5 วิธีคุยการเมืองบนโต๊ะอาหาร : ไม่บาดหมางและสร้างบรรยากาศประชาธิปไตยใต้หลังคาบ้านได้ 

“เลือกพรรคไหน?”

คำถามสั้นๆ ที่ทำเอาบางคนสั่นไปเหมือนกัน ทั้งที่ความจริงการพูดเรื่องการเมือง เลือกตั้ง หรือการแสดงออกว่าชื่นชอบพรรคไหนควรจะเป็นเรื่อง ‘ปกติ’ แต่เพราะที่ผ่านมาเรายังกลัวปฏิกิริยาของคู่สนทนา จึงทำให้การพูดตรงๆ ว่าเลือกพรรคไหนมันอิหลักอิเหลื่อพอสมควร

สมัยก่อนมีสิ่งที่เรียกว่า ‘สภากาแฟ’ ที่มีต้นแบบมาจาก Café Procope ร้านกาแฟเก่าแก่ในปารีส ฝรั่งเศส เป็นสถานที่ที่เอาไว้พูดคุยเรื่องจิปาถะทั่วไปรวมไปถึงปรัชญาและการเมือง สภากาแฟของไทยเองก็ได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมในฝรั่งเศสด้วยเช่นกัน ผู้คนจากหลากหลายครอบครัวออกมาจิบกาแฟ เล่นหมากฮอส พร้อมกับถกการเมืองไปด้วย จึงเป็นที่รู้กันว่าที่ไหนมีสภากาแฟ ที่นั่นมีเรื่องการเมือง

เพราะเรื่องการเมืองมักเอาไว้คุยนอกบ้าน หนึ่งในมารยาทที่ถูกส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น คือ การห้ามคุยการเมืองบนโต๊ะอาหาร ทั้งที่บ้านและสถานที่อื่นๆ หลายคนมองว่าการเมืองคือประเด็นอ่อนไหว ถ้าฝืนคุยไป นอกจากจะทำให้บรรยากาศกร่อยแล้ว เผลอๆ ยังทำให้อาหารที่เคยอร่อยจืดชืดไปซะงั้น

แม้ปัจจุบันโซเชี่ยลทำให้การคุยเรื่องการเมืองทำได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะผ่านช่องทางไหนๆ ก็ตาม ต่างคนต่างแสดงความคิดเห็นของตัวเองได้ผ่านโลกออนไลน์อย่างไม่เกรงใจใคร แต่เมื่อหันกลับมามองที่โต๊ะอาหารที่บ้าน บางคนยังรู้สึก ‘อึดอัด’ ที่จะต้องตอบว่ามีมุมมองการเมืองอย่างไร โดยเฉพาะตอนที่รู้ว่าฝั่งตรงข้ามไม่ได้มีความคิดเห็นเรื่องการเมืองเหมือนกับเรา

ถ้ามันยากขนาดนี้ ไม่คุยจะดีกว่าไหม? อย่าเพิ่งเดินหนีการคุยการเมืองตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม เพราะที่จริงแล้วการคุยการเมืองก็ถือเป็นกิจกรรมที่สร้างประโยชน์ให้กับตัวเองและสังคมอีกด้วย 

สำนักข่าวออนไลน์เดอะ คอนเวอร์เซชัน (The Conversation) จากสหรัฐอเมริกา เผยแพร่บทความที่อธิบายว่าการคุยการเมืองนั้นดียังไง เขียนโดย ‘ราเชล วาห์ล (Rachel Wahl)’ รองศาสตราจารย์ด้านการศึกษา มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย โดยสรุปได้ว่าการคุยการเมืองไม่ว่าจะกับคนที่มีความคิดเห็นตรงกับเราหรือต่างกับเรา ช่วยให้ต่างฝ่ายต่างเข้าใจมากขึ้น เพราะการคุยแบบนี้ทำให้เราได้รับรู้ว่าอีกฝ่ายมีความชื่นชอบอะไร กลัวอะไร และมีเป้าหมายในชีวิตแบบไหนที่ทำให้มีความคิดทางการเมืองแบบหนึ่ง ถึงแม้สิ่งที่เขาเชื่อจะไม่ใช่สิ่งที่เราเชื่อ แต่การฟังกันและกันมันสร้างความสัมพันธ์บางอย่างที่ทำให้เรารู้ว่า ‘เข้าใจได้’ หรือ ‘ก็ฟังขึ้น’ มาบ้าง

แน่นอนว่าการคุยเรื่องการเมืองแบบเปิดเผยช่วยสร้างผลดีให้กับระบบประชาธิปไตยที่เรากำลังใช้กันอยู่ ราเชลมองว่ามันเป็นการกระตุ้นให้คนรู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิ์ที่จะคิดและเลือกตามที่ต้องการจริงๆ มากกว่าจะมองว่าการเมืองคือเรื่องของการจัดฉาก และการเลือกตั้งเป็นเพียงเกมส์เท่านั้น ราเชลเสริมว่าการคุยการเมืองคือส่วนหนึ่งของระบบประชาธิปไตย ซึ่งก็เป็นวิธีที่ดีในการปลูกฝังแนวคิดนี้ให้กับคนอีกด้วย

ประการสุดท้ายราเชลเสนอว่าการคุยการเมืองได้คือหลักฐานว่าเราต่างเป็นพลเมืองของประเทศร่วมกัน แม้เราไม่ได้เห็นตรงกัน แต่เรามีสิทธิ์เลือกทางของเราเองได้ และคนอื่นก็มีสิทธิ์เลือกทางอื่นที่ชอบ ทั้งนี้ก็เหลือแต่ว่านักการเมืองจะทำตามที่หาเสียงหรือให้คำสัญญากับประชาชนไว้หรือไม่

ในเมื่อการเมืองควรคุยที่ไหนก็ได้ เรามัด 5 วิธีคุยการเมืองบนโต๊ะอาหารจากสถาบันทรัพยากรด้านวิกฤตและบาดแผลทางใจ (Crisis & Trauma Resource Institute) จากแคนาดา ไม่ว่าจะเจอสถานการณ์ในครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อน ก็สามารถนำวิธีเหล่านี้ไปลองปรับใช้ได้

เช็กสภาพแวดล้อมก่อนเริ่ม – ก่อนจะเริ่มบทสนทนา ลองดูก่อนว่าคนรอบข้างอยู่ในอารมณ์ที่พร้อมจะคุยด้วยไหม ยกตัวอย่างเช่น หากเห็นเพื่อนเพิ่งมาเหนื่อยๆ หน้าตาเคร่งเครียด หัวฟูมาแต่ไกล การจะเปิดบทสนทนาด้วยการเมืองโดยทันทีอาจจะไม่เหมาะสมสักเท่าไหร่ ให้เพื่อนได้พัก ได้ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันก่อนดีกว่า ไม่เช่นนั้นอีกฝ่ายจะเหนื่อยล้าและอาจปัดตกเรื่องที่เราถามไปเลย

แสดงออกว่าเรากำลังรับฟัง – ไม่ว่าอีกฝ่ายจะพูดสิ่งที่ตรงใจ หรือขัดใจ ก็อยากให้เราแสดงออกว่าเรากำลังตั้งใจฟัง ทำได้ผ่านภาษากาย เช่น สบตาคู่สนทนา ไม่ล่อกแล่ก เล่นมือถือ หรือยกนาฬิกาขึ้นมาดูบ่อยๆ อาจจะถามคำถามกลับบ้างก็ได้ แต่ควรเป็นคำถามที่ไม่โจมตีหรือเหมารวมจนเกินไป

เช็กให้ชัวร์ว่าเข้าใจตรงกันไหม – อย่าเพิ่งรีบกระโจนไปหาข้อสรุปทันทีที่อีกฝ่ายพูด เพราะการวิจารณ์สิ่งที่เขาพูด ก็เหมือนการที่เราวิจารณ์ตัวตนของเขาไปด้วย ถ้ารู้สึกว่าสงสัยหรือมีข้อกังขาบางอย่างกับสิ่งที่อีกฝ่ายพูด ให้ลองทวนความหมายในสิ่งที่เขาพูดอีกครั้ง เช่นถามว่า “ตอนที่พูดคำนี้ คุณหมายความว่าอะไร”

จับใจความประเด็นสำคัญ – แต่ละคนมักมีท่าทีหรือการแสดงออกต่อสิ่งที่ตัวเองยึดถือเป็นสิ่งสำคัญ ทำให้บางทีพวกเขาออกโรงปกป้องคุณค่าตามที่ตัวเองยึดถือไว้ แทนที่เราจะบอกว่าสิ่งที่เขามองมันไม่ถูกต้อง ลองเปลี่ยนมาเป็นการถามต่อให้รู้ว่าทำไมเขาถึงมีเหตุผลอย่างนั้น สิ่งสำคัญที่ทำให้เขาตัดสินใจคืออะไร บางทีถ้าเขาได้พูดตามความต้องการของตัวเองออกมา เขาจะรับรู้ได้ว่ามีคนรับฟัง และอาจจะยืดหยุ่นกับจุดยืนของตัวเองมากขึ้นก็ได้

คุยเพื่อให้เข้าใจ  – บางทีบทสนทนาที่ ‘สมบูรณ์’ ไม่ได้หมายถึงการที่ฝ่ายตรงข้ามหันมาเลือกพรรคเดียวกับเรา หรือเปลี่ยนจุดยืนมาอยู่ที่เดียวกัน แต่มันคือการทำความเข้าใจกันและกันมากกว่า เขามีจุดยืนของเขา เรามีจุดยืนของเรา การแตกต่างไม่ได้ทำให้เราอยู่ร่วมกันไม่ได้

ไหนๆ อีกไม่กี่สัปดาห์ก็จะถึงวันเลือกตั้งแล้ว ลองนำวิธีเหล่านี้ไปปรับใช้กับคนใกล้ตัวดูก็ไม่เสียหาย เพราะหลักการสำคัญของประชาธิปไตยคือการที่ทุกคนมีสิทธิ์ออกเสียง ออกความเห็นได้อย่างเสรี เริ่มต้นง่ายๆ ได้จากโต๊ะกินข้าวที่บ้าน

อ้างอิง:

ctrinstitute.com
education.virginia.edu