(ยอด) มนุษย์ป้า : รู้จักสารพัดเรื่องป้าๆ ที่ทำให้รู้ว่า มนุษย์ป้าเป็นได้มากกว่าคนจู้จี้และขี้บ่น

‘มนุษย์ป้า ’ คำที่เอาไว้ใช้เรียกผู้สูงอายุและสะท้อนวยาคติ (หมายถึง อคติที่คนกลุ่มหนึ่งมีต่อคนกลุ่มที่มีอายุมากกว่า นำไปสู่การเหมารวม แบ่งแยก) คำว่ามนุษย์ป้ามักถูกใช้ในการพูดถึงพฤติกรรมของผู้สูงอายุที่เอาแต่ใจ ชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้าน และมีพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความรำคาญแก่คนรอบข้าง

นี่คือนิยามจากรายงานวิจัยเรื่อง “มนุษย์ป้า” “มนุษย์ลุง” “ไดโนเสาร์” “เต่าล้านปี”: วยาคติต่อผู้สูงอายุในเสียงของสังคมไทย” ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารปาริชาต ปีที่ 37 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม – กันยายน 2567) โดย รศ.ดร.ฐิติกาญจน์ อัศตรกุล ผศ.ดร.อัครา เมธาสุข และ ผศ.ภญ.ดร.ฝน นิลเขต อาจารย์คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ตัวอย่างประโยคที่ใช้คำว่ามนุษย์ป้า ได้แก่ “เจอมนุษย์ป้าแซงคิว เซ็งมาก” “จู้จี้จังเลยนะ ทำตัวเหมือนมนุษย์ป้ามาก” หรือ “คอมเมนต์มีแต่มนุษย์ป้าหัดใช้เน็ต” 

บางครั้งคำว่ามนุษย์ป้าก็ไม่ได้ใช้กับผู้หญิงที่มีอายุเสมอไป สามารถใช้กับวัยไหนก็ได้ แต่ต้องมีพฤติกรรมตามที่ได้กล่าวไว้ เพราะการเป็นป้าคือการรบกวนคนอื่น นี่ยังไม่รวมถึงคำที่คล้ายๆ กัน เช่น คำว่า ‘ป้าข้างบ้าน’ ที่หมายถึง บุคคลที่มีพฤติกรรมชอบใส่ใจ (ยุ่ง) เรื่องคนอื่น

คำว่า ป้า แทบจะไม่ได้สื่อถึงความหมายแง่บวกเลยในบริบทของคนไทย คล้ายกับในภาษาอังกฤษที่มีคำว่า ‘Karen (แค-เรน)’ ที่มีความหมายเดียวกันกับมนุษย์ป้านั่นแหละ

ก็ไม่แปลกใจที่หลายคนจะกลัวการเป็น ‘ป้า’ เอามากๆ เพราะการถูกเรียกด้วยคำนี้ แน่นอนว่าต้องมาจากการเหมารวมว่าที่ผู้ถูกเรียกเป็นคนที่ดูมีอายุ บางทีก็พ่วงนิสัยจุกจิกจู้จี้เข้ามาด้วย บางคนจึงรู้สึกพอใจที่จะถูกเรียกว่า ‘พี่’ ‘น้า’‘คุณ’มากกว่าคำว่าป้า

ถึงอย่างนั้นโลกนี้ไม่ได้มีมนุษย์ป้าที่นิสัยขี้วีน เอาแต่ใจ เพียงอย่างเดียวสักหน่อย เชื่อว่าในชีวิตเราต้องเคยรู้จักมนุษย์ป้าที่น่ารัก ใจดี หรือเป็นคนที่ใครๆ ก็อยากอยู่ใกล้ วันนี้เราพามารู้จัก 2 มนุษย์ป้า ที่เป็นยกย่องให้เป็น ‘ยอดมนุษย์’ ในชุมชนของตัวเอง

มนุษย์ป้าเรย์ มนุษย์แม่เรย์ มนุษย์ยายเรย์

ถ้าถามว่าใครที่รับบท ‘เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว’ ในชุมชนเจริญธรรม ชุมชนแออัดในอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ คงจะหนีไม่พ้น ‘เรวดี กล่ำศิริ’ หรือที่ใครๆ ก็เรียกเธอว่า ‘ป้าเรย์’

ต้องเล่าก่อนว่าป้าเรย์ในวัย 60 ปี คือแม่ค้าขายหมูทอดอยู่ละแวกชุมชนเจริญธรรม ทุกๆ วันป้าเรย์จะตื่นขึ้นมาเตรียมตัวขายหมูทอดที่ตลาดตั้งแต่ 1 พอเวลาเข้า 6-7 โมงเช้าก็เริ่มเก็บของกลับบ้าน

ช่วงเวลาหลังกลับจากตลาด แทนที่จะพักผ่อน ป้าเรย์และสามีเลือกใช้เวลาช่วงนี้ในการดูแลเด็กๆ ที่รับเลี้ยงมา

“บางคนพ่อแม่ติดยา บางคนพ่อแม่ไม่อยู่ บางคนไม่มีใครดู เขาก็มาอยู่ที่บ้านป้า”

ปัญหาเดิมของพื้นที่นี้คือยาเสพติด เป็นกันตั้งแต่พ่อแม่ เด็กบางคนต้องเสียพ่อแม่ไปก็เพราะยาเสพติด บางคนก็ระหกระเหินไปอยู่ที่อื่นบ้างเพราะไม่มีใครดูแล บ้างก็ถูกละเลยจนเด็กไม่สนใจเรื่องการเรียน

“ลูกใครก็ช่าง เช้ามาหุงข้าวเป็นหม้อ ทำก๋วยเตี๋ยวเป็นหม้อ เย็นก็อาบน้ำแล้วไปส่งพ่อแม่เขา”

ป้าเรย์เล่าว่าก่อนหน้านี้ที่เข้ามาช่วยเด็กเพราะเห็นใจพวกเขา เด็กบางคนไม่มีต้นทุนถึงกระทั่งมาขอข้าวกิน พอเห็นแบบนี้ป้าเรย์เลยรู้สึกว่าตัวเองต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง เพื่อให้เด็กกลุ่มนี้หันมาช่วยเหลือตัวเองได้ และมีอนาคตที่ดีรออยู่

จริงๆ แล้วป้าเรย์เป็นคนหนึ่งที่อยากมีลูก แต่ไม่สามารถมีได้ ถึงอย่างนั้นความรักและเอ็นดูเด็กๆ ก็ทำให้ป้าเรย์ได้เจอกับเด็กกลุ่มหนึ่งที่กำลังขาดการดูแลเอาใจใส่ มีผ่านมาป้าเรย์มีเด็กๆ ที่อยู่ภายใต้การดูแลทั้งหมด 7 คนแล้ว

การรับเลี้ยงของป้าเรย์ คือเด็กๆ ควรจะได้เรียนรู้ด้วย สิ่งนี้ทำให้ป้าเรย์ มาพบกับ ‘ครูติ๊ก-ชัชวาลย์ บุตรทอง’ ผู้ก่อตั้งศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 ภายใต้ชื่อศูนย์การเรียนสถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อสังคม หรือ ‘โรงเรียนสี่ตารางวา’ ศูนย์การเรียนรู้ทางเลือกสำหรับเด็กนอกระบบและเยาวชนกลุ่มเปราะบาง ซึ่งขับเคลื่อนงานร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ในการตามเด็กหลุดระบบกลับมาเรียน และส่งเสริมการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์บริบทชีวิตของเด็ก ๆ แต่ละคน

เมื่อเด็กขาดพื้นที่ปลอดภัย โครงการนี้จึงพยายามเข้าไปเสริมพื้นที่ปลอดภัยให้เด็ก ผ่านคนกลางที่เด็กๆ ต่างก็ไว้ใจอย่างป้าเรย์ สำหรับเด็กๆ แล้ว เขาขอแค่ผู้ใหญ่สักคนที่เข้าใจเขาบ้างก็เท่านั้นเอง

“เด็กมาบอกเราทุกเรื่อง เรื่องที่บ้าน เรื่องพ่อแม่ทะเลาะ เรื่องไม่มีเงินไปโรงเรียน บางคนมาร้องไห้บางคนไม่พูด แต่ป้ารู้ว่าเขามีเรื่อง หรือบางคนบอกหมด บางคนค่อยๆ บอก ต้องรอให้เขาไว้ใจก่อนเราไปเร่งไม่ได้บางคนหนีออกจากบ้านมานอนที่นี่ (บ้าน) เพราะบางคนพ่อแม่ติดยา เขากลัวก็มาหาป้า ป้าก็ต้องดูว่าเรื่องมันหนักแค่ไหน แล้วค่อยคุยกับครูติ๊ก หรือเวลาไปไหนมาไหนพ่อแม่เด็กจะไว้ใจเรา เพราะเขาเห็นป้าพาเด็กไปไหนมาไหน พาไปวัด พาไปทำกิจกรรม ไม่ได้พาไปในทางไม่ดี เขาก็สบายใจ” ป้าเรย์กล่าว

‘แฮนยอ’ มนุษย์ป้านางเงือกแห่งเกาะเชจู

“พวกเธอดำน้ำกันระหว่างตั้งครรภ์ด้วยซ้ำ”

ไดอาน่า อากีลาร์ โกเมซ (Diana Aguilar Gómez) นักพันธุศาสตร์และประชากรศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส (UCLA) จากสหรัฐอเมริกา ผู้มีความสนใจเรื่องสารพันธุกรรม (genomics) ลงพื้นที่ไปสำรวจ ‘เกาะเชจู’ ประเทศเกาหลีใต้ เพื่อค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับ ‘แฮนยอ (haenyeo)’ กลุ่มนักประดาน้ำหญิงสูงวัย ที่แหวกว่ายในทะเลมานาน จนกลายเป็นจุดขายหนึ่งของเกาะแห่งนี้

ไดอาน่าเปิดเผยผ่านเว็บไซต์ของ NPR (National Public Radio) สถานีวิทยุแห่งของสหรัฐอเมริกาว่า กลุ่มแฮนยอมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและพันธุกรรมที่น่าทึ่ง เรียกได้ว่าเป็นเหมือนยอดมนุษย์คนหนึ่งเลย

ย้อนไปเมื่อยุค 80s ที่เกาะเชจูจะมีกลุ่มผู้หญิงที่ทำหน้าที่หาสัตว์ทะเลเปลือกแข็ง เช่น หอยเป๋าฮื้อ หรือเม่นทะเล ซึ่งต้องดำน้ำลงไปลึกประมาณ 10m โดยที่พวกเธอไม่ได้ใส่หน้ากากออกซิเจนเลย กลุ่มผู้หญิงเหล่านี้ใช้เวลาในแต่ละวันราว 7 ชั่วโมง เพื่อดำน้ำหาของทะเล จนเรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของทะเลไปแล้ว

สาเหตุหนึ่งทำให้กลุ่มแฮนยอไม่มีผู้ชาย เป็นเพราะเดิมทีเกาหลีมีกฎหมายระบุว่าหากผู้ชายประกอบอาชีพใดๆ ก็ตามจะต้องเสียภาษี แต่ไม่มีกฎหมายใดระบุว่าถ้าผู้หญิงทำงานแล้วต้องจ่าย ก่อนหน้านี้ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ผู้ชายจะโดนไปบังคับไปเกณฑ์ทหารและบางส่วนก็ทำอาชีพประมงที่ออกเรือหาปลาในทะเล ผู้ชายทำประมงส่วนหนึ่งก็พบเจอกับอุบัติเหตุทางทะเลจนเสียชีวิตเช่นกัน เพราะฉะนั้นหน้าที่หลักในการหาอาหาร เลี้ยงลูก ก็จะตกเป็นหน้าที่ของฝ่ายหญิง

ที่มาภาพ : Kim Hyung-chan (김형찬)

แฮนยอมีความเชื่อเรื่อง ‘จัมซูกุต (Jamsugut)’ เทพพระเจ้าแห่งท้องทะเล ซึ่งก่อนที่จะลงว่ายน้ำ พวกเธอจะขอพรจากเทพเจ้าก่อนเสมอ เพื่อให้องค์เทพช่วยคุ้มครองและให้หาของทะเลได้เยอะขึ้น 

จริงๆ แล้วไม่ใช่แค่พรของเทพเจ้าหรอกที่ทำให้พวกเธอแข็งแรงได้ขนาดนี้ เมลิสซา อิลาร์โด (Melissa Ilardo) นักชีวิทยาวิวัฒนาการจากมหาวิทยาลัยยูทาห์ (University of Utah) วิจัยร่วมกับไดอาน่า ทำการทดลองเปรียบเทียบการหายใจของกลุ่มแฮนยอ กับกลุ่มหญิงสูงวัยในเกาะเชจูที่ไม่ได้เป็นนักดำน้ำ และกลุ่มคนที่ไม่ได้อยู่เกาะเชจู

โดยให้อาสาสมัครทุกคนเอาหน้าจุ่มน้ำเย็น แม้ทั้งคู่รู้ดีว่านี่เป็นเพียงแค่การทดลองเล่นๆ เพราะการเอาหน้าจุ่มน้ำไม่สามารถเทียบกับการลงไปดำน้ำทั้งตัวเองได้ แต่ถึงอย่างนั้นผลที่ออกมาก็น่าสนใจไม่ใช่น้อย

ผลออกมาว่ากลุ่มแฮนยอเกือบ 50% มีอัตราการเต้นของหัวใจที่ต่ำกว่ากลุ่มคนที่ไม่เคยดำน้ำ ซึ่งอัตราการเต้นของหัวใจที่ต่ำลง แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการกักเก็บออกซิเจนได้นานขึ้น อิลาร์โดมองว่าเป็นผลจากการฝึกฝนดำน้ำมานาน ทำให้ร่างกายปรับตัวตามไป

ในอดีตจะมีกลุ่มแฮนยอมากถึง 15,000-20,000 คน แต่ปัจจุบันหลงเหลืออยู่แค่ราวๆ 3,300 เท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นความรู้และการฝึกฝนดำน้ำก็ยังถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นภายในเกาะแห่งนี้ เด็กสาวในเกาะเชจูจะได้เรียนรู้การดำน้ำตั้งแต่อายุน้อยๆ ส่วนหนึ่งก็เพื่อสืบทอดวัฒนธรรมของกลุ่มแฮนยอต่อ และให้เด็กผู้หญิงทุกคนหาเลี้ยงตัวเองได้

จริงๆ ไม่ต้องจำเป็นไปหาป้าเรย์ หรือบินไปไกลถึงเกาะเชจู เชื่อว่ายังมีมนุษย์ป้าใกล้ๆ ตัวเราที่รอให้ไปค้นพบว่าเป็นยอดมนุษย์ของเขาอยู่ อาจจะเป็นป้าที่ร้านก๋วยเตี๋ยว หรือป้าอสม. ใกล้บ้านก็ได้

เพราะฉะนั้นคำว่าป้าคงไม่ได้น่ากลัวเสมอไป ถ้าถึงเวลาที่เราต้องกลายเป็นป้า ก็คงจะเป็นป้าที่น่ารัก และเป็นยอดมนุษย์ในแบบที่เราอยากเป็นได้เช่นกัน

ที่มาภาพ : Idobi

อ้างอิง :

ich.unesco.org

khs.go.kr

NPR.org

oceanographicmagazine.com

TheWorld.org

unesco.org