ผลงานชิ้นนี้ผลิตภายใต้โครงการ
UNDP Media Fellowship on Sustainable Development
“เรื่องผีเป็นเรื่องเล่าและเรื่องราวที่จะอนุญาตให้เรามองเห็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมได้ เช่น ความสัมพันธ์ของคนกับระบบนิเวศ ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม การพัฒนาเมือง หรือการอพยพย้ายถิ่นของคน”
แม้นักวิทยาศาสตร์ทุกยุคทุกสมัยจะออกมายืนยันว่าผีไม่มีอยู่จริง แต่ จักรกริช สังขมณี อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่าโลกใบนี้ไม่ได้ต้องการเหตุผลทางวิทยาศาสตร์แค่อย่างเดียว ทางสังคมศาสตร์ผีสามารถเป็นเหตุผลที่อธิบายโลกใบนี้ได้เหมือนกัน เพราะหัวใจของการอธิบายโลกคือการนำเสนอมุมมองที่หลากหลายมากกว่าการตัดสินว่าไม่ใช่เรื่องจริง
👻 ผลกระทบจากโลกรวนคือผีของยุคสมัยใหม่
จำได้ไหมว่าเรารู้จักผีครั้งแรกจากอะไร? จากคำขู่ของผู้ใหญ่ในสมัยที่เรายังเป็นเด็กหรือเปล่า?
ผีเป็นตัวแทนของความหวาดกลัวต่อสิ่งที่เราไม่รู้ ควบคุมไม่ได้ ความกลัวที่มีต่อผีทำให้มนุษย์มองว่าผีเป็นสิ่งที่มีอำนาจเหนือกว่าตัวเอง เราจึงต้องจัดวางตัวเองให้เหมาะสมจะได้ไม่ถูกผีทำโทษ
“มนุษย์ในอดีตเชื่อมโยงกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เยอะเพราะว่ามีสิ่งที่เราไม่รู้มากมาย เรื่องผีจึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับความหวาดกลัวและความไม่รู้ เป็นสิ่งที่อยู่ในพื้นที่ที่เราเข้าไปควบคุมจัดการได้ยาก ผีเป็นตัวแทนของอำนาจที่ให้คุณให้โทษกับเราได้ ทำให้มนุษย์รู้สึกว่าจะต้องถูกกำราบหรือว่าจะต้องถ่อมตัวลง”
แม้ปัจจุบันจะมีวิทยาศาสตร์คอยหาคำตอบให้กับสิ่งที่เราไม่รู้ได้เกือบทั้งหมด แต่ผีกลับไม่ได้หายไปโดยสิ้นเชิง เพราะ ‘ความหลอกหลอน (Haunted)’ ซึ่งเป็นแก่นแท้ของผียังคงอยู่ และในตอนนี้ความหลอกหลอนนั้นกำลังเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่มนุษย์ยังหาทางควบคุมจัดการไม่ได้ เราจึงต้องมานั่งลุ้นนั่งภาวนากันว่าอนาคตของโลกใบนี้จะเป็นอย่างไร
หากสถานการณ์โลกรวนทวีความรุนแรงขึ้น ความหลอกหลอนนี้จะกระจายไปทั่วทุกมุมโลก เพราะมนุษย์จะหวั่นวิตกกับผลกระทบที่ตัวเองได้รับ และท้ายที่สุดแล้วผลกระทบจากโลกร้อน-โลกรวนจะกลายเป็นผีที่น่ากลัวที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ
🌏 กฎแห่งกรรมยุติธรรมเสมอ…เหรอ?
ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับวิกฤติ ‘การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Climate Change)’ ที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ต่อเนื่องมาจากฝีมือของมนุษย์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมากสู่บรรยากาศ ทำให้ความร้อนถูกกักขังในเรือนกระจกจนสภาพอากาศรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดเป็น ‘สภาวะโลกร้อน (Global Warming)’
เมื่อคนเป็นสาเหตุที่ทำให้โลกรวน ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อการดำรงชีพของมนุษย์บนโลกใบนี้อาจจะเปรียบได้กับเวรกรรมตามกฎแห่งกรรมแสนยุติธรรมที่ว่า ‘ทำอย่างไร ได้อย่างนั้น’ แต่สำหรับปัญหาโลกรวนกฎแห่งกรรมไม่ได้แฟร์อย่างที่คิด เพราะประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่า 1% ของทั้งโลกอย่างประเทศไทยกลับได้รับการจัดอันดับโดย ‘Global Climate Risk 2021’ ว่าหากเกิดปัญหาหรือผลกระทบร้ายแรงจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ประเทศไทยเสี่ยงเป็นอันดับที่ 9 ของโลก
ผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างผิดปกติจึงส่งผลกระทบต่อทุกคนในมิติที่แตกต่างกันไป แม้จะไม่ได้กระทบอย่างเท่าเทียมแต่กระทบอย่างทั่วถึง นานาชาติร่วม 197 ประเทศจึงตกลงร่วมมือกันรักษาอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 2 องศาเทียบกับระดับอุณหภูมิก่อนยุคอุตสาหกรรมผ่าน ‘ความตกลงปารีส (Paris Agreement) ’ ในปี 2558
แม้จะฟังดูมีความหวัง แต่ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากกลับมีความเห็นว่าเป้าหมายนี้ ‘ยากจะไปถึง’ โดยอ้างอิงได้จากรายงานขององค์การสหประชาชาติ (UN) ในปี 2018 ที่ระบุว่า หากสถานการณ์การแพร่กระจายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ยังคงเพิ่มขึ้น โลกจะแตะ 1.5 องศาเซลเซียสในปี 2570 และอาจมุ่งสู่ 2 องศาในอีกไม่นาน
หากเราไม่สามารถพิชิตเป้าหมายนี้ได้ ผลกระทบเลวร้ายที่จะเกิดขึ้นคือการล่มสลายของความหลากหลายทางชีวภาพ เราทุกคนจะถูกบังคับให้เผชิญหน้ากับเหตุการณ์ชี้เป็นชี้ตาย และผู้ที่ได้รับผลกระทบจะไม่ได้มีแค่คนเท่านั้น แต่รวมไปถึงสิ่งมีชีวิตอื่นๆ บนโลก และอาจจะรวมไปถึง ‘ผี’ อีกด้วย
ถ้าผีหรือสิ่งที่มองไม่เห็นเหล่านี้มีอยู่จริง ผลกระทบอะไรบ้างที่จะทำให้พวกเขาซวยไปพร้อมกับเรา? อ่านต่อในอัลบั้มภาพ
วิชานาเกลือของผีตาพุกสูญหายเพราะสภาพอากาศที่แปรปรวน

เคยรู้สึกไหมว่าอากาศประเทศไทยเหมือนผีเข้าผีออก เดี๋ยวก็ร้อนจัด แต่อีกสักพักฝนดันตกหนัก
‘เกษตรกรนาเกลือ’ เป็นหนึ่งอาชีพผู้ใช้แรงงานกลางแจ้งที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่แปรปรวน เพราะอุณหภูมิที่สูงกว่าปกติทำให้เกลือกรอบและน้ำหนักเบากว่ามาตรฐาน มิหนำซ้ำอุณหภูมิที่สูงขึ้นยังเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิด ‘ฝนหลงฤดู’ ซึ่งเม็ดฝนที่เทลงมาโดยไม่ได้คาดคิดทำให้เกลือจืด ไม่ได้มาตรฐาน และการละลายของเกลือที่โดนฝนโดยตรงยังทำให้ผลผลิตจากการเก็บเกี่ยวลดลง ไม่เพียงพอต่อการจำหน่าย เกษตรกรจึงขาดทุน ขาดรายได้ และเกิดปัญหาหนี้สินครัวเรือนในเวลาต่อมา
สำหรับกลุ่มคนที่ทำงานกลางแจ้ง อากาศร้อนจัดทำให้พวกเขาไม่สามารถทำงานได้เพราะเสี่ยงที่จะเกิดผลเสียต่อร่างกายอย่างการเป็นลมเป็นแล้ง หรือการเป็นฮีทสโตรก พวกเขาต้องหาวิธีการปรับตัวเพื่อปากท้อง บ้างก็ปรับเวลาการทำงานให้เช้ามากขึ้น บ้างก็ใช้เครื่องมืออำนวยความสะดวกสบาย หรือบางคนก็เลิกประกอบอาชีพนั้น เปลี่ยนไปทำอาชีพในร่มแทน
กรมอุตุนิยมวิทยาเปิดเผยว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของประเทศไทยในปีพ.ศ. 2566 คือ 28.1 องศาเซลเซียสซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา อีกทั้งเป็นตัวเลขอุณหภูมิเฉลี่ยที่สูงเป็นอันดับ 1 ของประเทศในรอบ 73 ปี การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิที่น่าเป็นห่วงนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า ในอีก 46 ปีข้างหน้าอุณหภูมิเฉลี่ยของประเทศไทยจะพุ่งสูงเทียบเท่าทะเลทรายซาฮารา
ตามความเชื่อของเกษตรกรนาเกลือ ว่ากันว่านาเกลือแต่ละแห่งจะมี ‘ผีตาพุก’ คอยปกปักรักษา ในหมู่ผู้ทำนาเกลือเชื่อว่าตาพุกเป็นผู้ริเริ่มและถ่ายทอดวิชาทำนาเกลือให้ผู้คนมีงานไว้ยังชีพ พวกเขาจึงตั้งศาลตาพุกไว้เพื่อกราบไหว้บูชา บนบานให้ผีตาพุกดลบันดาลให้ผลผลิตจากนาเกลืองอกเงยดั่งที่หวัง
ผีตาพุกเป็นความเชื่อเฉพาะกลุ่มอาชีพเกษตรกรนาเกลือเท่านั้น หากไปสอบถามเกษตรกรในกลุ่มพืชพันธุ์อื่นพวกเขาอาจจะตอบว่าไม่เคยได้ยินเรื่องตาพุกมาก่อน เพราะฉะนั้นหากเกษตรกรนาเกลือละทิ้งอาชีพดั้งเดิมของตนไปเพราะสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้น ความเชื่อและเรื่องราวของผีตาพุกจะค่อยๆ หายไปพร้อมกับความรู้ความเข้าใจในการทำนาเกลืออันเป็นภูมิปัญญาอย่างหนึ่งของมนุษย์อย่างน่าเสียดาย
ผีเจ้าที่จมอยู่ในบ้านในขณะที่คนย้ายบ้านหนีน้ำท่วม

“ในพื้นที่บางระกำเจอน้ำท่วมทุกปีเลยครับ มันหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะน้ำที่มาจากจังหวัดแพร่ลงมาเป็นพันกว่าลูกบาศก์เมตรต่อวิ ทางบางระกำระบายน้ำได้แค่ 360 ลูกบาศก์เมตรเท่านั้นเอง มันเลยท่วมขังอยู่ประมาณสองเดือน” สมศักดิ์ บ่องเขาย้อย ประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำประตูระบายน้ำบางแก้ว จังหวัดพิษณุโลกแบ่งปันประสบการณ์ให้เราฟัง เขาเล่าว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจากน้ำท่วมทำให้หลายชุมชนถูกตัดขาดออกจากโลกภายนอกเพราะออกไปไหนไม่ได้ถ้าไม่มีเรือ
เหตุการณ์น้ำท่วมภาคเหนือในเดือนที่ผ่านมาสะท้อนถึงภาวะโลกรวนที่คนไทยจะต้องรับมือ หนึ่งในสาเหตุเบื้องหลังของเหตุการณ์น้ำท่วมคือ ฝนตกที่หนักจากสภาพอากาศแปรปรวน สอดคล้องกับรายงานองค์การอุตุนิยมวิทยาโลกที่บอกว่า โลกรวนทำให้ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกเจอกับ ‘สภาพอากาศสุดขั้ว’ รุนแรงที่สุด อย่างฝนตกหนักในหลายพื้นที่
“เขาพูดกันว่า ถ้าน้ำไม่ท่วมไม่ใช่ทุ่งบางระกำ”
ปัญหาน้ำท่วมใหญ่ที่เกิดขึ้นรายปีเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดการอพยพโยกย้ายของคนในพื้นที่ต่างๆ เพื่อไปแสวงหาพื้นที่ใหม่ที่ปลอดภัยสำหรับการอยู่อาศัย ตามความเชื่อของคนไทย เมื่อเราย้ายไปอยู่ในบ้านหลังใหม่จะต้องมีการทำพิธีกราบไหว้บูชาเจ้าที่เจ้าทางของบ้านหลังนั้นเพื่อให้เขาปกปักรักษาบ้านเรือน
แล้วผีเจ้าที่ของบ้านหลังเดิมที่ถูกน้ำท่วมจะเป็นอย่างไร? หนีออกมาได้หรือเปล่า?
“เรามีสิ่งที่เรียกว่า เจ้าที่ (Territorial Spirit) เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่วางบนฐานของความสัมพันธ์กับพื้นที่ วิญญาณเหล่านี้ยึดโยงกับพื้นที่นั้นๆ เช่น อยู่กับหิน อยู่กับต้นไม้ เมื่อพื้นที่เหล่านั้นมีการเปลี่ยนแปลง อย่างป่าไม้ที่ถูกทำลายเพราะผลกระทบโลกร้อน อาจจะส่งผลให้เจ้าที่เหล่านั้นสูญเสียพื้นที่ของการอยู่อาศัยไป”
การย้ายถิ่นแบบนี้เรียกว่าการอพยพเนื่องจากการถูกผลักดันโดยปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม (Environmental Migration) ซึ่งอาจารย์จักรกริชชี้ว่า ในมุมของความเชื่อ การอพยพออกจากพื้นที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและเจ้าที่เจ้าทางแยกออกจากกัน
“ในหลายๆ พื้นที่มนุษย์มีความเชื่อมโยงกับผีกับเจ้าที่ โดยเฉพาะชนพื้นเมืองจำนวนมากเขาเชื่อมโยงกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นภูเขา แม่น้ำ ป่าไม้ การเปลี่ยนแปลงโดยฉับพลันทำให้เขาต้องอพยพย้ายถิ่น ทำให้ความสัมพันธ์ที่เขามีกับเจ้าที่ซึ่งอยู่ติดที่ติดถิ่นต้องถูกแยกออกจากกัน”
“การไปสถาปนาหรือสร้างความสัมพันธ์ใหม่กับเจ้าที่ในท้องถิ่นใหม่เป็นเรื่องยาก เพราะการสถาปนาความสัมพันธ์เหล่านี้มันไม่ได้เกิดขึ้นในไม่กี่วัน มันเป็นความสัมพันธ์ที่กำเนิดมารุ่นต่อรุ่น ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับเจ้าที่จึงเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่สามารถที่จะสร้างขึ้นมาใหม่ได้ง่ายในพื้นที่ใหม่ การอพยพผู้คนเป็นการทำให้เขาถอดรากทางวัฒนธรรมและรากทางความเชื่อออกแล้วเอาเขาไปวางไว้ในที่ใหม่ซึ่งอาจจะไม่ได้มีความเชื่อแบบเดิม เขาอาจจะปรับตัวเข้ากับสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือสิ่งแวดล้อมใหม่ไม่ได้”
เพราะเศรษฐกิจทรุด แรงงานจึงกลายเป็นผีพลัดถิ่น

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างไปยังเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีรายงานว่า 23% ของพื้นที่ชายฝั่งถูกกัดเซาะ เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 6,000 ล้านบาท
ส่วนด้านเกษตรกรรม ฤดูกาลที่แปรปรวนและปริมาณน้ำฝนที่ผันผวนทำให้ผลผลิตจากการเกษตรเกิดความเสียหาย โดยระหว่างปี พ.ศ. 2554-2588 ผลกระทบสะสมต่อภาคเกษตรสามารถสร้างความเสียหายรวมเป็นมูลค่ารวมสูง 17,912 ถึง 83,826 ล้านบาทต่อปี ทำให้คนไทย 1 ใน 5 ได้รับผลกระทบที่รุนแรงสวนทางกับรายได้ เพราะคนไทยกว่า 12 ล้านคนประกอบอาชีพในภาคเกษตรกรรม
แม้เกษตรกรในไทยจะมีจำนวนมาก แต่ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์กลับระบุว่า รายได้จากภาคเกษตรกรรมคิดเป็น 9% ของ GDP รวมประเทศเท่านั้น มิหนำซ้ำอาชีพเกษตรกรมีรายได้ต่อครัวเรือนเกษตรเฉลี่ยเพียง 6,689 บาทต่อเดือนตามข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ค่าใช้จ่ายในการทำการเกษตรที่สูงและหนี้ครัวเรือนที่รัดตัวสวนทางกับรายได้บีบให้เกษตรกรบางกลุ่มต้องดิ้นรนหารายได้มาจุนเจือตัวเองและครอบครัวให้มากขึ้น บางคนจำเป็นต้องกู้หนี้ยืมสินเพิ่มเพื่อเป็นทุนบินไปขายแรงงานในต่างแดน ทำให้เกิดการพลัดถิ่นเพื่อแสวงหาทางรอดจากวิกฤติปากท้อง
“สิ่งแวดล้อมมันก่อให้เกิดเรื่องผีใหม่ๆ มาตามหลอกหลอนเรา อย่างผีแรงงานอพยพในหนังลัดดาแลนด์ (มะขิ่น) ลัดดาแลนด์เป็นผีที่ชี้ให้เห็นถึงทุนนิยมสมัยใหม่ที่อาศัยแรงงานพม่าเข้ามาทำงานเป็นแรงงาน วิกฤติเศรษฐกิจที่มันเกิดขึ้นจะทำให้เกิดผีเศรษฐกิจและผีสิ่งแวดล้อมมากขึ้น”
หากแรงงานเหล่านั้นโชคร้ายตายในต่างแดน พวกเขาอาจจะกลายเป็นผีแรงงานพลัดถิ่นเหมือนมะขิ่นที่ติดอยู่ในลัดดาแลนด์ในโลกหลังความตายก็เป็นได้
ผีตาแฮกไร้ตัวตนเพราะการปลูกข้าวไม่เหมือนเดิม

เพราะฟ้าฝนที่คาดการณ์ยากขึ้นทุกวัน ทำให้ชาวนาไม่สามารถวางแผนทำนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ อุบล อยู่หว้า เกษตรกรจากจังหวัดอุบลราชธานี บอกกับเราว่าหากโลกร้อนขึ้นอีก 2 องศาปัญหาที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้จะทวีความรุนแรงมากขึ้น ผลผลิตที่เรากินเป็นอาหารหลักจะลดน้อยลงทั้งจากการเพาะปลูกที่ยากขึ้นและโรคแมลงที่ระบาดเพราะโลกรวน ตลอดจนเงื่อนไขทางสังขารของชาวนาที่นับวันมีแต่มากขึ้น หากอากาศร้อนจัดคนเฒ่าคนแก่ก็ไม่สามารถลงนาได้
“ผมคิดว่าการผลิตยังดำรงอยู่แต่โครงสร้างอาจจะเปลี่ยนไป ผมเห็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตมาสักระยะแล้ว เช่น มีกลุ่มทุน มีบริษัทเข้ามารับจ้างตกกล้าดำนา”
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้วิถีชีวิตและความเชื่อของชาวนาเปลี่ยนไป ซึ่งอุบลเล่าให้เราฟังว่าหนึ่งในความเชื่อที่ค่อยๆ หายไปในพื้นที่ของพวกเขาคือเรื่องราวของ ‘ผีตาแฮก’
“ถ้าเป็นผีที่เกี่ยวกับการเกษตรที่ค่อยๆ หายไปในพื้นที่ของเราคือผีตาแฮก ผีตาแฮกเป็นผีดีประจำนา ก่อนจะไปลงนาแต่ละครอบครัวจะไปเลี้ยงของคาวหวานตรงจอมปลวกใหญ่ที่เขาเชื่อว่าผีสิงสถิตอยู่ ไปบอกกล่าวแล้วก็ปักดำข้าวไว้ข้างๆ จอมปลวก 9 ต้น ข้าว 9 ต้นนั้นจะงอกงามมาก”
“ในหมู่บ้านผมมีคนที่ปฏิบัติตามความเชื่อนี้น้อยลงไปมาก เพราะการทำนาเปลี่ยนเป็นลักษณะการจัดการในเชิงการลงทุนมากขึ้น นาดำไม่เหลือเลย การทำนาตอนนี้ก็จะเริ่มจากจัดการโดยมีรถแทรกเตอร์มาไถ มีทีมงานมาหว่าน การทำนาในลักษณะการจัดการตามความเชื่อแบบเดิมแทบไม่เหลือ”
ในมุมของนักมานุษยวิทยา อาจารย์จักรกริชมองว่า ‘มนุษยสมัย (Anthropocene)’ หรือ ‘ยุคสมัยที่กิจกรรมของมนุษย์ทำให้โลกผันผวน’ เป็นตัวการที่ทำให้การดำรงอยู่ของความเชื่อในสิ่งเร้นลับถูกรบกวนและเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะกระทบต่ออัตลักษณ์ของชุมชนที่มีความเชื่อนั้นๆ
“สิ่งหนึ่งที่จะก่อให้เกิดผลกระทบเลยคืออัตลักษณ์ความเป็นชุมชน ทุนทางสังคม ทุนทางวัฒนธรรมของชุมชน อาจจะสูญหายไปด้วย อย่าลืมว่าของพวกนี้มันเป็นทุนทางวัฒนธรรม เรื่องผีไม่ใช่เป็นแค่เรื่องงมงายหรือเรื่องเล่าสนุก แต่ว่าสำหรับคนหลายๆ คนมันคือทุนทางวัฒนธรรมที่ก่อให้เกิดการเพาะปลูก ทำให้เกิดวิธีการผลิตที่มีการจัดความสัมพันธ์เชิงเครือญาติ และนำไปสู่การจัดการสิ่งแวดล้อมในระดับชุมชน”
“มันเป็นกลไก (Mechanism) อย่างหนึ่ง เมื่อชุมชนสูญเสียเรื่องเล่าหรือคำอธิบายแบบนี้ไปก็มีความสุ่มเสี่ยงที่ชุมชนจะสั่นคลอน หรือไม่สามารถมีกลไกใหม่ขึ้นมารับรองการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชุมชนได้”
ผีเปรตหิวโซกว่าเก่าเพราะปัญหาความมั่นคงทางอาหาร

“สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไปส่งผลให้สัตว์น้ำลดน้อยลง ทั้งจากปัญหาสภาวะในน้ำก็ดี ในเรื่องอุณหภูมิของน้ำก็ดี หรือเรื่องของการใช้เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ในทะเลที่มากขึ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้สัตว์น้ำบริเวณหน้าบ้านของเราลดลงและขาดแคลน” กสิธาดา กลอยดี ประธานกลุ่มรักษ์หาดเจ้า จังหวัดเพชรบุรีแบ่งปันปัญหาคับข้องใจของชาวประมงให้เราฟัง เขาเสริมว่าการที่ประชากรสัตว์น้ำลดน้อยลงและลมมรสุมที่เกิดจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศทำให้วิถีชีวิตของพี่น้องชาวประมงเปลี่ยนไป พวกเขาเลือกที่จะหันหลังให้กับอาชีพหาหอยหาปลาเพราะรายได้ไม่พอยังชีพ ทำให้เรือประมงเกือบ 200 ลำในอดีตเหลือไม่ถึง 50 ลำในปัจจุบัน
“ถ้าโลกร้อนขึ้นกว่านี้บอกได้เลยว่าอาชีพประมงชายฝั่งหักหมดแน่นอน ชุมชนชายฝั่งที่ทำอาชีพประมงก็จะหายไป เพราะเขาต้องเอาชีวิตตัวเองให้รอด”
ผลกระทบจากโลกรวนส่งผลให้ความหลากหลายทางชีวภาพลดน้อยลง โดยข้อมูลจากปีพ.ศ. 2563 ระบุว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้สัตว์ทะเลตาย หมูเจริญพันธุ์น้อยลง และไก่เสี่ยงต่อการติดโรค สอดคล้องกับคำบอกเล่าจากพี่น้องชาวเกาะพะงันที่เล่าให้เราฟังว่า เดิมพวกเขาจะนำวายคั่ว (ปลาหมึกสาย) ไปทำบุญให้ตายายในเทศกาลสารทเดือนสิบ แต่ปัจจุบันวายหายาก บ้านไหนตั้งใจจะทำเมนูนี้จะต้องเตรียมการล่วงหน้ามากกว่าสามเดือน ส่วนแกงไก่บ้านที่เป็นที่นิยมในอดีตมีคนทำน้อยลงเพราะไก่บ้านเลี้ยงยากและมีราคาที่แพงขึ้น คนในชุมชนจึงถอดใจ เปลี่ยนจากการหาไก่บ้านมาทำแกงเป็นการไปซื้อไก่เนื้อที่ผสมข้ามสายพันธุ์มาแทน
เทศกาลสารทเดือนสิบและประเพณีชิงเปรตทางภาคใต้ของประเทศไทยถูกจัดขึ้นทุกปี โดยยึดเอาวันแรม 1 ค่ำ เดือน 10 เป็นวันรับเปรต และวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 เป็นวันส่งเปรต แต่บางพื้นที่จะเรียกว่า “รับตายาย – ส่งตายาย” เพราะเชื่อว่าเปรตชน (บรรพบุรุษที่ล่วงลับ) จะกลับมาหาลูกหลานเพื่อขอส่วนบุญ ทุกบ้านจะจัดเตรียมอาหารคาวหวานไปร่วมทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับญาติพี่น้องที่ล่วงลับ และจะมีการจัดอาหารบางส่วนไปวางบนแท่นวางนอกวัดเพื่อแบ่งบุญกุศลให้กับผีเปรตไร้ญาติ พอจบพิธีชาวบ้านก็จะรุมแย่งอาหารที่ตั้งไว้ให้เปรตอย่างสนุกสนาน
การปรับตัวของชาวเกาะพะงันที่เกิดจากผลกระทบโลกรวนในมุมมานุษยวิทยานั้น อาจารย์จักรกริชมองว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบวัฒนธรรมแบบเดียวกันกับการลอยกระทง เพราะในอดีตคนไทยลอยกระทงลงแม่น้ำเพื่อเป็นการขอขมาพระแม่คงคา แต่ปัจจุบันมีการรณรงค์ให้งดลอยกระทงเพื่อลดขยะ คนไทยจึงสรรหาวิธีอื่นๆ มาทดแทน อย่างการลอยกระทงออนไลน์
“เรื่องลอยกระทงมีคำถามว่า ต่อไปนี้เราจะลอยกระทงเพื่อจะขอขมาหรือเปล่า เพราะตอนนี้มีการรณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อม มีการชี้ประเด็นว่าไปลอยกระทงขอขมาแต่กลายเป็นสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มันเลยมีการเปลี่ยนแปลงวิธีในการที่จะไปขอขมาว่า ต้องไม่ใช้สิ่งที่มันทำลายสิ่งแวดล้อม”
“ในกรณีของชิงเปรตก็เหมือนกัน มันก็อาจจะเชื่อมโยงไปว่า เปรตคืออะไร อาจจะมีการตีความใหม่และเปลี่ยนรูปแบบประเพณีใหม่จากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติก็ได้”
อนาคตอันใกล้ของเทศกาลสารทเดือนสิบอาจจะต้องมีการดิ้นรนและปรับตัวครั้งยิ่งใหญ่ สำรับอาหารคาวหวานอาจไม่เหลือความหลากหลายหรือจำนวนที่มากมายเท่าสมัยย่ายายของเรายังเป็นสาว เพราะทรัพยากรอาหารไม่ว่าจะเป็นพืชพันธุ์หรือเนื้อสัตว์จะน้อยลงกว่าเดิมหลายเท่า ผีเปรตไร้ญาติอาจไม่มีโอกาสได้รับบุญจนอิ่มท้อง เหลือเพียงเปรตชนเท่านั้นที่ยังได้รับบุญอยู่
อ้างอิง
- หอสมุดแห่งชาติ เฉลิมพระเกียรติฯ ตรัง
- pptvhd36
- กรมอุตุนิยมวิทยา
- SpringNews
- mgronline
- การดำรงอยู่ของอาชีพชาวนาไทย : กรณีศึกษาชาวนาจังหวัดลพบุรี
- The MATTER
- กรมทรัพยากรธรณี
- เทศบาลเมืองทุ่งสง
- the Active
- พจนานุกรมสภาพภูมิอากาศ: คู่มือคำศัพท์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
- บทความ : การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เพียงเรื่องของประเทศใด แต่คือการแก้ไขร่วมกันจากประชาคมโลก (UNDP)
- บทความ : เมื่อโลกร้อนและรวน: ภาคส่วนใดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุด? (UNDP)
- บทความ : รายงาน NC4 เผยสถิติ เมื่อโลกร้อนและรวน อากาศแปรปรวนกระทบทุกภาคส่วนของประเทศไทย (UNDP)
- หนังสือผีไทย โดยเอนก นาวิมูล
