‘โลเล’ มันแย่เพราะสายตาคนอื่น หรือ แค่แสดงความรักและเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเอง : The Worst person in the world

30

อายุของตัวละครที่มักถูกหยิบมาเล่าในโลกภาพยนตร์ ว่ากันว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่าน จากวัยหนุ่มสาวสู่การเป็นผู้ใหญ่ที่ต้องเริ่มมองหาความมั่นคงของชีวิต

หนังแต่ละเรื่องก็มีวิธีเล่าปัญหาของคนวัย 30 หลากหลาย ไม่ว่าจะอาภัพรัก ไม่เคยพบเจอความสัมพันธ์ที่ดี หรือชีวิตที่หยุดนิ่ง ท่ามกลางคนรอบตัวที่พากันก้าวไปไกลสุดลูกหูลูกตา 

‘ไม่รู้ว่าตัวเองอยากทำอะไร’ อาจเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับตัวละครเหล่านี้ หรือถ้าพูดให้ฟังดูวิชาการมากขึ้น คือ พวกเขายังไม่ค้นพบตัวเอง

และเป็นสิ่งที่ จูเลีย (Julie) ในภาพยนตร์ The Worst person in the world กำลังเผชิญเช่นกัน

ในหนังไม่ได้ระบุแน่ชัดว่าจูเลียอายุเท่าไร แต่พอเดาได้ว่ากำลังอยู่ในช่วงเลขสองปลายๆ ที่ใกล้จะเข้าสู่เลขสามแล้ว แต่จูเลียยังคงเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย และไม่รู้ว่าตัวเองอยากทำอะไร ในขณะที่คนรอบๆ ข้างเริ่มทำงาน สร้างครอบครัว ไปจนถึงขั้นวางแผนมีลูกคนที่ 2

The Worst person in the world ภาพยนตร์สัญชาตินอร์เวย์ กำกับโดย Joachim Trier ที่ยังมีอีก 2 เรื่องที่ถือเป็นพี่น้อง คือ  Reprise (2006) และ Oslo, August 31st (2011) ทั้ง 3 เรื่องถ่ายทอดชีวิตของหนุ่มสาวที่ใช้ชีวิตดิ้นรนในเมืองออสโล เมืองหลวงของนอร์เวย์ (สามารถแยกดูกันได้ เพราะเนื้อเรื่องไม่ได้ต่อกัน)

ความไม่แน่นอนและเปลี่ยนใจง่าย เป็นนิสัยและบุคลิกเด่นของจูเลีย หนังใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมงอุทิศให้เราทำความเข้าใจด้านนี้ของจูเลีย ตั้งแต่เปิดเรื่องที่เธอกำลังตัดสินใจเปลี่ยนคณะเรียน จากแพทย์ไปเป็นจิตวิทยา เพราะรู้สึกว่าการเรียนแพทย์มัน ‘แข็ง’ ไป เธอชอบอะไรที่อ่อนโยน เน้นจิตวิญญาณมากกว่า

“ฉันชอบอะไรที่อยู่ข้างในมาตลอด ความคิด ความรู้สึก” คำอธิบายที่จูเลียมีให้แม่ขณะคุยเรื่องเปลี่ยนคณะเรียน แม่จูเลียไม่พูดอะไร นอกจากบอกว่าถ้ามันเป็นสิ่งที่จูเลียต้องการก็ทำเถอะ

บุคลิกนี้ก็ลามไปถึงการใช้ชีวิตด้านอื่นๆ โดยเฉพาะด้านความสัมพันธ์ เหตุผลที่เธอเลิกกับแฟนหลายๆ คน เพราะรู้สึกว่า ‘ไม่อิน’ กับเขาแล้ว หรือเจอคนที่ชอบมากกว่า

อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ใช้ชื่อว่า The Worst person in the world คนที่เลวร้ายที่สุดในโลก จูเลียอาจดูเลวร้ายในสายตาคนรัก คนรอบๆ ตัว รวมถึงผู้ชม เพราะนิสัยที่เปลี่ยนไปมา เอาแน่เอานอนไม่ได้ของเธอ มันสร้างความเจ็บปวดให้บางคนกับการตัดสินใจของเธอ และทำให้จูเลียดูเป็นคนโลเล ไม่เอาไหน

สำหรับจูเลีย ทุกๆ ทางเลือก ทุกๆ การตัดสินใจ เธอใช้ความต้องการ และ ‘ความรัก’ ตัวเองเป็นหลัก ถ้ามองจากมุมจูเลียออกมามันอาจเป็นเรื่องปกติที่เราจะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง แต่เมื่อมองผ่านสายตาคนอื่น มันกลับเป็นนิสัยที่ไม่ดี อาจฟังดูเห็นแก่ตัว แต่ถ้าเราไม่รักตัวเอง ใครจะรักล่ะ? 

“ชีวิตของฉันเองจะได้เริ่มต้นเมื่อไร”

ในทางทฤษฎี เราอาจเริ่มต้นใช้ชีวิตตั้งแต่ลืมตาดูโลกวันแรก แต่สำหรับจูเลีย การใช้ชีวิตจะเริ่มได้เมื่อเธอรู้ว่าตัวเองอยากทำอะไร เวลากว่า 20 ปีเธอยังไม่เจอสิ่งนี้ จูเลียเหมือนกับคนส่วนใหญ่ที่ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ ทำสิ่งที่คิดว่าทำได้ เช่น การสอบเข้าแพทย์ หนังไม่ได้บอกว่าจูเลียอยากทำอาชีพนี้หรือไม่ เพียงแต่มันสมองที่เข้าขั้นหัวกะทิ ทำให้เธอคิดว่าต้องเรียนแพทย์ถึงจะคู่ควร และการสอบเข้าคณะที่ยากๆ ก็ถือเป็นการพิสูจน์คุณค่าที่ตัวเธอมี

“เป็นที่พิสูจน์ว่าคะแนนอันเลอเลิศของเธอมีความหมายอยู่”

แต่เพราะความรักตัวเอง หรืออาจจะเป็นการไม่ยี่หระสิ่งใดๆ ก็ทำให้ชีวิตจูเลียไม่ได้เดินตามแค่กรอบสังคมเท่านั้น เธอสามารถสลัดสิ่งที่ไม่ชอบ หรือเปลี่ยนไปหาสิ่งใหม่ได้ทันที โดยไม่รู้สึกลังเล กังวล หรือกลัวการเริ่มต้นใหม่ 

‘ลูก’ เป็นสิ่งที่หนังใส่มาผ่านคนรอบๆ ตัวจูเลียที่มักตั้งคำถามว่าทำไมอายุจะ 30 แล้วยังไม่คิดเรื่องมีลูกสักที 

และลูกก็เป็นตัวตัดสินว่าความสัมพันธ์ระหว่างจูเลียกับอักเซล (Aksel) แฟนหนุ่มของเธอจะไปต่อหรือไม่ อักเซลอยากมีลูกเพราะอายุที่ขึ้นเลข 4 แล้ว เป็นช่วงเวลาที่เขาพร้อมจะตั้งหลักปักฐาน แต่จูเลียยังคงสนุกกับการใช้ชีวิตอย่างอิสระ ไม่มีสิ่งผูกมัด

“คุณอายุเกือบ 30 แล้ว เป็นเวลาที่ใช้ได้ถ้าจะมีลูก” อักเซลยกเหตุผลมาเกลี้ยกล่อมจูเลีย การสนทนานี้กึ่งๆ เป็นตัวตัดสินว่าพวกเขาจะเดินต่อไปด้วยกันได้ไหม ความรักอาจไม่ใช่ตัววัดเดียว หากเรารักกันน้อยลง แต่มีเป้าหมายร่วมกันก็ทำให้ความสัมพันธ์นี้เดินต่อไปด้วยกันได้ 

แต่จูเลียก็คือจูเลีย แม้เธอจะรักอักเซลแค่ไหน แต่เธอไม่ต้องการเปลี่ยนตัวเอง ทำสิ่งที่ไม่ต้องการทำ และเมื่อความต้องการต่างกัน พร้อมกับเจอคนใหม่ที่ตอบโจทย์มากกว่า การปล่อยมือจากกันเป็นเรื่องที่ควรทำ

“ฉันรู้สึกเป็นผู้ชมในชีวิตตัวเอง 

“เหมือนฉันได้บทตัวประกอบในชีวิตของฉันเอง”

ประโยคที่จูเลียโต้เถียงกับอักเซลเมื่อเธอต้องการบอกเลิก อักเซลรักจูเลียเพราะบุคลิก ‘ไม่แน่นอน’ ของเธอมันสามารถทำให้เขาผละออกจากงาน มาโฟกัสที่ตัวเธอ และตอบสนองความต้องการทุกอย่างของจูเลีย

แต่ความไม่แน่นอนก็มีมุมที่ทำให้เขารับมือยาก ส่วนจูเลียรักอักเซลเพราะนิสัยเขาแตกต่างจากเธอ และการเป็นคนที่เข้าใจเธอมากที่สุด แต่จากการใช้ชีวิตร่วมกันทำให้จูเลียรู้สึกว่าอักเซลเองก็เป็นเหมือนคนอื่นๆ ที่ไม่เข้าใจว่าเธอต้องการหรืออยากเป็นอะไร เป็นสิ่งที่จูเลียเองก็ตอบไม่ได้เช่นกัน การหาใครสักคนที่เข้าใจเธออาจจะช่วยเธอตอบคำถามนี้ได้   

แม้โลกอาจจะบีบให้เราค้นพบตัวเองเร็วๆ เพราะนาฬิกาชีวิตวิ่งไปเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้เสียเวลาชีวิต การรู้ตัวเองจะทำให้เรื่องง่ายขึ้น แต่จูเลียโชคดีอย่างหนึ่งที่โลกที่เธออยู่ เธอยังสามารถใช้เวลาค้นหาตัวเองได้เรื่อยๆ ไม่ว่าจะเปลี่ยนสายเรียน อาชีพ หรือคนรัก

“ฉันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ” เพราะเวลายังเป็นสิ่งที่เราต้องการเพื่อทบทวนและหาทางไปต่อ 

ตามธรรมเนียมของหนังส่วนใหญ่ที่ตัวละครจะค้นพบตัวเองในท้ายที่สุด สำหรับจูเลียมันอาจเป็นตัวตนขณะหนึ่งที่ทำให้เธอมีความสุข แต่เวลาผ่านไปตัวตนนี้ก็อาจเปลี่ยนแปลง สำหรับจูเลียมันไม่ใช่ปัญหาเลย เพราะเธอได้เริ่มใช้ชีวิตแล้ว