หลายคำถามในใจใครหลายคนที่ยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ เช่น ประกันสังคมพบจิตแพทย์ฟรีไหม โรง’บาลในสิทธิรักษาต้องจองคิวพบหมอยังไง หรือแค่เครียด-เบื่องาน-ร้องไห้บ่อยไปพบหมอได้หรือเปล่า
สิ่งเหล่านี้คือจุดสกัดอันดับแรกๆ ที่ทำให้ผู้คนจำนวนหนึ่งไม่กล้าข้ามเส้นตัวเองไปสู่การรักษาโรคจิตเวชอย่างถูกต้อง และกลายเป็นก้อนมวลคนใจเจ็บที่ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนนำไปสู่ภาวะฆ่าตัวตายในที่สุด
ปัญหาส่วนหนึ่งเพราะความคลุมเครือในหลายมิติ ทั้งปัญหาส่วนตัว ข้อมูลที่ได้รับ ปัจจัยทางสังคม เศรษฐกิจ ส่งผลให้เกิดอคติที่คิดว่าการเข้ารักษาโรคสุขภาพใจเป็นเรื่องยุ่งยาก!
Mutual ขอเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยอธิบายให้ฟังว่าการเข้าถึงการรักษาโรคทางใจนั้นแม้ดูยุ่งยาก แต่ก็ไม่ยากขนาดนั้น ใครที่มีปัญหามาหาทางแก้ไขและออกไปรักษาใจกันเถอะ!

เส้นทางการรักษาในระบบบริการสุขภาพจิตในปัจจุบันนี้คือ
หากสงสัยว่าป่วย ให้ตรวจสอบสิทธิการรักษา
⬇️
พยาบาล เพื่อคัดกรองโรค (แม้ว่าจะมีอาการเล็กน้อย ปาน กลาง หรือรุนแรง)
⬇️
จิตแพทย์ เพื่อวินิจฉัยรักษา และรักษา
⬇️
นักจิตวิทยา เพื่อบำบัด หรือฟื้นฟู
4 ขั้นตอนที่ฟังดูง่ายครบจบ แต่ก็ยังมีข้อกังขา 101 Public Policy Think Tank ศูนย์ความรู้นโยบายสาธารณะเพื่อการเปลี่ยนแปลง สรุปว่าระบบบริการสุขภาพจิตในปัจจุบันเป็นคอขวดอยู่ที่แพทย์ในโรงพยาบาล แม้จะมีการคัดกรองและส่งต่อมาเป็นลำดับแต่อำนาจในการวินิจฉัยมักรวมอยู่ที่แพทย์ และการกระจายงานบำบัดออกไปก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของบุคลากรสายสนับสนุนในแต่ละพื้นที่
ปัญหาอีกด้านหนึ่งที่ต้องยอมรับแบบเปิดอกคือจำนวนบุคลากรด้านการแพทย์จิตเวชในไทยน้อย และไม่สัมพันธ์กับจำนวนประชากร รอคิวนาน ไม่มีจิตแพทย์ประจำโรงพยาบาล หากอยากรักษา หรือต้องการรู้ว่าตัวเองเป็นอะไรผ่านการวินิจฉัยก็ต้องทุ่มรายจ่ายให้กับบริการเอกชนนอกเหนือสิทธิ์การรักษาที่มี
ดังนั้นนอกจากภาครัฐจะพัฒนาระบบสุขภาพจิตให้ดีขึ้นไปอีก คนส่วนใหญ่ก็ต้องเข้าใจไปพร้อมกันว่า การดูแลสุขภาพใจ ไม่ใช่แค่เรื่องในโรงพยาบาล
คัดกรองตัวเองให้แน่ใจก่อนที่จะไปโรงพยาบาล
ปัญหาจิตแพทย์ขาดแคลน คนทั่วไปไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาได้ แต่ที่ทำได้คือการคัดกรองตัวเอง เพื่อทบทวนความรู้สึก เพื่อให้รู้เท่าทันอารมณ์ของตนเองก่อนที่จะไปโรงพยาบาล เพราะบางครั้งหากเรายังไม่แน่ใจในอาการตนเองอาจจะทำให้การไปโรงพยาบาลเสียเปล่า
โดยในปัจจุบันมีแบบทดสอบจากภาครัฐ หรือองค์กรที่มีความน่าเชื่อถือที่ได้รับการยอมรับจากกรมสุขภาพจิต และสามารถทำแบบออนไลน์ได้เลยไม่ยุ่งยาก อย่ามัวแต่นั่งกังวลว่าแบบนี้เศร้าจริง หรือเศร้าหลอก เครียดจริง หรือแค่หิวข้าว มาทำแบบทดสอบให้รู้กันไปเลย แล้วถ้าอาการเสี่ยงหรือเข้าข่ายตามที่แบบทดสอบแจ้งก็ไม่ต้องกลัวที่จะไปพบแพทย์เพื่อรักษาต่อไป
เช่น
- DMIND คัดกรองโรคซึมเศร้า ปรึกษากับหมอ AI ก่อนไปเจอหมอตัวจริง
- MENTAL HEALTH CHECK IN ของกรมสุขภาพจิต
- แบบทดสอบภาวะซึมเศร้า PHQ-9 โดยคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
- แบบประเมินสุขภาพจิตออนไลน์ พ่อแม่ เด็ก และวัยรุ่น โดยสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์
มาผ่าตัดเล็ก กับ บริการให้คําปรึกษาด้านสุขภาพจิต
ถ้าการเข้าไปที่โรงพยาบาลเป็นเรื่องยุ่งยาก แต่อาการชอกช้ำทางใจยังต้องการการบรรเทา อาจจะเริ่มจากการใช้บริการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตต่างๆ ก่อน โดยสายด่วนที่เป็นทางการที่สุดคือ
สายด่วน 1323 เป็นบริการทางการแพทย์ที่ให้บริการฟรีมานานนับ 10 ปีแล้ว เป็นบริการที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้คำปรึกษาปัญหาสุขภาพจิตทั่วไปที่ไม่ต้องใช้ยา หรือการให้คำปรึกษาในภาวะเร่งด่วน ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้รับบริการไม่ต้องไปรอคิวที่โรงพยาบาล ซึ่งสามารถโทรเข้ามาพูดคุยได้ฟรีตลอด 24 ชม. โดยจะมีนักจิตวิทยาจะช่วยประเมินอาการและให้คำแนะนำในการจัดการปัญหาความเครียดอย่างเป็นขั้นตอน
ในกรณีที่ผู้ใช้บริการรู้สึกไม่สะดวกในการโทร ก็จะมีช่องทางแชท (Chat) ผ่าน Facebook โดยเข้าไปส่งข้อความได้ที่ Facebook ของสายด่วน 1323 ไว้แล้วจะมีแชทบอท (Chat Bot) คอยตอบคำถามเบื้องต้น แต่หากต้องการคุยกับนักจิตวิทยา ก็สามารถแจ้งได้เลยว่าต้องการคุยกับคน แล้วนักจิตวิทยาจะเข้าไปตอบคำถามให้
ไม่แค่จิตแพทย์ แค่คือสหวิชาชีพจิตเวช
การรักษาสุขภาพใจเราจะไม่ได้เจอแค่กับแค่จิตแพทย์ แต่ยังรวมถึงพยาบาลชำนาญการ นักจิตบำบัด และนักสังคมสงเคราะห์ ซึ่งทั้งหมดถูกเรียกรวมกันว่า ทีมสหวิชาชีพทางด้านจิตเวช เพื่อดูแลและรักษาผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตและจิตเวชได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ที่โรงพยาบาลศรีธัญญามีนักสังคมสงเคราะห์ ที่จะเข้ามาช่วยคัดกรองทางโรคทางสังคมของผู้ป่วยในขั้นแรก และเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการบำบัดฟื้นฟูระหว่างนักจิตวิทยา
ดังนั้นแล้วใครที่ยึดโยงความคิดว่าการรักษาต้องได้คุยแค่กับจิตแพทย์เท่านั้น เช่นการโวยวายว่าทำไมได้เจอแต่นักจิตบำบัดได้เจอจิตแพทย์แค่ครั้งเดียว สิ่งเหล่านี้อาจจะต้องมองให้กว้างขึ้น รวมถึงการเข้าใจถึงบทบาทของจิตแพทย์ และนักจิตวิทยาที่มีหน้าที่ขอบเขตต่างกันออกไป แต่ถึงอย่างนั้นทุกหน้าที่ล้วนทำงานเชื่อมโยงกันเพื่อรักษาให้มีประสิทธิภาพ
สรุปขอบเขตหน้าที่โดยรวมคือ
จิตแพทย์ (Psychiatrist): จิตแพทย์เป็นแพทย์ที่สามารถวินิจฉัยและรักษาโรคจิตเวชได้ รวมถึงสั่งจ่ายยาเพื่อควบคุมอาการทางจิต
นักจิตวิทยาคลินิก (Clinical Psychologist): ผู้เชี่ยวชาญด้านการวินิจฉัยและบำบัดความผิดปกติทางจิตโดยใช้วิธีการทดสอบและการบำบัดแบบไม่ใช้ยา เช่น การบำบัดพฤติกรรมหรือการทดสอบทางจิตวิทยา
นักจิตปรึกษา (Counselor): เน้นการให้คำปรึกษาในการจัดการกับปัญหาชีวิตประจำวันและความเครียด ไม่สามารถวินิจฉัยโรคหรือสั่งจ่ายยาได้ แต่ช่วยให้บุคคลเรียนรู้การเผชิญหน้ากับปัญหาและพัฒนาตนเองในทางที่ดีขึ้น
ถ้าการไปโรงพยาบาลยุ่งยาก ลองไปอนามัย อบต. หรือคุยกับ อสม.ดูก่อนก็ดีนะ
กรมสุขภาพจิตตอบสนองต่อปัญหาโรคซึมเศร้าที่ทวีความรุนแรงขึ้นด้วยการเพิ่มการคัดกรองเชิงรุกในหลายพื้นที่ เช่น เพิ่มการคัดกรองโดยอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ในหมู่บ้าน โดยครูในโรงเรียน และแอปพลิเคชันคัดกรองผู้ป่วยออนไลน์
รวมถึงการฝึกให้คนทั่วไปมีทักษะในการดูแลจิตใจขั้นพื้นฐานเพื่อดูแลคนในชุมชนได้อย่างทันท่วงที ในปี 2019 เคยมีโครงการวิจัย โดยความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรมสุขภาพจิต และสมาคมโหรแห่งประเทศไทย พัฒนาศักยภาพ ‘หมอดู’ ให้เป็นที่ปรึกษาด้านสุขภาพจิต เนื่องจากหมอดูเป็นผู้ให้การบริการดูแลจิตใจที่คนไทยเลือกใช้บริการอยู่แล้ว สามารถเสริมทักษะและเครื่องมือที่มีหลักฐานวิทยาศาสตร์รองรับเพื่อดูแลผู้ป่วยที่มีอาการเล็กน้อย ช่วยคัดกรองผู้ที่มีอาการมากให้เข้าสู่ระบบสาธารณสุขได้
แพทย์หญิงดุษฎี จึงศิรกุลวิทย์ หรือหมอป้อ ผู้อำนวยการกองบริหารระบบบริการสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต ให้ข้อมูลว่า ณ ปัจจุบันนี้ กรมสุขภาพจิต ร่วมกับสํานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พยายามร่วมกันผลักดันภายใต้พระราชบัญญัติสุขภาพจิตแห่งชาติให้มีการพัฒนานักจิตวิทยาส่วนอื่นๆ เพิ่มขึ้น เช่นนักจิตวิทยาชุมชน นักจิตวิทยาโรงเรียน นักจิตวิทยาชาวบ้าน นักจิตสังคมบําบัด โดยคนเหล่านี้อาจจะไม่ใช่นักจิตวิทยาโดยตรงแต่เป็นคนทั่วไปที่ไปเรียนรู้ศาสตร์ด้านการดูแลจิตใจแล้วก็เข้ามาให้การดูแลจิตใจในแบบที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อนกับประชาชนได้
“การมีนักจิตวิทยาอยู่ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลในทุกท้องถิ่นจะเป็นหนึ่งในกลไกสําคัญเลยที่จะช่วยให้การดูแลใจไม่ว่าจะผู้ใหญ่และเด็กไปถึงทุกชุมชนทุกหมู่บ้านจริงๆ”
หมอป้อกล่าวว่าโครงการนี้อยู่ในขั้นตอนการกําหนดกรอบโครงสร้าง และเริ่มมีนักจิตวิทยาชุมชนแล้วในบางพื้นที่ ดังนั้นแล้วถ้าใครกลัวการไปโรงพยาบาล ก็ลองไปในสถานพยาบาลใกล้ๆ บ้านอย่างอนามัยดูก่อนก็เป็นวิธีที่ไม่แย่อะไร
ปัญหาคอขวดที่โรงพยาบาล การขาดแคลนจิตแพทย์ การรักษาพยาบาลที่ยากจะเอื้อมถึงของคนที่มีปัญหาสุขภาพใจ อุปสรรคเหล่านี้ล้วนต้องใช้การแก้ไขในระยะยาว แต่ถ้าใครที่กำลังมีปัญหาใจอยู่ แม้ท้อใจที่จะมองหาช่องทางการช่วยเหลือ แต่ก็ยังมีช่องทางที่สามารถเป็นไปได้อยู่ อย่าเก็บสะสมความทุกข์จนบานปลายแก้ไขไม่ได้
ออกมารักษาใจกันเถอะ!
