บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหานวนิยาย The Vegetarian
Trigger Warning : การใช้ความรุนแรง, การข่มขืน, การทำร้ายตัวเอง
ถ้าวันหนึ่งเราตื่นขึ้นมาพบว่าคนใกล้ชิดตัดสินใจไม่กินเนื้อสัตว์แถมมีพฤติกรรมที่แปลกไป คุณจะทำอย่างไร? จะคิดว่าเขาผีเข้าหรือเปล่า?
The Vegetarian จากสำนักพิมพ์ page เป็นนวนิยายประกอบรวมจาก 3 เรื่องสั้น โดย ฮันกัง นักเขียนชาวเกาหลีใต้คนแรกที่ได้รับรางวัล Nobel Prize in Literature ซึ่งเราไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเธอได้รับรางวัล เพราะงานเขียนของฮันกังนอกจากจะสร้างความรู้สึกร่วม สะอิดสะเอียนราวกับได้กลิ่นเลือดตรงหน้า ยังเต็มไปด้วยประเด็นทางสังคมที่แทรกอยู่แทบทุกย่อหน้า
นวนิยายเรื่องนี้ดำเนินเรื่องโดยมี ย็องฮเย ผู้หญิงเกาหลีธรรมดาๆ คนหนึ่งเป็นศูนย์กลาง แต่ทั้ง 3 ตอนในหนังสือเล่มนี้ กลับไม่มีตอนไหนเลยที่เล่าโดยมีเธอเป็นบุคคลที่หนึ่ง
ตอน ‘คนกินมังสวิรัติ’ เล่าผ่านช็อง สามีของย็องฮเย ตอน ‘ปานมองโกเลียน’ เล่าผ่านพี่เขยของย็องฮเย และตอน ‘เปลวต้นไม้’ เล่าผ่านอินฮเย พี่สาวแท้ๆ ของเธอ เราจึงไม่สามารถล่วงรู้ได้เลยว่าในหัวของย็องฮเยคิดอะไรอยู่ ทุกอย่างที่เรารู้เกี่ยวกับตัวเธอ มีเพียงคำบอกเล่าจากสายตาของตัวละครอื่นเท่านั้น
ชีวิตของย็องฮเยไม่ได้มีอะไรที่หวือหวาน่าจดจำ แต่ก็ไม่ได้สร้างปัญหาอะไรให้กับการใช้ชีวิตไปวันๆ จนกระทั่งวันหนึ่งที่ย็องฮเยลุกขึ้นมารื้อตู้เย็น โกยเนื้อสัตว์ทั้งหมดทิ้ง และตัดสินใจที่จะกินมังสวิรัติ (Vegetarian)
“จากนี้ไปคุณจะไม่กินเนื้ออีกแล้วหรือ”
เธอพยักหน้า
“งั้นหรือ ถึงเมื่อไหร่ล่ะ”
“…ตลอดไป”
อ่านมาถึงตรงนี้ อาจจะเกิดคำถามขึ้นว่า กินมังสวิรัติแล้วแปลกอะไร เพราะจากรายงานประมาณการจำนวนผู้บริโภคมังสวิรัติทั่วโลกปี 2010 โดยสถาบันวิจัยเศรษฐกิจและสังคม (The Economic and Social Research Institute ; ESRI) ประเทศไอร์แลนด์ ร้อยละ 22 ของประชากรโลกรับประทานอาหารแบบมังสวิรัติ โดยมีเหตุผลตั้งแต่ความเชื่อทางศาสนา ต้องการคุมน้ำหนัก จนไปถึงต้องการช่วยโลก เพราะการบริโภคเนื้อแดงทำให้ก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศสูงขึ้น
แต่ในปี 2007 ที่เรื่องนี้ถูกตีพิมพ์ การกินมังสวิรัติในประเทศเกาหลีที่หันไปทางไหนก็เจอแต่ร้านเนื้อย่างยังไม่แพร่หลาย และสำหรับนวนิยายเล่มนี้ สิ่งที่แปลกสำหรับคนรอบตัวย็องฮเย คือ เหตุผลในการกินมังสวิรัติ และพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปหลังจากนั้น
ย็องฮเยตัดสินใจกินมังสวิรัติในชั่วข้ามคืนเพราะเธอ ‘ฝัน’
แปลกประหลาด เพราะไม่กินเนื้อสัตว์ ‘เหมือนคนอื่น’
ตัวละครย็องฮเยที่เรารู้จักผ่าน ‘ช็อง’ สามีของเธอในบทแรก เป็นผู้หญิงที่จืดชืด ไม่ค่อยพูดจา หน้าตาธรรมดา ไม่มีอะไรที่โดดเด่น จากต่างพี่สาวของเธอที่ทั้งสวยกว่าและมีมุมที่เป็นผู้หญิงมากกว่า แต่ด้วยความธรรมดาของย็องฮเย ทำให้ช็องตัดสินใจแต่งงานกับเธอ เพราะว่าเขาไม่จำเป็นต้องแสร้งทำตัวเป็นผู้ชายสมบูรณ์แบบ ไม่ต้องปรับตัวอะไรให้อีกฝ่ายพึงพอใจ และไม่จำเป็นต้องทุกข์ร้อนใจเมื่อเอาหน้าตากับอวัยวะเพศ (ที่เป็นปมด้อย) ของตัวเองไปเทียบกับผู้ชายคนอื่น เพราะย็องฮเยไม่สนใจกับเรื่องจำพวกนี้
ชีวิตแต่งงานของทั้งคู่ไม่รื่นรมย์ แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะย็องฮเยก็ยังเป็นแม่บ้านแม่เรือนที่ดี ไม่เคยต่อว่าช็องเหมือนกับภรรยาของเพื่อนร่วมงาน จนกระทั่งวันหนึ่งที่ย็องฮเย ผู้หญิงที่ชอบกินเนื้อ เปลี่ยนไปกินมังสวิรัติพร้อมกวาดผลิตภัณฑ์จากสัตว์ทุกชนิดออกจากบ้าน แถมเธอยังยืนกรานกับสามีว่าหลังจากนี้ในบ้านจะไม่มีมื้ออาหารที่ทำมาจากสัตว์อีก เพราะเธอ ‘ทนไม่ได้’

ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ช็องตำหนิย็องฮเยในใจว่าเป็นคนเห็นแก่ตัว และมุมมองของเขาที่มีต่อย็องฮเยก็แย่ลงไปอีก เพราะนอกการกินมังสวิรัติจะทำให้ร่างกายเธอซูบผอมแล้ว ยังเปลี่ยนพฤติกรรมของเธออีกด้วย ทั้งการไม่ยอมมีเพศสัมพันธ์กับเขาเพราะได้กลิ่นเนื้อมาจากตัวผู้เป็นสามี (ช็องจึงข่มขืนเธอทุกครั้งที่เมากลับบ้าน) และวางตัวไม่ดีต่อหน้าเจ้านายของช็อง ด้วยการไม่หือไม่อือเมื่อภรรยาของเจ้านายพูดคุยด้วย และไม่สวมบรา ทำให้เป็นที่ดึงดูดสายตาของคนอื่นๆ ทั้งที่ร่วมโต๊ะกับผู้ใหญ่
ช็องจึงตัดสินใจโทรบอกคนในครอบครัวของย็องฮเยให้รับรู้ ‘ปัญหานี้’ ร่วมกัน และท้ายที่สุด จุดแตกหักของย็องฮเยกับคนในครอบครัวก็เกิดขึ้น เมื่อเธอปฏิเสธที่จะกินเนื้อสัตว์ในวันที่ทุกคนมารวมตัวกันที่บ้านพี่สาว
ย็องฮเยโดนพ่อแท้ๆ ตบหน้า แถมสั่งให้ลูกชายของตนและช็องล็อกตัวเอาไว้ เพื่อจะยัดเนื้อสัตว์เข้าปาก แต่ย็องฮเยไม่ได้กลืนเข้าไป เธอบ้วนออกมาพร้อมเสียงกรีดร้อง และเมื่อหลุดจากการเกาะกุม ย็องฮเยก็คว้ามีดขึ้นมาก่อนจะกวาดสายตามองทุกคนและกรีดข้อมือตัวเอง
การกินเนื้อในนวนิยายเรื่องนี้ เปรียบเสมือนกรอบของสังคมที่ไม่ว่าใครต่อใครก็ต้องทำตาม การเปลี่ยนไปเป็นมังสวิรัติของย็องฮเยจึงกลายเป็นปัญหา เพราะเธอหลุดออกจากขนบ ทำให้เธอกลายเป็น ‘ตัวประหลาด’ ในสายตาคนอื่น
และยิ่งเธอเป็นผู้หญิง เพศที่ถูกกดทับในสังคมเกาหลีที่มีแนวคิดปิตาธิปไตยเข้มข้นยิ่งแล้วใหญ่ ‘ความผิดปกติ’ ของย็องฮเยถูกโต้กลับด้วยการใช้ความรุนแรงของผู้ชายที่เป็นพ่อโดยไม่มีใครกล้าเข้าไปขวาง หรือโทรแจ้งตำรวจ ส่วนตัวเธอก็ทำได้แค่ปฏิเสธเพราะไม่มีอำนาจต่อรองอะไร และสุดท้ายก็จบลงที่การทำร้ายตัวเอง
สิ่งที่เกิดขึ้นกับย็องฮเยจึงชวนตั้งคำถามว่า หากเธอเป็นผู้ชาย เรื่องที่เกิดขึ้นกับเธอจะเบากว่านี้หรือเปล่า?
ดีไม่พอ
หากในสายตาของช็อง ย็องฮเยคือผู้หญิงจืดชืดที่วันดีคืนดีก็ทำตัวมีปัญหา ย็องฮเยในสายตาของอินฮเยผู้เป็นพี่สาวคือผู้ป่วยจิตเวชที่น่าสงสารจับใจ อินฮเยจึงเป็นคนเดียวที่คอยมาเยี่ยมเยียนน้องสาวของตัวเองที่โรงพยาบาล หลังจากที่ช็องตัดสินใจหย่ากับย็องฮเย ส่วนที่บ้านก็ไม่แยแส
ตัวละครอินฮเยมีความแตกต่างจากน้องสาวของเธออย่างชัดเจน อินฮเยเป็นผู้หญิงที่สวย ชอบเอาใจใส่ มีความอดทนสูง และเป็นแม่ที่ดี เธอมีลูกหนึ่งคนกับสามีที่มักเลือกงานมาก่อนครอบครัว แม้ว่าค่าใช้จ่ายภายในบ้านส่วนมากมาจากน้ำพักน้ำแรงของอินฮเยก็ตาม เพราะอาชีพศิลปินของสามีไม่ได้ทำเงินได้มากนัก
อินฮเยพยายามอย่างสุดความสามารถในฐานะลูกสาว พี่สาว ภรรยา และแม่ เธอรู้วิธีรับมือกับทุกเรื่องในชีวิตของตัวเองมาตั้งแต่ไหนแต่ไร อย่างการที่เธอรู้สึกว่าเหินห่างกับสามีเพราะงาน เธอก็พยายามหาทางออกให้กับปัญหานี้ด้วยการร้องขอให้เขาสละเวลาเพียงแค่ 1 วันต่อสัปดาห์ให้กับครอบครัวก็พอ
ดร.พิมพ์จุฑา นิมมาภิรัตน์ อาจารย์ประจำแขนงวิชาจิตวิทยาพัฒนาการ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า ลูกคนโตมักถูกคาดหวังให้ช่วยเหลือตัวเองได้เร็ว รับผิดชอบตัวเองได้ดี และพร้อมที่จะช่วยพ่อแม่ดูแลน้องๆ ทำให้พวกเขามีลักษณะนิสัยบางประการ เช่น เป็นคนมีรับผิดชอบสูง ช่างจัดการ และโตเร็วกว่าใครในบ้าน ซึ่งอินฮเยก็ติ๊กถูกทั้งการเป็นคนที่จัดการเก่ง และคอยดูแลน้องทั้งสองมาตั้งแต่เด็กๆ
แต่พอน้องสาวของเธอเปลี่ยนไปกินมังสวิรัติ หลายเรื่องที่เธอพยายามจัดการในบทบาทลูกสาวของบ้าน พี่สาวของน้องๆ และภรรยาของสามี ก็พังลงอย่างไม่เป็นท่า
พ่อลงมือตบน้องสาวต่อหน้าน้องชาย น้องเขย และสามีของเธอ โดยที่เธอห้ามไว้ไม่ได้
สามีมีเซ็กส์กับน้องสาวของเธอ ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าย็องฮเยอยู่ในสภาวะเปราะบาง
อาการของย็องฮเยที่นับวันยิ่งแย่ลง แม้ว่าเธอจะพยายามหาโรงพยาบาลดีๆ และไปเยี่ยมเยียนทุกสัปดาห์
ทุกอย่างที่รุมเร้าเข้ามาทำให้อินฮเยตั้งคำถามกับตัวเองว่ามันผิดพลาดที่ตรงไหน ทำไมเธอถึงห้ามไม่ให้เรื่องเลวร้ายแบบนี้เกิดขึ้นไม่ได้ ทำไมเธอถึง ‘ไม่ดีพอ’
ทั้งที่จากมุมมองของคนอ่าน หลายเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของอินฮเยเสียด้วยซ้ำ
จนวันหนึ่งที่ย็องฮเยถามเธอว่า “ทำไม (ตัวย็องฮเย) ตายไม่ได้” อินฮเยถึงเริ่มเข้าใจว่า ที่ผ่านมาไม่ใช่เพราะเธอเป็นพี่คนโตที่โตไวกว่าเด็กทั่วไป จึงมีความขยันทั้งพาร์ทของการทำธุรกิจ ทั้งพาร์ทของการดูแลคนในครอบครัว แต่เป็นเพราะเธอ ‘ขี้ขลาด’ เธอจึงใช้ความขยันและอดทนในการเอาชีวิตรอด
ไม่เช่นนั้นในวันที่เธอกับน้องสาวยังเป็นเด็ก อินฮเยก็คงตอบรับคำชวนหนีออกจากบ้านจากย็องฮเยที่โดนพ่อทุบตีเป็นประจำ ไม่ใช่พยายามพาน้องกลับบ้าน หรือกล้ามีปากเสียงในวันที่ย็องฮเยพา ‘ช็อง’ มาเจอหน้าเป็นครั้งแรก เพราะอินฮเยรู้สึกไม่ชอบหน้าว่าที่น้องเขย
สุดท้าย อินฮเยก็ทำได้แค่ประคับประคองเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นไม่ให้พังไปมากกว่านี้ เพราะเวลาไม่เคยหยุดเดิน เธอมีแต่ต้องไปข้างหน้าเท่านั้น
สิ่งที่เหมือนกันสำหรับอินฮเยและย็องฮเย จึงเป็นการที่ทั้งคู่ไม่สามารถเลือกเส้นทางที่ปรารถนาได้เลย

