บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาภาพยนตร์สัปเหร่อ 2
เมื่อคนเป็นยังไม่จบ คนตายยังไม่ไป
สัปเหร่อ 2 เปิดเรื่องมาด้วยการเสียชีวิตอย่างกะทันหันของยายจ่อยเพราะถูกฟ้าผ่า ความเศร้าเสียใจจึงเกิดขึ้นกับหลานแท้ๆ อย่างลอดและมืด รวมไปครูแก้ว หลานสะใภ้ที่กำลังตั้งท้องใกล้คลอด ทั้ง 3 จัดงานศพให้กับยายอันเป็นที่รัก เพื่อนร่วมหมู่บ้านแวะเวียนมากราบไหว้บอกลา แต่จู่ๆ ยายจ่อยก็ฟื้นขึ้นมาอย่างปาฏิหาริย์

“ลอด งานศพกูบ่” – ยายจ่อย
ก่อนจะเข้าไปดูสัปเหร่อ 2 เราถูกแนะนำจากคนรอบข้างว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้ดีมาก ห้ามพลาดเป็นอันขาด ซึ่งในฐานะคนที่ไม่ได้ดูหนังในจักรวาลไทบ้านสักเรื่อง ยกเว้นเรื่องที่มี BNK48 เพราะชอบเป็นการส่วนตัว เรา (แอบ) กลัวว่า จะดูไม่เข้าใจ
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตลอดการรับชม จนกระทั่งก้าวขาออกจากโรง คือการร้องไห้จนตาปูด เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้เรานึกถึงปู่ย่าตายาย และทำให้เราแอบอิจฉาลอดกับมืดนิดหน่อย ที่ได้อยู่กับยายในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิตท่าน
ครอบครัวแหว่งกลาง : ยาย หลาน และ (ว่าที่) เหลน
แม้สัปเหร่อ 2 จะไม่ได้เล่าให้เห็นโครงสร้างครอบครัวของลอด เพราะเคยพูดถึงในภาคก่อนๆ เกี่ยวกับแม่ที่ออกไปทำงานต่างถิ่น แต่จากการดำเนินเรื่องจะเห็นได้ว่าบ้านหลังนี้มียายจ่อย ผู้สูงอายุของบ้านเป็นเสาหลักที่คอยดูแลหลานๆ อย่างลอดและมืดมาโดยตลอด และถึงจะอายุปูนนี้ ก็ยังคงออกไปทำงานหาเงินมาใช้ในครอบครัว เพราะครูแก้ว หลานสะใภ้ กำลังตั้งท้อง
ครอบครัวแหว่งกลาง (Skipped-Generation Household) เป็นรูปแบบครอบครัวที่นิยามครอบครัวของลอดได้อย่างชัดเจนที่สุด เพราะครอบครัวแหว่งกลาง คือ ครอบครัวที่ประกอบด้วยคนรุ่นปู่ย่าตายาย และคนรุ่นหลาน ขาดคนรุ่นพ่อแม่ เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ทำให้คนรุ่นพ่อแม่ต้องย้ายถิ่นฐานไปทำงานต่างถิ่น
รุ่นพ่อแม่จึงฝากลูกให้ผู้สูงอายุของบ้านเลี้ยงดู ส่วนตัวเองก็จะคอยส่งเงินกลับมาให้ ซึ่งบางครอบครัวพ่อแม่เด็กขาดการส่งเงินมาช่วยเหลือ ปู่ย่าตายายจึงมีความจำเป็นที่จะต้องทำงานเพื่อหารายได้เพื่อดำรงชีพ แม้ว่าจะเลยวัยเกษียณแล้วก็ตาม
เช่นเดียวกับยายจ่อยที่ออกไปทำงานจนต้องกลับบ้านดึกดื่นให้หลานต้องกังวลใจเล่น แต่ถ้าไม่ทำก็ไม่ได้ เพราะยายจ่อยยืนกรานว่า ต่อให้แก่ตนก็มีแรงทำงาน และถ้าไม่ทำ ก็ไม่มีกิน
นอกจากเรื่องเศรษฐกิจที่น่ากังวลในครอบครัวแหว่งกลางแล้ว อีกเรื่องที่น่ากังวลคือ พฤติกรรมของเด็กในครอบครัวแหว่งกลางซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เพราะช่องว่างระหว่างวัยอาจทำให้การพูดคุย หรือการมีปฏิสัมพันธ์กันน้อยกว่าพ่อแม่ที่อยู่ในวัยหนุ่มสาว และอาจทำให้การสื่อสารแบบเปิดใจในเรื่องสำคัญต่างๆ เช่น เรื่องเพศ กลายเป็นเรื่องต้องห้าม
เช่นเดียวกับมืด หลานอีกคนของยายจ่อย ที่ตัวภาพยนตร์ย้อนให้ดูว่า ถึงมืดกับยายจ่อยจะดูสนิทกัน แต่ก่อนหน้านี้ที่มืดยังเด็กกว่านี้ มืดเองก็เป็นเด็กที่มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ทุบโอ่งเพียงเพราะอยากได้มอเตอร์ไซต์ แต่ลอดผู้พี่ไม่มีเงินซื้อให้
วาระสุดท้ายของยายจ่อย
“กูอยากขี่บาน่าโบ๊ท”
ไม่มีใครรู้ว่าตัวเองจะตายเมื่อไหร่ ไม่มีใครรู้ว่าตัวเองจะตายอย่างไร หลายคนจึงพยายามใช้ชีวิตให้คุ้มค่าที่สุด พยายามทำเรื่องที่อยากทำให้ได้มากที่สุด เพราะเชื่อว่า ถ้าได้ทำจนครบถ้วนแล้ว ตายไปก็จะได้ไม่เสียดายอะไร
แต่ชีวิตเป็นสิ่งไม่เที่ยง เราจะตายวันตายพรุ่งจากการสะดุดยอดหญ้าก็ได้ และชีวิตของยายจ่อยก็เป็นเช่นนั้น
ก่อนการตายครั้งแรก ยายจ่อยมีปากเสียงกับลอดเรื่องการทำงานนอกบ้านจนมืดค่ำ เพราะลอดเป็นห่วงความปลอดภัยของยาย ในขณะที่ยายมองว่าตนยังไหว และอยากหาเงินให้ครอบครัว พอได้กลับมามีชีวิตอีกครั้งยายจ่อยจึงเปลี่ยนไปราวกับคนละคน
จากที่เคยเหวี่ยงวีน จู้จี้ ขี้บ่นกับหลานๆ ก็เปลี่ยนเป็นคนที่อารมณ์ดี พูดจาเพราะขึ้น
จากเดิมที่ออกไปทำงานทั้งวันและกลับบ้านตอนฟ้ามืด ก็เปลี่ยนเป็นอยู่ติดบ้าน เช้ามาแทนที่จะออกไปทำงานก็เปลี่ยนเป็นลุกขึ้นมาทำน้ำเต้าหู้ให้ครูแก้วดื่มบำรุงครรภ์
จากที่ปกติอาจจะไม่ได้พูดถึงเรื่องอนาคตมาก ก็ลุกขึ้นมาปลูกผลไม้รอบบ้านให้หลานและเหลนได้กิน และสอนหลานๆ ว่า หากเหลนในท้องคลอดออกมา จะต้องทำพิธีอะไรบ้าง
และจากที่ไม่ออกจากบ้านไปไหนไกล ก็ขอให้หลานพาไปเที่ยวทะเลด้วยกัน
ยายจ่อยในเวอร์ชันนี้ ไม่ใช่ยายจ่อยคนใหม่ แต่เป็นยายจ่อยคนเดิมที่ได้รับโอกาสในการกลับมาทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ และทำให้สิ่งที่อยากเตรียมให้กับคนที่รัก ราวกับในช่วงเวลาที่หลุดไปโลกหลังความตาย ยายจ่อยตกตะกอนได้ว่า ยังมีอีกหลายอย่างที่อยากทำกับหลานๆ หากไม่ได้ทำ ก็คงเป็นเรื่องที่ติดค้าง
ทว่า ปาฏิหาริย์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ขนาดงานวิจัยของ ดร. เจฟฟรีย์ ลอง (Dr. Jeffrey Long) ผู้ก่อตั้งมูลนิธิวิจัยประสบการณ์เฉียดตาย (NDE Research Foundation) ที่ทำการสัมภาษณ์ผู้ที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับโลกหลังความตาย และถูกหยิบมาพูดถึงในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็มีจำนวนแค่หลักพัน จากประชากรหลักล้านทั่วโลก แถมพอพูดถึงเรื่องโลกหลังความตาย แต่ละคน แต่ละความเชื่อ ก็มีคำตอบให้ไม่เหมือนกัน เราจึงไม่สามารถมีอะไรมายืนยันได้ว่า เราจะมีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตครั้งที่ 2 ไหม

และสิ่งที่เราพอจะทำได้ เพื่อให้มีเรื่องที่ติดค้างน้อยที่สุด คือ การเตรียมตัวตายให้ตายดีที่สุด ให้การจากไปของเราไปอย่างสงบ สบาย และสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เช่น วางแผนกับลูกหลานว่า ทรัพย์สินจะต้องจัดการอย่างไร อยากตายที่ไหน ต้องการกู้ชีวิตหรือไม่ และพยายามทำทุกเรื่องที่อยากทำให้ได้มากที่สุด
เพราะสุดท้าย คนเราก็หนีความตายไม่ได้ ยายจ่อยเองก็เช่นกัน เธอล้มในห้องน้ำ หัวกระแทกพื้น ถูกหามส่งโรงพยาบาล และในครั้งนี้ แม้ว่ายายจ่อยจะยังไม่ได้อุ้มหลาน ยังไม่ได้เล่นบานาน่าโบ๊ท แต่เธอก็ไม่ได้ฟื้นคืนมา ซึ่งสิ่งสุดท้ายที่ยายจ่อยได้พูดไว้ก่อนหมดลมหายใจที่บ้าน คือการฝากฝังหลานๆ ให้ดูแลกันให้ดีอย่างที่เคยสอน
สำหรับคนที่ยังอยู่และเคยเห็นยายของตนฟื้นขึ้นมากับตา มืดไม่เชื่อว่ายายจ่อยตายแล้ว เขาจึงไปขอให้เซียง สัปเหร่อของหมู่บ้านสอนวิชาถอดจิตให้ ซึ่งการถอดจิตทำให้มืดได้พบกับยาย และทำให้เขารู้ว่า ในวาระสุดท้ายของยายจ่อย เธอได้ทำทุกอย่างที่อยากทำไปหมดแล้ว ไม่มีอะไรติดค้าง แม้จะเสียดายที่ไม่ได้เจอเหลน แต่ก็ไม่ได้เสียใจ และขอให้คนที่ยังอยู่ใช้ชีวิตต่อไปอย่างรักใคร่ซึ่งกันและกัน
เรื่องราวของยายจ่อยจึงไม่ได้บอกแค่ในแง่มุมของคนที่กำลังจะจากโลกนี้ไปตามอายุขัย แต่บอกคนที่ยังอยู่ด้วยว่า ให้ใช้เวลาของตนอย่างมีค่าที่สุด
