หยิบ ยิ้ม จ่าย จบใน 2 นาที : ครึ่งศตวรรษของ ‘รัตนแสง’ แผงหนังสือย่านสะพานควาย ที่ขายให้คนอายุน้อยไปจนถึงคนอายุเหยียบร้อย

การใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ มีแต่ความเร่งรีบ ระหว่างที่กำลังเดินกึ่งวิ่งไปขึ้น BTS สะพานควาย ก็สะดุดตากับบางอย่าง นิตยสารปกดาราคนหนึ่งที่แอบปลื้มมานาน วางขายอยู่ในร้านที่เขาเรียกกันว่า โชห่วย ฝั่งซ้ายมีแผงหนังสือตั้งอยู่ ภายในแผงเต็มไปด้วยนิตยสารและหนังสือพิมพ์มากมาย ส่วนฝั่งขวาของร้านเป็นที่ตั้งของตู้เย็นแช่น้ำดื่มร่วมสิบยี่ห้อ ถัดไปอีกเป็นชั้นวางของจิปาถะอย่างสบู่ แชมพู ไปจนถึงเทียน ตะปู สายไฟ เรียกได้ว่าครบจบภายในร้านเดียว

ปกติเคยแต่สั่งนิตยสารจากช่องทางออนไลน์ ร้านตั้งแผงสแตนด์อะโลนแบบนี้หายากมากขึ้นทุกวัน หลังจากจ้องนิตยสารเล่มนั้นเป็นเวลานาน วิเชียร เจ้าของร้านรัตนแสงก็พูดขึ้นมาว่า “สนใจสอบถามได้นะครับ” 

ไม่รอช้า ในเมื่อขอมาเราก็จัดให้หลายสิบคำถาม เพราะความสงสัยเหลือเกินว่า ทุกวันนี้ที่อีบุ๊ก นิตยสาร หนังสือ หนังสือพิมพ์ ต่างซื้อและมีให้อ่านในโลกออนไลน์ได้ แล้วแผงขายสิ่งพิมพ์รายคาบแบบนี้อยู่ได้อย่างไร

ที่รัตนแสงไม่ได้ขายแค่นิตยสารอย่างเดียว แต่มีหนังสือพิมพ์ หนังสือบันเทิงคดี หนังสือสารคดีอีกมากมาย แถมยังมีสินค้าอื่นๆ นอกจากสื่อสิ่งพิมพ์อีก วิเชียรบอกว่า สมัยก่อนรัตนแสงมีสินค้าเยอะกว่านี้มาก แต่เพราะสภาพสังคมและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป ทำให้ปัจจุบันสินค้าที่ร้านขายจึงมีเท่าที่เห็น

“ร้านนี้เปิดตั้งแต่ปี 2517 สมัยก่อนเราขายตั้งแต่ชุดนักเรียน เครื่องเขียน มีสินค้าเบ็ดเตล็ดอื่นๆ อีกเยอะมาก เพราะที่นี่ใกล้หมอชิต มีคนเดินทางไปต่างประเทศ ต่างจังหวัด เขาก็จะมาซื้อของแถวสะพานควายก่อน เพื่อเอาไปใช้ที่นู่น เรามีตู้โครงเหล็กพกพา กระเป๋า รองเท้าบูตส์ สบู่ ยาสีฟัน เรียกได้ว่า เราเป็นร้านโชว์ห่วยที่ไม่มีของกิน”

สำหรับคนรุ่นหลัง สะพานควายอาจไม่ใช่ที่ยอดนิยมเท่าไหร่นัก หากเทียบกับพื้นที่ใกล้เคียงอย่างอารีย์ หรือจตุจักร แต่สำหรับคนรุ่นก่อน วิเชียรเล่าว่า ที่นี่คือแหล่งซื้อเสื้อผ้าที่โด่งดังโดยเฉพาะตลาดขายผ้ายีนส์ แต่พอเริ่มมีห้างสรรพสินค้ามากขึ้น พวกเขาก็นิยมไปเดินที่นั่นแทน ส่วนร้านค้าต่างๆ ก็ขยับขยายเปลี่ยนไปตามพฤติกรรมการซื้อของคน

วิเชียรเล่าถึงเหตุผลที่เขายังอาศัยอยู่ที่นี่ เพราะสะพานควายกลายเป็นบ้านของเขาไปแล้ว พ่อแม่ของวีเชียรที่มีเชื้อสายจีน ตัดสินใจย้ายมาตั้งรกรากเปิดร้านขายของที่นี่ พอวิเชียรลืมตาดูโลกมา เขาก็คุ้นเคยกับสะพานควายและร้านโชห่วยไปโดยปริยาย

ความเปลี่ยนแปลงของรัตนแสง ก็เป็นสิ่งที่วิเชียรเห็นมาตลอดเช่นกัน ยุคแรกๆ ตึกแถวสามชั้นซึ่งเป็นที่ตั้งของร้านต้องอุทิศชั้น 2 ทั้งชั้นให้กับการสต็อกสินค้าวางจำหน่ายภายในร้าน แต่ทุกวันนี้จำนวนของลดลง ไม่ได้เยอะเหมือนเมื่อก่อน

ส่วนแผงสิ่งพิมพ์ วิเชียรเล่าว่า จริงๆ ก็มีจุดเริ่มต้นที่ไม่ได้ซับซ้อนมาก เมื่อ 10 ปีที่แล้ว การขนส่งสินค้ายังมีต้นทุนที่สูง โดยเฉพาะราคาน้ำมันรถสำหรับไปขนสินค้า เวลาขายของก็ต้องบวกค่าขนส่งไปด้วย แต่โชคดีที่รัตนแสงอยู่ใกล้ๆ ร้านขายส่งสิ่งพิมพ์เจ้าใหญ่ ทำให้ต้นทุนสินค้าชนิดนี้ไม่สูงมากนัก สิ่งพิมพ์เลยเป็นอีกหนึ่งสินค้าที่อยู่คู่ร้านมาโดยตลอด

ความเป็นอยู่ของร้านแผงหนังสือข้างทาง ในวันที่ทุกอย่างถูกวางไว้ในอินเทอร์เน็ต

ระหว่างคุยกันไป รถบีเอ็มดับเบิลยูสีดำคันหรูก็มาจอดอยู่หน้าร้าน วิเชียรขอเวลาพักเบรกจากการพูดคุยสักครู่ โดยบอกว่า “ขอแป๊บเดียว” บุคคลที่ลงมาจากรถคนนี้เป็นชายวัย 60 กว่าๆ เดินมาที่ร้านอย่างไม่ลังเล แล้วก็ไม่มีคำพูดใดๆ ในขณะที่วิเชียรก็แค่ยิ้มให้และหยิบถุงพลาสติกที่ข้างในมีหนังสือพิมพ์จำนวนหนึ่งอยู่ส่งให้ การซื้อขายใช้เวลาไม่เกิน 2 นาที และไม่มีคำพูดอะไรเกิดขึ้น มีแค่รอยยิ้มที่มอบให้กันครู่หนึ่งเท่านั้น

“คนนี้เขาเป็นลูกค้าประจำ เราซื้อขายกันแบบนี้มานานแล้ว เขาจะมีหนังสือพิมพ์เจ้าประจำที่ต้องซื้อ  ในแต่ละวันเราก็จะเตรียมใส่ถุงและเขียนชื่อไว้ให้ พอถึงเวลาเขาก็มาเอา จ่ายตังค์ จบ ถือเป็นลูกค้าประจำที่เรารู้ใจกันละ”

ไม่ใช่แค่ชายคนนี้ที่เป็นลูกค้าประจำ วิเชียรบอกว่า มีอีกประมาณ 10-20 รายที่เป็นลูกค้าประจำ เขาก็จะเตรียมหนังสือที่ลูกค้าแต่ละคนต้องการไว้ให้ ใส่ถุงพร้อมเขียนชื่อ เมื่อลูกค้ามาถึงก็หยิบให้ได้เลย ไม่ซ้ำซ้อนและรวดเร็ว แต่เขายอมรับว่า ยังรวดเร็วสู้การซื้อขายในอินเทอร์เน็ตไม่ได้ ลูกค้าขาจรจึงหันไปซื้อของออนไลน์กันมากกว่า เพราะอย่างน้อยก็ไม่ต้องออกจากบ้าน

ที่รัตนแสงถ้าเป็นโซนหนังสือก็มีคนวัย 40-50 ขึ้นไปที่มาซื้อเสียส่วนใหญ่ น้อยมากๆ ที่จะเจอคนวัยอ่อนกว่านั้นอย่างนักศึกษา วิเชียรเล่าว่า ส่วนหนึ่งที่ร้านมีแต่คนรุ่นใหญ่ เพราะคนกลุ่มนี้สายตาไม่ค่อยดี ถ้าให้ไปจ้องมือถือหรือหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ คงทำไม่ได้ หนังสือของจริงนี่แหละที่เหมาะสมที่สุดสำหรับพวกเขา

“เดี๋ยวนี้มีแอปพลิเคชันมีเว็บไซต์ให้อ่านกันได้แล้ว บทบาทของสิ่งพิมพ์พวกนี้มันก็ลดลงนะ ในความคิดของเรา แต่คนมีอายุเขานิยมกันอยู่ เพราะสายตาเขาจ้องจอกันนานๆ ไม่ได้ มีคนบอกอ่านแบบจับกระดาษมันสนุกกว่า”

จริงอย่างที่วิเชียรบอก เพราะเท่าที่เห็นมักจะมีลูกค้าที่ดูเป็นคนมีอายุเข้ามาซื้อเยอะมาก มีทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ที่รัตนแสงไม่ได้ขายแค่สิ่งพิมพ์ภาษาไทยเท่านั้น ภาษาอังกฤษก็มี ลูกค้าบางร้านติดถึงขนาดที่ว่า ถ้าตัวเองป่วยไม่สามารถออกมาซื้อได้ จะให้ญาติ แฟน หรือคนใกล้ตัวออกมาซื้อแทน

“ลูกค้าเราก็ยังมีเยอะนะ บางคนซื้อกันตั้งแต่มีชีวิตแล้วล้มหายตายจากกันไปแล้วก็มี ล่าสุดมีลูกค้าคนหนึ่งที่เขาจะมาร้านเราประจำ เขาก็หายไป 2-3 เดือน เราโทรไปก็ไม่รับ ไลน์ไปก็ไม่ตอบ มีอยู่วันหนึ่งแฟนเขามาแล้วก็บอกว่า พี่คนนั้นน่ะเขาเสียไปแล้ว เพิ่งจะจัดพิธีจบไป ด้วยความที่ร้านเปิดมานานก็มีลูกค้าหลายคนเลยที่มีสถานการณ์แบบนี้”

ส่วนคนรุ่นเด็กไปกว่านั้นไม่ใช่ว่าไม่มีเลย ก็ยังมีให้เห็นอยู่บ้าง วิเชียรบอกว่า มีบางคนที่มีสถานการณ์คล้ายกันกับเรา คือ เดินผ่านร้านแล้วสะดุดตานิตยสารดาราเลยเข้ามาซื้อ กับบางกลุ่มที่เจอร้านรัตนแสงผ่านกูเกิลแม็ป

“มีน้องๆ บางกลุ่มที่สะสมนิตยสารหน้าปกดาราที่ชอบ เขาก็จะตามหาร้านที่มีวางขาย ล่าสุดที่เขาซื้อเป็นหน้าปกแบมแบม แจ็คสัน หวัง (Jackson Wang) วงโฟร์อีฟ ประมาณนี้ แต่แปลกมากเลยเขาบอกว่า เขาเจอร้านนี้จากกูเกิลแม็ป เราก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่า ร้านเราอยู่ในกูเกิลแม็ปด้วย ทีนี้พอเขารู้จักร้าน น้องๆ ก็ขอแลกไลน์เอาไว้เลย ถ้ามีปกคนที่เขาชอบมาอีก เขาก็จะมาสั่งซื้อกับเราได้เร็ว”

นี่คงเป็นอีกหนึ่งข้อดีของอินเทอร์เน็ตที่ทำให้ร้านอย่างรัตนแสงอยู่ได้ เพราะนิตยสารปกดารายังเป็นที่ต้องการของแฟนคลับจำนวนมากอยู่ ช่องทางการซื้อก็มีมากมาย ทั้งซื้อออนไลน์ ซื้อในร้านหนังสือใหญ่ๆ หรือซื้อกับร้านอย่างรัตนแสง ทุกวันนี้ทำให้วิเชียรมีอีกงานหนึ่ง คือ คอยอัปเดตนิตยสารปกใหม่ๆ ให้กลุ่มแฟนคลับเสมอ

ว่ากันว่า ‘ร้านหนังสือจะตาย เพราะคนเลิกอ่านหนังสือ’

ปฏิเสธไม่ได้ว่า อินเทอร์เน็ตก็เป็นหนึ่งเหตุผลที่ทำให้กิจการสิ่งพิมพ์ไม่เฟื่องฟูเหมือนก่อน เพราะความสำคัญมันลดลง เช่น จะหาข้อมูลเพื่อซื้อบ้าน ซื้อรถ ก็ดูข้อมูลในอินเทอร์เน็ตกันได้ ไม่ต้องเปิดหนังสือหาข้อมูลให้เสียเวลาเลย 

“เมื่อก่อนคนที่เขาจะซื้อบ้านหรือซื้อรถ เขาจะตามหาหนังสือเฉพาะทางที่มีข้อมูลที่เขาต้องการ หรือโฆษณาในนิตยสาร แต่เดี๋ยวนี้พิมพ์ไปในเน็ตแป๊บเดียวก็เจอ หนังสือที่ให้ข้อมูลแบบนี้ก็เริ่มหายไปจากร้านเรา แล้วก็หายไปจากสังคมด้วย”

เมื่อเวลาเปลี่ยน พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนตาม ร้านค้าจึงต้องเปลี่ยนด้วย จากที่เมื่อก่อนเคยมีสิ่งพิมพ์วางให้เลือกหลากหลาย ตอนนี้เหลือแค่นิตยสาร หนังสือพิมพ์ และพวกหนังสือพิมพ์เฉพาะกิจที่ยังขายได้ในร้านวิเชียร ส่วนราคาก็ต้องปรับขึ้นให้เข้ากับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน ถ้าสำนักพิมพ์ขึ้นราคา รัตนแสงก็ต้องขึ้นราคาตาม 

แม้กระทั่งกระบวนการผลิตหนังสือเองก็ได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงเช่นกัน วิเชียรเล่าว่า เมื่อก่อนหนังสือประเภทที่เขาขายจะมีหน้าสีแทรกอยู่เยอะกว่าหน้าขาวดำ แต่เดี๋ยวนี้หน้าที่เป็นสีมีไม่กี่หน้าและมีน้อยกว่า เพราะค่าพิมพ์และค่าใช้จ่ายในการผลิตไม่ใช่ถูกๆ

“บางคนเขาซื้อหนังสือกันตั้งแต่เล่มละ 60 ตอนนี้มันขึ้นไปเล่มละ 190 แล้ว เพราะฉะนั้นพอมันแพงขึ้น บางคนเขาก็นานๆ ซื้อที หรือไม่ก็เปลี่ยนพฤติกรรมเป็นไม่ซื้อเลย ที่สำคัญคือขาจรที่จะบังเอิญผ่านมาแล้วสนใจ ก็จะน้อยลง เพราะราคาแพงเวลาซื้อต้องคิดเยอะหน่อย โชคดีที่ว่าบางเล่มถ้ามันขายไม่ได้เราสามารถคืนร้านที่สั่งมาได้”

เพราะโรงพิมพ์ยังคงพิมพ์ของออกมาเรื่อยๆ ร้านขายส่งก็มีขายจำหน่าย แล้วก็ยังมีลูกค้าที่รอซื้อของจากรัตนแสงอยู่ นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ร้านแห่งนี้ยังตัดสินใจขายสิ่งพิมพ์รายวันและรายเดือนต่อไป ถึงแม้อีกใจหนึ่งวิเชียรก็ยอมรับว่า ของพวกนี้เป็นสิ่งที่หมดอายุไวมาก เช่น หนังสือพิมพ์ ที่ต้องซื้อวันต่อวัน แต่ก็ยังดีที่หนังสือพิมพ์บางส่วนสามารถนำไปคืนได้ ทำให้ทุนอาจจะไม่ได้จมหายไปทันทีที่หนังสือพิมพ์หมดเวลาขาย

วิเชียรมองว่า ที่ร้านของเขาซบเซาไม่ใช่เพราะคนไม่อ่านหนังสือ แต่คนเลือกอ่านหนังสือผ่านรูปแบบที่แตกต่างไปจากเดิมต่างหาก บางคนเลือกอ่านแบบอีบุ๊ก บางคนเลือกซื้อออนไลน์ บางคนรองานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติแล้วค่อยซื้อหลายเล่มทีเดียว และก็มีบางคนที่ซื้อจากร้านสแตนด์อะโลนแบบนี้ สื่อสิงพิมพ์ถือว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอยู่

แต่ก็ไม่ใช่ว่าคุณค่าเหล่านั้นจะอยู่คงทนตลอดไป สิ่งพิมพ์บางอย่างถูกลดคุณค่าไปตามพลวัตของสังคม แต่ในขณะเดียวกันสิ่งพิมพ์อย่างหนังสือเฉพาะกิจและแบบอื่นๆ ก็มีคุณค่าและราคาที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ และก็ยังเป็นที่นิยมของคนอยู่

“ในมุมของเรา ความสำคัญของสิ่งพิมพ์รายวันรายสัปดาห์ที่เราขายๆ กันอยู่ อาจลดลงจากแต่ก่อน แต่มันก็ยังมีสิ่งพิมพ์ประเภทอื่นที่คนให้ความสำคัญมากขึ้น เรามีเล่มหนึ่งที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของเมืองโบราณศรีเทพ มีรูปสวยๆ เยอะเลย เล่มละ 400 กว่าบาท ซึ่งก็แพงนะ แต่ขายได้ เพราะคนให้คุณค่ากับสิ่งนี้ และมันก็ไม่มีวันหมดอายุเหมือนกับหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร”

“หรือถ้าเข้าไปดูในเฟซบุ๊กจะมีกลุ่มซื้อขายหนังสือ หนังสือการ์ตูนบางเล่มมีคุณค่าในฐานะของสะสม ซึ่งราคาก็พุ่งกระฉูดไปเลย ทั้งๆ ที่สมัยก่อนมันอาจจเล่มละไม่กี่บาทเอง แต่มันก็ยังมีคนซื้อ หนังสือยังไม่ตาย ถ้ามีคนเห็นความสำคัญอยู่”

เราอาจจะเข้าใจว่า เดี๋ยวนี้คนไม่เห็นความสำคัญของหนังสือกันแล้ว ซึ่งไม่จริงไปซะทั้งหมด เพราะก็ยังมีอีกหลายคนยอมทุ่มเงินจำนวนมากไปกับหนังสือ เพียงแต่ว่าบทบาทของร้านหนังสืออย่างรัตนแสง  หรือร้านอื่นๆ อาจจะลดลงต่างหาก

วิเชียรเล่าว่า ช่วงเวลาหนึ่งที่ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนในวงการซื้อขายหนังสือ คือ เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 มีหลายคนที่สะสมหนังสือไว้อ่านและเก็บไว้เฉยๆ พอเจอเหตุการณ์น้ำท่วม ทุกอย่างถูกพัดไปกับสายน้ำหมด อะไรที่เคยเก็บไว้ก็ได้รับผละกระทบเสียหาย ซึ่งมันทำให้คนเริ่ม ‘ปล่อยวาง’ กับการสะสมมากขึ้น

“เรามองว่าน้ำท่วมนี่เป็นตัวเร่งที่ทำให้คนเริ่มห่างจากการซื้อหนังสือมากขึ้นด้วยนะ อะไรที่เคยสะสมและหวงมากๆ พอเจอน้ำซัดไปหมดมันก็จบ พอจบน้ำท่วมปุ๊ปเหมือนเราเริ่มคิดว่า เราจะสะสมของไว้ทำไม เขาก็เริ่มปล่อยวาง ไม่เก็บอะไรมากแล้วดีกว่า อย่างเราเมื่อก่อนเก็บสะสมสแตมป์จากราคาพุ่งๆ ก็ตกลงมาฮวบเลย เราก็ไม่ค่อยได้สะสมแล้ว”

ท้ายที่สุดร้านรัตนแสงจะยังอยู่ต่อไปจนครบศตวรรษหรือไม่ ก็เป็นคำตอบที่ไม่มีใครรู้ แม้แต่วิเชียรก็ยังไม่รู้ เขารับรู้เพียงแต่ว่า ร้านหนังสือแบบเขาสักวันหนึ่งมันก็คงต้องจบ ยิ่งถ้าสิ่งพิมพ์รายวันรายเดือนมันคงจะมีน้อยลงกว่าเดิม ส่วนสิ่งพิมพ์ที่ยังอยู่ได้ก็คือพวกหนังสือพิมพ์เฉพาะกิจ ที่พิมพ์ออกมาในกรณีพิเศษ และไม่มีวันหมดอายุ แต่มันจะจบวันไหนเขาก็คงไม่รู้หรอก รู้แต่ว่าถ้ายังมีร้านส่ง และยังมีคนซื้อ เขาก็ยังจะทำกิจการนี้อยู่

“ร้านนี้เปิดมา 50 กว่าปี เรารับกิจการมาจากพ่อแม่ ถ้าสำนักพิมพ์ยังอยู่ ร้านขายส่งเขายังส่งหนังสือให้เราได้ และร้านเรายังมีลูกค้า เราก็คงจะขายอยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่ามันจะถึงเวลาของมันนั้นแหละ” วิเชียรทิ้งท้าย