ผลงานชิ้นนี้ผลิตภายใต้โครงการ UNDP Media Fellowship on Sustainable Development
คนพิการเป็นคนกลุ่มลำดับต้นๆ ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากความบกพร่องของเมือง ทางเท้าแย่ ระบบขนส่งน้อยคันที่จะพร้อมให้บริการคนพิการ การจราจรที่ทุกคนต่างรีบเร่งจนเสี่ยงอันตรายตลอดเวลา
‘ปวรินทร์ พันธุ์ติเวช’ คือหนึ่งในคนพิการสายตาเลือนราง ที่เผชิญความจริงว่าเมืองกรุงเทพฯ ไม่ได้ให้ชีวิตดีๆ ที่ลงตัวแบบป้ายไวนิลที่ต่างชาติชอบมาทำคอนเทนต์กัน

ปวรินทร์ใช้ชีวิตที่มีคำว่าคนพิการนำหน้าได้อย่างราบรื่น ด้วยความช่วยเหลือจาก ‘แม่’ ที่เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการดูแลรับส่งเขาตั้งแต่เด็กจนถึงปริญญาตรี ในการเดินทางไปสถานที่ต่างๆ นอกจากแม่แล้วก็มีเพื่อนๆ ที่เข้าใจและคอยดูแลรับช่วงต่อ ปัจจุบันปวรินทร์ทำงานในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายข้อมูลและติดตามสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำ สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)
“เมื่อก่อนแม่ต้องขับรถมาส่งไปทำงาน แต่ด้วยความลำบากในการเดินทาง เราจึงแก้ปัญหาด้วยการซื้อคอนโดใกล้รถไฟฟ้า ส่วนรถเมล์เราเคยไปกับเพื่อน แต่ถ้านั่งคนเดียวยังไม่เคย การนั่งรถเมล์คนเดียวมีความโหดอยู่เหมือนกัน เพราะเคยได้ยินมาบ้างว่ามีคนตาบอดถูกแกล้ง โดยไม่ยอมบอกเขาว่าถึงที่หมายแล้ว”
เขาแชร์วิธีการเดินทางมาทำงานคร่าวๆ ให้เราฟัง ซึ่งเขายอมรับว่าตัวเขาก็เป็นคนหนึ่งที่มีต้นทุนในชีวิตประมาณหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็ยอมรับว่าวิธีการเหล่านี้ไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดในการใช้ชีวิตของคนพิการ และยิ่งเป็นภาพที่สะท้อนว่า เพราะสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานสำหรับคนพิการที่ไม่ครอบคลุมเพียงพอ และความไม่เข้าใจของสังคมที่มีต่อคนพิการ เป็นการผลักภาระให้พวกเขาต้องดิ้นรนเอาตัวรอดกันเอง คนพอมีฐานะก็ซื้อความสะดวกสบายบางอย่างให้ดีขึ้นได้ แต่ต้นตอของปัญหายังคงไม่หายไปไหน ขณะเดียวกันหากเป็นคนพิการที่ฐานะทางการเงินไม่สู้ดีนัก เท่ากับว่าพวกเขาก็ไม่มีทางเลือกอะไร นอกจากก้มหน้าก้มตาใช้ชีวิตเสี่ยงอันตรายทุกๆ วัน

แต่สิ่งที่ดีที่สุดและยั่งยืนที่สุดเพื่อให้คนตาบอดและคนพิการกลุ่มอื่นๆ สามารถใช้ชีวิตได้ นั่นคือ ‘การใช้ชีวิตแบบอิสระ’ หรือ Independent Living แต่นั่นก็ยังคงเป็นความท้าทายในเมืองไทย
“ในต่างประเทศมีคอนเซ็ปต์ทําให้คนพิการอยู่ได้ด้วยตนเอง เพราะสิ่งที่ดีที่สุดและยั่งยืนที่สุดคือระบบที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับเขา อีกอย่างที่อาจจะพอช่วยได้บ้างคือเทคโนโลยี เช่น การใช้แอปพลิเคชันนําทาง แต่เท่าที่ลองใช้เดินในเมืองไทยก็ยังลําบากกว่าต่างประเทศเยอะ แม้จะพอช่วยได้บ้าง แต่ส่วนใหญ่เราไปไหนมาไหนแบบมีคนไปด้วยมากกว่า เพราะสิ่งอํานวยความสะดวกก็ยังไม่รองรับมาก”
การศึกษาที่โอบรับคนพิการคือกุญแจยกระดับคุณภาพชีวิต
เพราะอาการสายตาเลือนรางตั้งแต่เด็ก ปวรินทร์ไม่มีภาพฝันว่าเมื่อเติบโตขึ้นอยากทำอาชีพอะไร รู้เพียงแค่ว่าต้องตั้งใจเรียนให้มากที่สุด เพื่อเป็นใบเบิกทางไปสู่สิ่งที่ดีกว่าในอนาคต
“ตอนเด็กๆ นึกภาพออกไหมว่าตัวเองจะเป็นอะไร ก็อาจจะนึกไม่ออกทั้งหมด เราคิดว่าตั้งใจเรียนหนังสือไปเรื่อยๆ ตามคำที่พ่อสอนให้เราทำวันนี้ให้ดีที่สุด เดี๋ยวอนาคตก็ตามมาด้วยผลที่ดีจากความพยายามที่เราทําในวันนี้”
ปวรินทร์เข้าเรียนในโรงเรียนปกติแทนโรงเรียนเฉพาะทาง สำหรับสถานการณ์คนพิการเมื่อสิบกว่าปีก่อน การตระหนักรู้ประเด็นคนพิการยังมีไม่มาก และสิ่งที่ยากกว่าการทำความเข้าใจเนื้อหาวิชา คือความไม่เข้าใจของครูผู้สอนที่มีต่อเขาและคนตาบอดอื่นๆ ในการหาทางออกที่ไม่ตรงจุด
สายตาที่เลือนรางทำให้เขาไม่มองเห็นกระดานหรืออ่านหนังสือแบบปกติได้ แม้บางวิชาอย่างสายภาษาและสังคมเขายังเรียนรู้ได้ แต่วิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ปวรินทร์ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการทำความเข้าใจ
“วิชาคณิตศาสตร์โดยเฉพาะตระกูลเรขาคณิต เราก็ไม่รู้จะทำยังไงให้เรียนรู้เรื่อง หรือกระทั่งวิชาสมการ เราก็ทำได้แค่ฟังอย่างเดียว อาจารย์บางคนอาจจะไม่คุ้นชินกับการอธิบายพรรณนาสมการโดยละเอียด ก็อาจจะพูดลัดตัดตอน พอเรามองไม่เห็นการทำโจทย์ส่งอาจารย์ก็เป็นเรื่องยาก ขณะเดียวกันถ้าวิชาวิทยาศาสตร์บางอย่างก็ยาก เช่น คาบชีววิทยาก็จะมีกิจกรรมส่องกล้องจุลทรรศน์ เราก็ไม่รู้ว่าข้างในคืออะไร อาจารย์บางคนก็เข้าใจว่า เรามองไม่เห็นใช่ไหม ใส่แว่นสิ เธอไปเอาแว่น โรงเรียนมีแว่นฟรี จริงๆ ปัญหาทางสายตามันไม่ได้มีแค่การใส่แว่นแล้วหาย มันก็มีประเภทที่ใส่แว่นแล้วไม่หายเหมือนกัน”

ปวรินทร์มองว่าการขาดโอกาสศึกษาก็เป็นปัญหาสําคัญที่ทำให้คนตาบอดและคนพิการอื่นๆ ไม่สามารถมีชีวิตได้ไกลกว่านี้ ที่ผ่านมาคนใกล้ตัวเขาไม่สามารถเข้าเรียนโรงเรียนปกติได้เพียงเพราะเป็นคนพิการ การเข้าไม่ถึงการศึกษายิ่งทำให้สังคมตีตราว่าคนพิการไม่มีความสามารถ สุดท้ายสังคมก็ต้องเข้าไปโอบอุ้มช่วยเหลือทั้งที่คนพิการล้วนมีศักยภาพไม่ต่างกัน แต่เพราะไม่ได้รับการสนับสนุนที่ดีพอ หลายคนจึงเลือกเส้นทางอาชีพที่คุ้นเคย อย่างขายล็อตเตอรี่ คอลเซ็นเตอร์ หรืออาชีพหมอนวด
นอกจากการเข้าถึงการศึกษาแล้ว ปวรินทร์เสริมว่าต้องมีระบบรองรับสนับสนุนต่อคนพิการอย่างเพียงพอ ข้อนี้เขารู้ซึ้งมาจากการมีโอกาสได้เข้าไปในระบบการศึกษาที่โอบรับทุกคน ปวรินทร์เรียนจบจากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศึกษาต่อที่คณะเศรษฐศาสตร์ Massachusetts Institute of Technology (MIT)
“ระหว่างตอนเรียนที่ไทยและอเมริกา ความช่วยเหลือที่ได้รับต่างกันเยอะ อาจจะเพราะไปเรียนช่วงโควิดระบาดพอดี จึงเป็นการเรียนออนไลน์สลับออนไซต์ ทางอาจารย์ก็ส่งไฟล์เนื้อหาวิชาเรียนมาให้เรา และมหาวิทยาลัยก็มีบริการจ้าง Note taker ด้วย”
เมื่อเปรียบเทียบกับการเรียนที่ไทย เขามองว่าคนพิการคนหนึ่งต้องฝ่าฟัน ต่อสู้กับอุปสรรคมากมายเพื่อเข้าถึงการศึกษาได้ไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่ใช่ทุกคนจะสามารถต่อสู้เพื่อไปถึงจุดนั้น
“แต่ที่เรารอดมาได้คือจิตแข็งพอสมควร แต่ไม่ใช่ทุกคนจะต้องมีจิตแข็งขนาดนี้เพื่อผ่านอุปสรรคมาให้ได้”
ภายหลังเรียนจบจากอเมริกาปวรินทร์ทุ่มเทความรู้ให้กับงานที่ตั้งใจเข้ามาช่วยเปลี่ยนแปลงประเทศอย่างต่อเนื่อง อย่างการเป็นนักวิชาการในกองทุนเสมอภาคเพื่อการศึกษา ดูแลด้านข้อมูลของโครงการต่างๆ เชิงเทคโนโลยี การติดตามประเมินผลโครงการ เพื่อติดตามข้อมูลทำโครงการในการช่วยเหลือเด็กยากจนหรือเด็กด้อยโอกาส
ปัญหาเชิงโครงสร้าง ตัวการใหญ่ที่เราต่างรู้ทั้งรู้แต่ยังแก้ไขไม่ได้เท่าที่ควร
อีกปัจจัยที่มีผลต่อการก้าวออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านของคนตาบอดและคนพิการ คือความเข้าใจของสังคมที่มีต่อคนพิการ หลายคนปฏิบัติตัวไม่ถูก ไม่มีความรู้ว่าหากเจอคนพิการแต่ละประเภทแล้วต้องทำอย่างไร ปัญหาความรับรู้เหล่านี้ที่เป็นมายาคติก็สะท้อนไปถึงระดับนโยบาย หลายปัญหายังไม่ถูกแก้ไขก็เพราะมายาคติเหล่านี้
“การมองเรื่องนี้ในแว่นของความสงเคราะห์ มันคือความสงสารที่คุณมี พอเป็นความสงสารแล้วคนก็คิดว่า ช่วยก็ได้บุญ ไม่ช่วยก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามองว่าเรื่องนี้เป็นสิทธิ มันเป็นสิ่งที่คุณต้องได้รับในฐานะพลเมือง ไม่ใช่เรื่องของความสงสารหรือการสงเคราะห์ ซึ่งความคิดเหล่านี้ยังครอบทุกอย่างอยู่ กลายเป็นประเด็นใหญ่พอสมควรที่ทําให้คนพิการไม่สามารถใช้ชีวิตเองได้เต็มที่” ปวรินทร์กล่าว

แม้สวัสดิการคนพิการที่มีในกฎหมายไทยสามารถเทียบชั้นกับต่างประเทศได้ อย่างสวัสดิการรถไฟฟ้าที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้บ้าง แต่นั่นก็อาจยังไม่เพียงพอเท่าใดนัก เบี้ยยังชีพคนพิการก็ไม่ได้เป็นเงินจำนวนมาก
ข้อมูลจากกรุงเทพธุรกิจระบุว่า เบี้ยยังชีพคนพิการมีเกณฑ์การแบ่งจ่ายไม่เท่ากัน และเป็นในรูปแบบขั้นบันได คนพิการอายุต่ำกว่า 18 ปี จะได้รับเงิน 1,000 บาท/เดือน คนพิการอายุ 18 ปีขึ้นไป จะได้รับเงิน 800 บาท/เดือน ส่วนคนพิการสูงอายุจะได้รับเงินตามขั้นบันได ตั้งแต่ 600-1,000 บาท/เดือน แม้จะมีสวัสดิการเบี้ยยังชีพอุดหนุนในทุกๆ เดือน แต่จำนวนที่ได้รับกลับไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตเท่าใดนัก
ปวรินทร์อธิบายต่อว่า แม้จะมีสวัสดิการระบุไว้ชัดเจนครบถ้วน แต่ในทางปฏิบัติกลับมีความซับซ้อน จนทำให้สวัสดิการบางอย่างกลายเป็นเรื่องยากในการเข้าถึง
ในต่างประเทศ หากต้องการรับบริการฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกาย ก็สามารถติดต่อขอรับบริการได้ แต่ในเมืองไทยกลับมีความยุ่งยากและซับซ้อนมากกว่า
อีกโจทย์สำคัญที่จะทำให้นโยบายคนพิการเกิดขึ้นได้จริง คือการทำให้คนพิการมั่นใจว่าเสียงพวกเขาก็มีความหมาย เพราะความไม่มั่นใจในเสียงเรียกร้องของพวกเขาเอง เป็นส่วนที่ทำให้การดำเนินนโยบายของพวกเขาถูกจัดลำดับความสำคัญรองลงไป
“ไม่มีใครเข้าใจคนพิการได้ดีกว่าคนพิการ” ปวรินทร์บอกกับเราอย่างนั้น
ที่ผ่านมาปัญหาส่วนหนึ่งที่ทำให้คนพิการถูกเพิกเฉยในสังคม เพราะพวกเขาคิดว่าเสียงเรียกร้องของคนพิการที่ตะโกนออกไปสู่สังคมนั้นไร้ความหมาย เมื่อใดก็ตามที่คนพิการไม่ช่วยกันสื่อสารออกมา ต่อให้คนนอกช่วยเรียกร้องมากเพียงใด ก็ไม่อาจมีความเข้าใจเท่าคนพิการด้วยกันเอง ประโยคไม่มีใครเข้าใจคนพิการได้ดีกว่าคนพิการ จึงเป็นการตั้งต้นที่ดีที่จะทำให้คนพิการค่อยๆ กล้าส่งเสียงความต้องการไปยังสังคมและภาครัฐได้
การแก้ปัญหาอย่างจริงจังจากรัฐและความเข้าใจจากสังคม จะช่วยปลดล็อกให้คนพิการอยากใช้ชีวิตนอกบ้าน
ปวรินทร์มองว่าการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมจับต้องได้ ต้องมาจากหน่วยงานอย่างภาครัฐ ที่ต้องมองปัญหาคนพิการเป็นเรื่องจริงจัง เพราะการจะแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานอย่างสิ่งอำนวยความสะดวก เป็นปัญหาขนาดใหญ่เกินกว่าที่หน่วยงานเอกชนจะเข้าไปช่วยเหลือได้ ซึ่งการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ คือการทํานโยบายที่มีกําหนดตัวชี้วัดชัดเจน แม้ที่ผ่านมาภาพรวมของปัญหาเป็นไปในทิศทางดีขึ้น แต่สำหรับนโยบายอื่นๆ ที่คนพิการยังไม่ได้รับอย่างทั่วถึง ก็ต้องอาศัยความจริงจังของฝ่ายนโยบาย ในการทำให้นโยบายนั้นๆ เกิดขึ้นได้จริง
“หากสังคมยังไม่เข้าใจคนตาบอดและคนพิการกลุ่มอื่น ปัญหาเหล่านี้ยิ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่จะทำให้คนพิการอยากออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านกันมากขึ้น การแก้ปัญหาเหล่านี้ได้มีประสิทธิภาพ ต้องเป็นการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม ว่าคนพิการก็ควรได้รับสิทธิเช่นเดียวกัน”
อีกเรื่องที่สําคัญไม่แพ้กันที่หลายฝ่ายพยายามขับเคลื่อนกันอยู่ อย่างการปฏิบัติตัวต่อคนพิการแต่ละประเภท ปวรินทร์ให้เหตุผลว่า แม้เรื่องนี้จะยังกระจายไปไม่ถึงคนทั่วไปเท่าใดนัก แต่ในภาคสื่อมวลชนก็มีความพยายามสื่อสารมุ่งนำเสนอประเด็นคนพิการผ่านละคร นอกจากนี้ต้องมีความพยายามเชิงรุกจากภาครัฐและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ในการจัดแคมเปญให้อินฟลูเอนเซอร์มาช่วยสนับสนุน ให้ความรู้ที่ถูกต้องกับสังคม และการปูความรู้พื้นฐานการปฏิบัติต่อคนพิการแต่ละประเภทในหลักสูตรการศึกษาตั้งแต่เด็ก เพื่อให้พวกเขาคุ้นชินและมีทัศนคติที่ถูกต้องต่อคนพิการในสังคม
สำหรับปวรินทร์และคนพิการอื่นๆ ที่มีข้อจำกัดในการใช้ชีวิต บ่อยครั้งก็เกิดอาการท้อแท้ขึ้นมา แต่เพราะกำลังใจจากครอบครัวและคนรอบข้างที่เหมือนเชื้อเพลิงเติมใจให้มีแรงฮึดใช้ชีวิตต่อ

“มีหลายจุดในชีวิตที่เรารู้สึกว่าทําไมมันยากจัง เราอยากทําอะไรบางอย่างแต่เพราะข้อจํากัดก็ทําเรารู้สึกท้อแท้ บั่นทอนกําลังใจมากเหมือนกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เราว่ามันสําคัญมาก คือกําลังใจจากครอบครัวและคนรอบข้าง สิ่งเหล่านี้เหมือนเป็นเชื้อเพลิงเติมใจของเรา มันเป็นสิ่งที่ทําให้เรามีความหวังในอนาคต”
นโยบายคนพิการที่ดีคือที่นโยบายที่สำเร็จเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ
หากจะบอกว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองแห่งการสุ่มความซวยก็คงไม่ผิดนัก เพราะการใช้ชีวิตของชาวกรุงเทพฯ ให้อยู่รอดปลอดภัย เปรียบเหมือนการลุ้นกล่องสุ่มรายวันว่า ความซวยที่เกิดจากความบกพร่องของเมืองจะวนมาเกิดกับเราในวันไหน
คนไม่พิการยังต้องใช้ชีวิตเสี่ยงกับความอันตรายรายวัน คนพิการที่มีข้อจำกัดในการใช้ชีวิต ยิ่งต้องแบกรับความเสี่ยงอันตรายเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า
ภาณุมาศ สุขอัมพร ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พูดถึงความท้าทายที่ต้องแก้ปัญหาตามนโยบายเส้นเลือดฝอยของชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่เน้นหนักถึงปัญหาที่ประชาชนพบเจอในประจำวัน ส่วนใหญ่จึงเกี่ยวข้องกับระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวก ที่ยังไม่ครอบคลุมและชำรุดตามบางพื้นที่

อีกมุมหนึ่ง ภาณุมาศก็เป็นคนพิการทางการเคลื่อนไหวร่างกาย ที่ต่อสู้กับมายาคติของสังคมและการใช้ชีวิตที่มีข้อจำกัดรัดแน่น เขาจึงเข้าใจเป็นอย่างดีกับปัญหาที่คนพิการในเมืองหลวงกำลังเผชิญ ปัจจัยเหล่านี้กลายมาเป็นแรงให้เขาเข้ามาผลักดันนโยบายคนพิการให้เป็นรูปธรรม
ภาณุมาศอธิบายคร่าวๆ ถึงนโยบายทั้ง 216 ข้อของกรุงเทพฯ เกี่ยวข้องกับคนพิการทั้งหมด 134 ข้อ สามารถจัดแบ่งกลุ่ม 5 ประเภท ได้แก่ 1. คนพิการสุขภาพดี 2. คนพิการเรียนดี 3. คนพิการเศรษฐกิจดี 4. คนพิการโครงสร้างและเดินทางดี และ 5. คนพิการบริหารจัดการดี
ตัวอย่างนโยบายที่น่าสนใจหากฝ่ายบริหารกรุงเทพฯ สามารถทำได้จริง จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการให้ดีขึ้นได้ชัดเจน อย่าง นโยบายหมอถึงบ้าน ผ่าน Telemedicine, การขยายขีดความสามารถโรงเรียนและศูนย์ฝึกอาชีพกรุงเทพฯ เพื่อดูแลและฝึกทักษะคนพิการ, การส่งเสริมการจ้างงานคนพิการในหน่วยงานกรุงเทพฯ, กรุงเทพฯ เดินได้ 1,000 กิโลเมตร, บัตรคนพิการจุดเดียวจบ ทุกโรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพฯ และการพัฒนาระบบผู้ช่วยคนพิการ
ในระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา มีสิ่งใดบ้างที่ฝ่ายบริหารกรุงเทพฯ ทำสำเร็จเป็นรูปธรรม นโยบายใดที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต และอะไรคือความท้าทายสำคัญที่จะทำให้การเดินหน้านโยบายคนพิการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
‘เบร็ลล์บล็อก’ สิ่งพื้นฐานที่สุดของคนตาบอดในการเดินทางด้วยตนเองที่ยังไม่ครอบคลุม
เมื่อพูดถึงการสัญจรด้วยตัวเองของคนตาบอด สิ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวกได้มากคือ ‘เบร็ลล์บล็อก’ (braille block) แผ่นทางเท้าสีเหลืองมีปุ่มนูนขึ้นมา คือแผ่นทางเท้านำทางคนพิการทางสายตา ทั้งคนตาบอดและคนสายตาเลือนรางให้สามารถเดินทางได้
หากเราเดินตามย่านต่างๆ บางแห่งกลับไม่มีทางเบร็ลล์บล็อก หรือแม้จะมีติดตั้งในย่านสำคัญแต่กลับใช้งานจริงได้ไม่เต็มที่ เพราะรูปแบบการปูทางเบร็ลล์บล็อกที่ซิกแซกไปมา มีสิ่งกีดขวางกั้น หรือกระทั่งหาบเร่แผงลอยที่ตั้งบนเบร็ลล์บล็อกพอดีก็ทำให้สิ่งที่ทำไปก็ไร้ผล
ภาณุมาศในฐานะฝ่ายบริหารกรุงเทพฯ อธิบายว่าที่ผ่านมาฝ่ายบริหารกรุงเทพฯ ให้ความสำคัญกับคนพิการ โดยปรับปรุงพัฒนาทางเท้าตามคำแนะนำของคนพิการมากขึ้น จะเห็นได้จากทางเบร็ลล์บล็อกที่สมบูรณ์ ใช้งานได้มากขึ้น และทางเท้าที่กว้างขวางเดินสะดวกขึ้นตามย่านต่างๆ เช่น ถนนอุดมสุข ถนนอังรีดูนังต์ และถนนยานนาวา
ประปาหัวแดง ตู้พักสายไฟ ตู้ไปรษณีย์ หรือต้นไม้ สิ่งกีดขวางเหล่านี้มีชื่อเรียกว่า Street Furniture แต่ Street Funiture บางอย่างยังเป็นสิ่งจำเป็น เพียงแต่ต้องอยู่ให้ถูกจุด ซึ่งวัตถุเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของกรุงเทพฯ ต้องประสานงานกับหน่วยงานต้นสังกัดที่รับผิดชอบ เป็นความยุ่งยากหลายชั้นกว่าทางเท้าจะถูกปรับให้ดีขึ้น
ภาณุมาศยอมรับว่ากว่าจะจัดการ Street Furniture ในแต่ละจุดได้บางครั้งต้องใช้เวลาพอสมควร แต่ทางกรุงเทพฯ กำลังเจรจาประสานงานหน่วยงานต้นสังกัดที่รับผิดชอบ Street Furniture ให้อยู่ถูกที่มากขึ้น
ระยะเวลา 2 ปีกับนโยบายค่อยๆ เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม
นโยบายที่เป็นรูปธรรมสำหรับคนตาบอดและคนพิการกลุ่มอื่นๆ อย่าง ‘ทางเท้า’ สิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานที่สุดในการสัญจรด้วยตนเอง ตามนโยบายเดินได้เดินดี ทางเท้า 1,000 กิโลเมตร ด้วยการพัฒนาทางเท้ามาตรฐานใหม่ให้สอดคล้องกับ Universal Design จากเป้าที่ตั้งไว้ทั้งหมด 59 เส้นทาง แล้วเสร็จทั้งหมด 19 เส้นทาง และอยู่ระหว่างการดำเนินการอีก 40 เส้นทาง รวมเป็นระยะทาง 528 กิโลเมตร
เมืองใจดี ปักหมุดเพื่อคนที่คุณรัก: ร่วมสร้างฐานข้อมูลสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อทุกคน โดยร่วมมือกับภาคีทั้ง 10 เครือข่าย เพื่อให้ประชาชนทุกคนสามารถมีส่วนร่วม สร้างฐานข้อมูลสิ่งอำนวยความสะดวกให้คนทุกกลุ่มในสังคม ทั้ง คนพิการ ผู้สูงอายุ เด็ก คนตั้งครรภ์ ผู้ใช้รถวีลแชร์ ด้วยการปักหมุดตามสถานที่ราชการและเอกชน เพื่อแชร์ว่าแต่ละสถานที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดบ้าง
การส่งเสริมการจ้างงานคนพิการในหน่วยงานกรุงเทพฯ ทั้งการสมัครคัดเลือกเป็นข้าราชการ และเป็นอาสาสมัครประจำสำนักงานเขตทั้ง 50 เขต รวม 300 คน ซึ่งขณะนี้มีจำนวนคนพิการทำงานในหน่วยงานแล้ว 280 คน และกรุงเทพฯ ตั้งเป้าว่าจะว่าจ้างให้ครบทั้ง 600 คน ในปี 2569
สายด่วน 1555 รับเรื่องร้องทุกข์ชาวกรุงเทพฯ ซึ่งทางกรุงเทพฯ ก็รับสมัครคนพิการร่วมทำงานกว่าร้อยคน โดยพวกเขาสามารถทำงานที่บ้าน 100% เพื่อลดภาระความยากลำบากในการเดินทาง
การออกแบบอาชีพให้เข้ากับความสามารถ และความถนัดของคนพิการในการทำธุรกิจ SME ที่เหมาะสมกับยุคสมัยมากกว่าการฝึกอาชีพแบบเดิม อย่างการเย็บปักถักร้อยที่ไม่ตอบโจทย์ตลาดแล้ว
หมอถึงบ้านผ่าน Telemedicine คือการให้บริการทางการแพทย์ถึงบ้าน เป็นความพยายามลดช่องโหว่จำนวนแพทย์ สถานพยาบาลที่ไม่สมดุลกับปริมาณคนไข้ และเพื่ออำนวยความสะดวกให้คนไข้ที่ไม่สะดวกเดินทางไปโรงพยาบาล
ซึ่งหากคนพิการที่ช่วยเหลือตัวเองลำบาก อนุญาตให้สถานพยาบาลติดกล้องที่บ้าน ทีมแพทย์ก็สามารถมอนิเตอร์อาการคนไข้ได้ใกล้ชิด และพร้อมเข้าช่วยเหลือทันทีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน


การปรับปรุงทางเท้าของกรุงเทพมหานครให้เป็นไปตามรูปแบบ Universal Design – ขอบคุณข้อมูลจากกรุงเทพมหานคร
นโยบายที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต
ภาณุมาศเล่าต่อว่าทางกรุงเทพฯ ร่วมกับภาคีกำลังออกแบบอาชีพที่เหมาะสมกับคนพิการทุกประเภท ตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นคนตาบอดควรมีรูปแบบอาชีพเป็นประมาณไหน เขามีทักษะการฟังและการแยกกลิ่นที่ดี มีอาชีพอะไรที่รองรับได้บ้าง
นอกจากนี้ยังมีโครงการที่กรุงเทพฯ ร่วมมือกับ Vulcan บริษัทเทคสตาร์ทอัปด้าน AI ด้วยเทรนด์ AI ให้คนพิการสามารถสร้างอาชีพจากจุดนี้ได้อย่างการเป็น AI Trainer
ถ้าทำให้คนพิการใช้ชีวิตอย่างอิสระด้วยตัวเองได้ กรุงเทพฯ ก็พร้อมเป็นเมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน
ความท้าทายสำคัญสำหรับภาณุมาศในการดำเนินนโยบายคนพิการ คือการทำตามโจทย์ ‘เมืองน่าอยู่’ ที่ตั้งไว้ การทำให้กรุงเทพฯ เป็นเช่นนั้นได้ ต้องตั้งต้นไปที่การทำให้คนพิการสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ นั่นคือสิ่งที่หินที่สุด
“เป้าหมายของฝ่ายบริหารกรุงเทพฯ คือการทําให้ที่นี่ให้เป็นเมืองน่าอยู่สําหรับทุกคน การจะเป็นเมืองน่าอยู่ได้ก็คํานึงถึงทุกคน เราเลยมาเริ่มที่คนพิการก่อน เพราะโจทย์ของการทำให้คนพิการสามารถใช้ชีวิตได้ด้วยตนเอง เป็นสิ่งที่เอ็กซ์ตรีมที่สุดแล้ว”
การทำความเข้าใจในเรื่องคนพิการจึงเป็นสิ่งที่ภาณุมาศให้ความสำคัญ ในฐานะเป็นคนพิการทางการเคลื่อนไหวเช่นกัน
ความไม่เข้าใจของข้าราชการต่อประเด็นคนพิการเป็นปัญหาสำคัญ ที่ทำให้การเข้ามาทำงานช่วงแรกของภาณุมาศต้องสะดุดไปหลายจังหวะ กว่าจะปรับความคิด เอาใจเขามาสู่ใจเรามากขึ้นได้ต่างเป็นเรื่องต้องใช้เวลา และยังไม่รวมความเข้าใจของคนในสังคมที่มีต่อคนพิการ เป็นสิ่งที่ฝ่ายบริหารกรุงเทพฯ ต้องหาหนทางลดช่องว่างความห่างระหว่างคนพิการ และคนไม่พิการให้น้อยลง
“Empathy ความเข้าอกเข้าใจ ฉันเข้าใจว่าเธอรู้สึกยังไงจริงๆ ไม่ใช่ฉันรู้ว่าเธอคิดอะไรยังไง การที่รู้สึกว่าเธอเข้าใจฉันมันครอบคลุมหมดเลย ไม่ใช่เฉพาะคนพิการ แต่เป็นคนทั่วไปในสังคม” ภาณุมาศทิ้งท้าย
อ้างอิง
กรุงเทพธุรกิจ/’กลุ่มเปราะบาง’ เงินเข้าวันนี้ เงินช่วยเหลือผู้สูงอายุ เงินคนพิการ โอนแล้ว
ฐานเศรษฐกิจ/ทางเท้าอันตราย คนกรุงเทพฯ ประสบอุบัติเหตุ 915 รายต่อปี
