฐกิจ ที่ดูว่าคุณมีเงินในกระเป๋าเท่าไหร่ ถือครองทรัพยากรทางเศรษฐกิจมากแค่ไหน แต่ในความเป็นจริง เส้นความยากจนเพียงลำพังอาจไม่สามารถสะท้อนภาพความยากจนทั้งหมดได้ เพราะความจนมีหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นมิติสุขภาพ มิติการศึกษา มิติที่อยู่อาศัย ตลอดจนมิติของการเข้าถึงบริการรัฐ

เพราะฉะนั้น หากเราอยากทำความเข้าใจความยากจนให้มากขึ้น เพื่อขจัดปัญหานี้ให้หายไป สมบัติ บุญงามอนงค์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิกระจกเงาและผู้สร้างนวัตกรรมช่วยเหลือคนยากจน บอกบนเวที ‘Poverty Talk ถอดรหัสความจน’ ภายในงาน Policy Forum “คนจนเมือง: เส้นทางหลุดพ้นความเหลื่อมล้ำ” เมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม 2568 ว่า เราจะต้องแยกคำว่า ‘ยาก’ และ ‘จน’ ออกจากกันเสียก่อน

เพราะยาก เลยทำให้จน

ยาก (น.) ความลำบาก

ตอนเด็กๆ เราหลายคนคงเคยคิดว่าการขับรถเป็นเรื่องยาก ยิ่งต้องขับรถในเมือง มีรถยนต์คันอื่นๆ รวมไปถึงมอเตอร์ไซต์คอยประกบยิ่งแล้วใหญ่ แต่เมื่อโตมาสอบใบขับขี่ผ่าน การขับรถกลับกลายเป็นเรื่องธรรมดาเสียอย่างนั้น

เรารู้สึกว่ามันง่ายขึ้น ไม่ยาก เพราะเรา ‘คุ้นชิน’ และ ‘รับมือ’ กับมันได้

แต่ถ้าลองเปลี่ยนสถานการณ์จากการขับรถที่สามารถฝึกทักษะได้ เป็นสถานการณ์ที่ไม่สามารถคาดเดาอย่าง ถูกลดเงินเดือน ถูกเลิกจ้างกะทันหัน คนในครอบครัวป่วยติดเตียง หรือตัวเราเองกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง สมบัติบอกว่า ความยากเหล่านี้จะทำให้เรารู้จักกับความรู้สึกที่เรียกว่า “ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปดี” และต้องเผชิญหน้ากับความจนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“‘จน’มาจากคำว่าอะไรบ้าง จนใจ จนตรอก จนหนทาง จนปัญญา คำไทยอธิบายไว้ชัดเจนว่า มันคือการขยับตัวไม่ได้เพราะติดกำแพง คุณออกไปไหนไม่ได้ ไม่มีแรง เลิกดิ้นรน สุดท้ายก็จำนน”

จากประสบการณ์การทำงานกับคนไร้บ้าน สมบัติเล่าว่า เมื่อคนจำนวนหนึ่งผ่านภาวะความยากจนไปเจอกับความจนที่เขาไม่สามารถดิ้นรนได้อีกต่อไป เขาจะยอมจำนน ไม่อยากทำอะไรอีกต่อไป และไม่สามารถไปต่อได้ เว้นเสียแต่จะมีลูกฮึดในเฮือกสุดท้าย

“ผมเปิดรับสมัครคนมาทำงาน ส่วนหนึ่งยอมมาทำ แต่อีกส่วนชวนเท่าไหร่ก็ไม่มา เขาจำนน หลังติดกำแพง แต่ความจนมันก็มีข้อดีอยู่อย่างหนึ่ง คือ คุณถอยไปมากกว่านี้ไม่ได้ ถ้าอยากหลุดจากความจนต้องเปลี่ยนทัศนคติแล้วฮึดสู้ ผลักตัวเองออกมา”

คนจนไม่ใช่คนขี้เกียจ ขอเพียงมีงานให้ทำ

แม้แรงฮึดในเฮือกสุดท้ายอาจถีบให้ชีวิตของใครบางคนเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ แต่ก็ไม่มีสิ่งใดการันตีได้ว่า ทุกการฮึดสู้จะประสบความสำเร็จ และไม่มีหลักสูตรไหนที่บอกได้อย่างตายตัวว่า ถ้าจะฮึดสู้ แล้วจะต้องเดินไปข้างหน้าอย่างไรต่อ

หลายคนจึงกลัวความล้มเหลว กลัวว่าสู้ไปก็เหมือนเดิม จึงยอมจำนน ไม่อยากขวนขวายอีกต่อไป ขอเพียงอยู่รอดไปวันๆ ก็พอ

พอคนจนไม่สู้ เพราะสู้มากกว่านี้ไม่ไหว ก็นำไปสู่วลีอคติยอดฮิตอย่าง “คนจน คือ คนขี้เกียจ”

แต่ชีวิตของ ตาไหม ชายชราวัย 63 ปี ที่รับจ้างทำแทบจะทุกอย่างในซอกหลืบของเยาวราช ย่านตลาดน้อย เป็นหลักฐานประจักษ์ว่า ขยันก็ไม่ได้แปลว่าจะร่ำรวยจนสามารถพลิกชีวิต

ตาไหมแบ่งปันเรื่องราวของตนอย่างชัดถ้อยชัดคำ ผ่านการค่อยๆ เล่าว่า จุดเริ่มต้นในการมาเป็นคนจนเมืองในเมืองหลวงของประเทศไทยเกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีก่อน โดยเขาและครอบครัวนั่งรถไฟจากสุรินทร์มาอาศัยอยู่ที่หัวลำโพงโดยอาศัยการเก็บของเก่าขาย ก่อนจะได้ที่อยู่อาศัยแห่งแรกเป็นใต้ถุนโรงงิ้ว

“ผมเก็บของเก่าขายให้ได้เงินมาซื้อข้าวให้ครอบครัวกิน พอเสร็จก็จะไปอาบน้ำที่แม่น้ำเจ้าพระยา มาเจอศาลเจ้าโจวซือกงตรงตลาดน้อย ผมก็ขอเขานอนในศาล ขอว่าใต้ถุนโรงงิ้วนอนได้ไหม พอเขาบอกว่าได้ผมก็เลยได้อยู่ที่นี่ ช่วยเขาทำงาน แจกข้าว แจกของให้คน”

ตาไหมทำงานที่ศาลจนสามารถเช่าบ้านหลังเล็กๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ได้ เวลาอาบน้ำก็จะลงไปอาบเวลาน้ำขึ้น เพราะน้ำจะใสจนเห็นกุ้งลอยขึ้นมา แต่ก็ต้องคอยซ่อมแซมบ้านอยู่เสมอ จนวันหนึ่งก็มีคนมาชักชวนตาไหมให้ไปทำงานที่โรงถ่าน โดยหน้าที่ของตาไหมคือ การขนถ่านไปส่งตามที่ต่างๆ

“ผมไปเข็นถ่านเก็บไว้ในโกดัง พอมีคนมาสั่งก็จัดใส่ถุง แบกไปส่งในตลาดเยาวราชตามร้านที่เขาซื้อ แบกขึ้นโรงทอง ร้านตะเกียง พอเสร็จก็จะเข็นรถเก็บของแถมเยาวราช-สำเพ็งขาย”

แม้จะเป็นผู้สูงวัย แต่ตาไหมยังขนทำงานหนักอย่างขยันขันแข็ง เมื่อไหร่ที่คนในชุมชนต้องการแรงงาน ตาไหมก็จะถูกจ้างไปทำไม่ว่างานประเภทไหนก็ตาม ซึ่งในตอนนี้งานที่ตาไหมและครอบครัวทำด้วยกัน คือ การช่วยคุณนายดวงตะวันเช็ดใบตองและผัดไส้สาคู

“เวลาเขามาเรียกให้ไปเช็ดใบตอง ผมก็ไป เช็ดเสร็จก็ช่วยเขาล้างถ้วยล้างชาม เขาก็ดูแลผมอย่างดี เขาจ้างให้ผมเช็ดใบตองครั้งละ 150 บาท”

สำหรับตาไหมและครอบครัว คุณนายดวงตะวันเป็นผู้มีพระคุณคนหนึ่ง เพราะคอยช่วยเหลือพวกเขาด้วยการให้งานทำ ซึ่งตาไหมก็เข้าไปทำงานกับคุณนายทุกครั้งเมื่อถูกเรียกตัว และเมื่อทำงานเสร็จเขาก็จะไปรับจ้างทำงานอย่างอื่น รวมไปถึงเก็บของเก่าขาย

“อันที่จริงคนจนไม่ขี้เกียจหรอกครับ เขาไม่มีงานจะทำ ถ้ามีงานทำเขาก็ไม่จนหรอก ผมอยากฝากถึงผู้มีอำนาจว่า ถ้าอยากช่วยเหลือคนจน ให้เงินจะได้แค่ระยะสั้น แต่ถ้าให้ ‘งาน’ เขาจะอยู่ได้ยาว เขาจะสามารถไปเช่าบ้านช่องอยู่ได้ตามที่ต้องการ”

“คนจนเมืองไม่จนมุม ขอแค่ให้มีงานทำ” ตาไหมกล่าวทิ้งท้าย

เราทุกคนสามารถกลายเป็นคนยากจนได้ทุกเมื่อ เราจึงต้องการรัฐสวัสดิการ

ชีวิตเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ การกอดงานประจำเอาไว้ก็ไม่ได้การันตีว่าหากพายุเศรษฐกิจพัดพามา เราจะยังมีงานทำ คนทุกคนจึงมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นคนจนได้ทุกเมื่อ แถมไม่มีใครการันตีได้ว่าแก่ไปเราจะมีเงินมากพอที่จะเลี้ยงดูตัวเองอย่างไม่ลำบาก หรือรัฐจะดูแลเราได้มากน้อยแค่ไหน เราจึงมักเห็นผู้สูงอายุในวัยไล่เลี่ยกับตาไหมยังคงรับจ้างทำงานอยู่

จากประสบการณ์การทำงานกับคนไร้บ้านและผู้สูงอายุ สมบัติเชื่อว่า หากจะแก้ปัญหาความยากจน ไม่ให้ใครต้องติดหล่มอยู่กับความจนนั้น ก็ต้องเข้าใจความหมายของคำว่ายากจนให้ได้ก่อน พอเข้าใจแล้วถึงจะสร้างระบบเพื่อที่จะรองรับคนทุกคนได้ไม่ทิ้งใครเอาไว้ข้างหลังได้

อย่างในกรณีของผู้สูงอายุ สมบัติเล่าว่า ต่างประเทศมีวิธีรับมือกับสังคมผู้สูงอายุที่แตกต่างกันไป เช่น การสำรองอาชีพพนักงานเข็นรถเข็นให้กับผู้สูงอายุของประเทศญี่ปุ่น หรือการสำรองตำแหน่งพนักงานในศูนย์อาหารให้ผู้สูงอายุทำเท่านั้น

แต่เมื่อมองกลับมาที่ประเทศไทย เรากลับไม่มีมาตรการอะไรมารองรับ สวัสดิการเบี้ยเลี้ยงคนชราก็ไม่เพียงพอ สมบัติจึงชี้ว่า ประเทศไทยกำลังจะเจอวิกฤตขนาดใหญ่ที่เรียกว่าพายุผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นปัญหาที่ NGO ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้

“ผมคิดว่าเรากำลังจะเกิดวิกฤตขนาดใหญ่ เกิดพายุผู้สูงอายุ ผมเห็นภาพว่าเราจะตายกันอย่างหมดศักดิ์ศรี ตายกันข้างถนน มันเป็นปัญหาในขนาดที่ NGO อย่างเราไม่สามารถเข้าไปแก้ปัญหาได้ เพราะมันเป็นเรื่องใหญ่มาก”

สิ่งที่เราพอทำได้ในตอนนี้ จึงมี 3 อย่างด้วยกัน คือ

1️⃣ เก็บออมให้ได้มากที่สุด

2️⃣ ผลักดันรัฐบาล ให้มีนโยบายรัฐสวัสดิการ 

3️⃣ ผลักดันกฎหมายให้เกิดการจ้างงานผู้สูงอายุ ทั้งภาครัฐและเอกชน

แต่ถ้ารู้สึกว่า ทำยังไงก็คงไม่รอดแล้ว สมบัติจึงแนะนำอย่างติดตลกว่า ให้นึกถึงพระ เพราะพระรอด

“ถ้าไปไม่รอดแล้วให้นึกถึงพระ เพราะพระรอด แม้ว่าเขาจะมีเงินแค่บาทเดียวหรือไม่มีเลยก็ตาม ไปอยู่วัดให้ได้ครับ วัดคือคำตอบสุดท้าย เจริญพร”