“เรื่องด่วนคือทุกเรื่อง” คุยเรื่องร่างพ.ร.บ.สุขภาพจิตฉบับใหม่ กับ ธีรพัฒน์ อังศุชวาล และ 5 เหตุผลที่ต้องดันสุขภาพจิตให้เป็นนโยบายสาธารณะ

คนไม่ใช่ปลาแซลมอนที่ต้องอดทนว่ายทวนน้ำเพื่อรักษาเผ่าพันธุ์ จนสุดท้ายต้องเหนื่อยจนตาย

เพราะมนุษย์ยังมีกลไกทางอำนาจอื่นๆ เพื่อซัพพอร์ตที่ทำให้เราเอาตัวรอดได้

ยุคนี้เป็นยุคที่ใครต่อใครเริ่มพูดถึงเรื่องสุขภาพจิตของตัวเองมากขึ้น อินฟลูเอนเซอร์น้อยใหญ่ต่างพากันรีวิวหนังสือ How To ฮีลใจ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการพยายามเพียงลำพังไม่สามารถทำให้สุขภาพใจที่ดีรอดได้ถ้าสังคมไม่เอาด้วย

เพื่อไม่ให้คนต่อสู้เพียงลำพัง ทั้งรัฐและเอกชนต่างแปะมือเข้ามาช่วยให้คนหลุดพ้นทางเขาวงกตปัญหาสุขภาพจิต หนึ่งในหน่วยงานที่ว่าคือ สถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (TIMS) สถาบันวิชาการเชิงยุทธศาสตร์ที่ประสานพลังทางสังคมเพื่อขับเคลื่อนความรู้ นวัตกรรม และนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาวะทางจิตอย่างยั่งยืนของสังคมไทย ซึ่งเราอาจคุ้นหูคุ้นตาผ่านผลงานทางสุขภาพใจที่ผ่านมา เช่น งาน Better Mind Better Bangkok

หน่วยงานแบบ TIMS ถือเป็นจิ๊กซอว์ตัวหนึ่งที่ทำให้คนเข้าใกล้การดูแลสุขภาพจิตมากขึ้นโดยไม่ต้องรอให้ป่วยจนไปรู้จักคำว่าวิธีการดูแลสุขภาพใจจากจิตแพทย์ในโรงพยาบาล แต่พอหันกลับไปมองตัวเลขผู้ป่วยทั้งคนที่เข้าถึงการรักษาพยาบาลและตัวเลขที่ซุกอยู่ใต้พรม การที่จะทำให้การดูแลสุขภาพจิตครบวงจรแบบ Full Option เมืองไทยอาจจะต้องการสิ่งที่กว้างกว่านี้ เพื่อเป็นกรอบการดำเนินงานด้านสุขภาพจิตที่ทุกคนต้องอยู่บนมาตรฐานเดียวกัน

ลองคิดดูว่าเราแต่ละคนต่างร้อยพ่อพันแม่ หน่วยงานภาคสังคมก็เกิดจากกลุ่มคนที่แตกต่างกัน แค่อยู่คนละจังหวัดปัญหาก็ไม่เหมือนกันแล้ว ถ้าเราไม่มีมาตรฐานในการดำเนินงาน ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะไม่ยั่งยืน

แต่พอเป็นเรื่องใหญ่ระดับแนวทางปฏิบัติ หรือที่เรียกว่ากรอบนโยบาย ทุกอย่างฟังดูเป็นเรื่องสำคัญที่ใหญ่เกินตัวปัจเจกบุคคล ถ้าเราไม่ได้มีปัญหาด้านสุขภาพจิต แปลว่าเรื่องของ พ.ร.บ.สุขภาพจิต ไม่ใช่เรื่องของเราหรือเปล่า?

คำถามนี้ไม่ต้องรอให้ใครตอบ เพราะถ้าเราเป็น Active Citizen ของสังคม จะทราบว่าเรื่องระดับนโยบายและกฎหมายนี่แหละ ที่เกี่ยวข้องกับเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

เพราะ TIMS เป็นหน่วยงานที่เรานึกถึงเมื่อพูดถึงการผลักดันด้านสุขภาพจิต เราจึงส่งไมค์ให้กรรมการและผู้ร่วมก่อตั้ง TIMS อย่าง อาจารย์มิล ผศ.ดร.ธีรพัฒน์ อังศุชวาล คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล นักวิชาการและนักขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ บุคคลที่คลุกคลีกับเรื่องของสุขภาพใจและนโยบายสาธารณะอย่างเข้มข้น เพื่อถามเรื่องทิศทางการดำเนินงานด้านสุขภาพจิตของไทยว่าปัจจุบันเรากำลังทำอะไรกันอยู่

หน้าตาพ.ร.บ.สุขภาพจิตตอนนี้เป็นแบบไหน

ท่ามกลางปัญหาสุขภาพจิตที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นจนประชาชนตัวเล็กๆ อย่างเราเหมือนยืนอยู่บนเรือลำเล็กที่ไม่ควรออกจากฝั่ง ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติสุขภาพจิตที่ใช้มาตั้งแต่พุทธศักราช 2551 มีจุดมุ่งหมายสำคัญคือ การคุ้มครองผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตให้ได้รับการบำบัดรักษา ตลอดจนการป้องกันอันตรายอันเกิดจากผู้ป่วยจิตเวชที่มีตนเอง ผู้อื่นและสังคม แต่เมื่อบริบทเปลี่ยนไปจึงมีการเรียกร้องและแก้ไขกันใหม่จนกลายเป็นฉบับที่ใช้ในปัจจุบันคือ พระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551 (แก้ไขเพิ่มเติม 2562)

โดยการปรับปรุงแก้ไขที่ผ่านมานั้น อาจารย์มิลอธิบายหลักการว่า เป็นการแก้เพื่อเน้นย้ำความสำคัญของการได้รับการรักษาตามมาตรฐานทางการแพทย์ รวมไปถึงการปกป้องสังคมและคุ้มครองคนทำงานจากผู้ป่วย

“ก่อนหน้านี้สังคมไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไรกับคนที่มีเงื่อนไขความเจ็บป่วยทางสุขภาพจิต พอเราเห็นคนบ้าแก้ผ้าอยู่ตามริมถนน คนแถวนั้นไม่รู้จะทำยังไง ตำรวจก็ไม่รู้ว่าต้องจัดการยังไง จะใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์อะไรในการจัดการกับเรื่องนี้แล้วไม่ผิดกฎหมาย เขาจึงต้องมีกฎหมายตัวนี้ออกมา”

ซึ่งกฎหมายตัวนี้สะท้อนมุมมองเรื่องสุขภาพจิตออกมาว่าเป็นเพียงความเจ็บป่วยทางกายที่ต้องหามส่งโรงพยาบาลเพียงเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง อาจารย์มิลย้ำว่าปัญหาสุขภาพจิตไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่ในกรอบของการรักษาผู้ป่วย แต่ต้องครอบคลุมไปถึงบริการทางสุขภาพจิตประเภทอื่นที่ทำให้คนป่วยน้อยลง นโยบายด้านสุขภาพจิตจึงยังมีรอยรั่วมากมายที่รออุด

“การให้ความสำคัญกับผู้ป่วยและการรักษาจะเป็นสิ่งที่ดีและจำเป็น แต่ปัจจุบันการดำเนินการในส่วนนี้ยังไม่สมบูรณ์ และยังไม่มีความสมดุลในนโยบาย เราเลยเห็นได้ว่าต้องมีการเรียกร้องให้มีการปรับปรุงและพัฒนากระบวนการดูแลสุขภาพจิตให้ดีขึ้นอีกมาก”

เมื่อนิยามของโรคจิตเวชเปลี่ยนไป การเพิ่มข้อกฎหมายในพ.ร.บ. ก็อาจจะยังไม่เพียงพออีกอยู่ดี จุดนี้เองทำให้ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมาภาคองค์กรที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตพยายามเพิ่มข้อกฎหมาย และผลักดันให้มีการแก้ไขพ.ร.บ.สุขภาพจิตที่มีอยู่ ผ่านการเสนอ ‘ร่าง พ.ร.บ.สุขภาพจิต พ.ศ. […]​’ เพื่อเป็นเครื่องมือในการคุ้มครองผู้ป่วยจิตเวชและประชาชนทุกคน รวมถึงเป็นแนวทางส่งเสริมและป้องกันปัจจัยคุกคามสุขภาพจิตของคนไทยอย่างครอบคลุมมากขึ้น

สาระสำคัญในการผลักดันร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ประกอบไปด้วย (1) การจัดตั้งกองทุนสุขภาพจิตแห่งชาติ (2) การปรับนิยามความผิดปกติทางจิต และ (3) การควบคุมเนื้อหาที่คุกคามสุขภาพจิต

นอกจากเงินงบประมาณที่หมุนเวียนใช้สอยในการดำเนินการด้านสุขภาพจิต หนึ่งในทรัพยากรที่ขาดแคลนอย่างเห็นได้ชัดคือ ‘จิตแพทย์’ ซึ่งสัดส่วนจิตแพทย์ต่อประชากรตามมาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกกำหนดคือ 10 : 100,000 คน แต่ประเทศไทยในปี 2565 กลับมีจิตแพทย์เพียง 845 คน คิดเป็น 1.28 : 100,000 คน เท่านั้น

มิหนำซ้ำ ตัวเลขจิตแพทย์ที่สวนทางกับจำนวนผู้ป่วยที่มากขึ้นในแต่ละปียังแฝงปัญหาความเหลื่อมในระดับภูมิภาคอีกด้วย เพราะต่อให้ในตอนนี้ประเทศไทยจะมีจิตแพทย์ประจำโรงพยาบาลครบทุกจังหวัด แต่สัดส่วนนั้นห่างจากแผนงานที่วางไว้เป็นอย่างมาก เช่น กรณีของจังหวัดศรีสะเกษที่มีจิตแพทย์เพียง 1 คนที่ต้องดูแลผู้ป่วยกว่า 30,000 คน

“เรามีทรัพยากรไม่พอ เรากระจายทรัพยากรไม่ได้ ดังนั้นการจะมีกองทุนด้านสุขภาพจิตเป็นการเฉพาะจะมาตอบโจทย์เรื่องงบประมาณขาดแคลนได้ดีมาก แต่คำถามสำคัญคือ แล้วกองทุนนี้จะทำงานโดยมีจุดยุทธศาสตร์แบบไหน ธรรมาภิบาลของกองทุนเป็นอย่างไร”

แผนการใช้เงินจากกองทุนสุขภาพจิตที่ถูกขีดเขียนไว้คร่าวๆ ในตอนนี้ คือการนำไปใช้ส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานด้านสุขภาพจิตที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในสังคม ตั้งแต่หน่วยย่อยที่สุดอย่างประชาชน ครอบครัว และชุมชน ตลอดจนภาครัฐและเอกชน สนับสนุนด้านการศึกษาวิจัย การฝึกอบรม เพื่อเสริมสร้างความเชี่ยวชาญและสร้างเครือข่ายในการดำเนินงานด้านสุขภาพจิต เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับกฎหมาย ซึ่งจะช่วยอุดปัญหาความขาดแคลนของบุคลากรทางการแพทย์ได้ระดับหนึ่ง

ส่วนการแก้ไขนิยามความผิดปกติทางจิต อาจารย์มิลอธิบายว่า เกิดจากความต้องการของภาครัฐในการทำให้งานด้านสุขภาพจิตมีความบูรณาการกับการทำงานด้านยาเสพติดให้มากขึ้น จึงมีการขยายนิยามของความผิดปกติจากเดิมคือ ‘อาการผิดปกติของจิตใจที่แสดงออกทางพฤติกรรม, อารมณ์, ความคิด, ความจำ, สติปัญญา และประสาทการรับรู้’ เป็น ‘อาการผิดปกติของจิตใจที่แสดงออกทางพฤติกรรม, อารมณ์, ความคิด, ความจำ, สติปัญญา และประสาทการรับรู้ รวมไปถึง อาการผิดปกติที่เกิดจากการใช้สุรา, ยาเสพติด หรือสารอื่นที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท’

การแก้ไขปรับปรุงนิยามในครั้งนี้ จะทำให้การทำงานด้านสุขภาพจิตตามพื้นที่ต่างจังหวัดเป็นระบบมากขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ปัญหาที่เกิดขึ้นคือคนหน้างานไม่รู้ว่าจะต้องใช้กฎหมายตัวไหนในการดูแลเรื่องนี้ นิยามใหม่จึงสอดคล้องกับความตั้งใจของพ.ร.บ.ฉบับปี 2551 (แก้ไข 62) ที่ปรับปรุงเพื่อปกป้องคนทำงาน และปัญหายาเสพติดก็อยู่ใต้ร่วมปัญหาสุขภาพจิตเช่นกัน

ทว่าคำนิยามในร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้อาจไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ เพราะวันที่ 1 สิงหาคม 2567 ที่ผ่านมา TIMS และภาคีเครือข่ายจำนวนกว่า 10 องค์กรได้ประชุมระดมความคิดเห็นเพื่อพัฒนาข้อเสนอแนะต่อร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ ซึ่งในส่วนของการนิยามความผิดปกติทางจิตได้ให้ความเห็นไว้ว่า ปัจจัยของความผิดปกติไม่ได้มีเพียงการเสพยาเสพติดเพียงอย่างเดียว แต่อาจมาจากปัจจัยสุขภาพอื่นๆ เช่น มลพิษและสิ่งแวดล้อม การรวม 2 งานนี้ไว้ด้วยกันอาจก่อให้เกิดความท้าทายในทางปฏิบัติ คือ (1) ความทับซ้อนของหน่วยงาน (2) หากไม่มีแผนพัฒนาบุคลากร จะทำให้งานล้นมือ

นอกจากนี้ TIMS และภาคีเครือข่ายยังเสนออีกว่าควรให้มีการนิยามว่า “การมีสุขภาพจิตที่ดี เป็นสิทธิมนุษยชน” อีกด้วย

เรื่องใหม่เรื่องเดียวที่ปรากฏตัวเป็นครั้งแรกในร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ คือ การควบคุมเนื้อหาที่คุกคามสุขภาพจิต เพราะในยุคที่สื่อมาไวไปไว ไม่ว่าใครก็สร้างสื่อได้ มิหนำซ้ำแก๊งคอลเซนเตอร์ยังตามหลอกลวงประชาชนอีกเป็นกระบุง สิ่งเหล่านี้จึงกระทบต่อจิตใจประชาชนไม่มากก็น้อย

“ในร่างกฎหมายเขาใช้คำว่าเนื้อหาที่เป็นภัยคุกคามที่คุกคามสุขภาพจิต ซึ่งมันมาจากเรื่องเฟกนิวส์ (Fake News) กับเรื่องแก๊งคอลเซนเตอร์ ผมเห็นด้วยว่ามันจำเป็นมีกลไกเพื่อจัดการกับเรื่องตรงนี้”

อาจารย์มิลเล่าว่า เมื่อมีข่าวเกี่ยวกับแก๊งคอลเซนเตอร์โผล่ขึ้นมา คนในสังคมมักจะตั้งคำถามกับกรมสุขภาพจิตว่า กำลังทำอะไรอยู่ ทำไมถึงไม่ช่วยจัดการปัญหาความเครียดของคนที่เกิดจากมิจฉาชีพเหล่านี้ ข้อเสนอเกี่ยวกับการควบคุมเนื้อหาในครั้งนี้จึงมาจากความคิดที่ว่า หากกรมสุขภาพจิตมีอำนาจในการเข้าควบคุมสื่อ อาจเป็นการแก้ปัญหาที่ดี

โดยหลักการทุกวันนี้กรมสุขภาพจิตมีการทำงานร่วมกับ กสทช. อยู่แล้ว แต่หากมีการบังคับใช้กฎหมายจะทำให้เกิดการบังคับควบคุม และใช้บทลงโทษได้ ซึ่งสิ่งหนึ่งที่อาจารย์มิลกังวลคือ วิธีการที่ปรากฏในร่างพ.ร.บ.นั้น อาจถูกมองได้ว่าเป็นวิธีการที่ล้าหลัง จึงต้องมีกระบวนการที่เหมาะสมมากขึ้น

“อำนาจส่วนนี้คือการเซนเซอร์ การสั่งปิด การจัดการเนื้อหา มันไม่ควรเป็นวิธีการที่อยู่ในยุคสมัยนี้ แต่ถ้ามีก็จำเป็นต้องมีกลไกที่ชัดเจนมากขึ้น เช่น ยึดหลักธรรมาภิบาล เปิดเผยหลักพิจารณา มีกรรมการที่มีสัดส่วนชัดเจนและทำงานอยู่บนหลักการที่ถูกต้องตามหลักสาขาวิชาต่างๆ ”

ต้องดันให้สุขภาพจิตเป็นนโยบายสาธารณะ เพราะปัญหาสุขภาพจิตคือเรื่องของทุกคน

องค์การอนามัยโลก (World Health Organization : WHO) เผย 1 ใน 8 ของประชากรโลกกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาสุขภาพจิต คิดเป็น 970 ล้านคน ซึ่งสำหรับประเทศไทย รายงานสภาวะสังคมไตรมาส 1/2567 โดยสภาพัฒน์ฯ ระบุว่า ไทยพบตัวเลขของผู้ป่วยที่เข้ารับบริการด้านจิตเวชเพิ่มขึ้นจากจำนวน 1.3 ล้านคนในปีงบประมาณ 2558 เป็น 2.9 ล้านคนในปีงบประมาณ 2566

หากเทียบกับจำนวนผู้ป่วยระดับโลก สัดส่วนของประเทศไทยอาจดูไม่น่ากังวลมากนัก ทว่าเมื่อพิจารณาในเนื้อหาของรายงานสภาวะสังคมไตรมาส 1/2567 จะพบว่าตัวเลขที่ปรากฏเป็นเพียงตัวเลขของผู้เข้ารับการรักษาเท่านั้น ซึ่งจำนวนผู้ป่วยในความเป็นจริงอาจมากกว่า 10 ล้านคน ทำให้สัดส่วนผู้มีปัญหาด้านสุขภาพจิตสูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับโลก และสะท้อนให้เห็นว่าจำนวนผู้ป่วยที่เข้าไม่ถึงบริการด้านสุขภาวะมีมากกว่าครึ่ง

ปัญหาสุขภาพจิตจึงต้องเป็นวาระสำคัญของประเทศไทย และการผลักดันให้เกิดการแก้ไขเพียงสามประเด็นในร่าง พ.ร.บ.สุขภาพจิต พ.ศ. […] อาจยังไม่เข้าใกล้คำว่าเพียงพอ

หน้าที่ของพระราชบัญญัติคือการเป็นตัวบทกฎหมายขีดเส้นให้เห็นว่าเรื่องอะไรทำได้หรือไม่ได้ แต่เมื่อเข้าสู่ภาคปฏิบัติ เราจำเป็นต้องมีทิศทางที่ชัดเจน เพื่อทำให้เกิดการดำเนินงานที่สอดคล้องกับแนวทางที่ตั้งไว้เพื่อจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นกุญแจสำคัญคือ ‘นโยบายสาธารณะ’

นโยบายสาธารณะ คือ นโยบายที่รัฐใช้ผลักดันให้เกิดการดำเนินงานต่างๆ ภายในประเทศ หนึ่งในตัวอย่างนโยบายสาธารณะด้านสุขภาพที่เมื่อพูดชื่อแล้วคนไทยจะร้องอ๋อทันที คือ โครงการหลักประกันสุขภาพที่เรียกสั้นๆ ว่า โครงการ 30 บาท หรือ สิทธิบัตรทอง 

นอร์เวย์เป็นหนึ่งประเทศที่มีนโยบายสาธารณะด้านสุขภาพจิตที่ค่อนข้างครอบคลุม มีการทรัพยากรที่พร้อมรับทั้งผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก อีกทั้งยังมีคลินิกผู้ป่วยทางจิตเวชซึ่งเป็นห้องฉุกเฉินสำหรับผู้มีปัญหาด้านสุขภาวะทางใจ นอกจากนี้ ในปี 2560 ที่ผ่านมานอร์เวย์ยังเสริมโครงการการรักษาโดยไม่ใช้ยาเข้าไปในนโยบายด้านสุขภาพจิต เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ป่วยที่ต้องการลดหรือไม่ต้องการการใช้ยา

นโยบายสาธารณะด้านสุขภาพจิตที่มีประสิทธิภาพนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นอร์เวย์ครองดำแหน่งประเทศที่คนมีความสุขเป็นอันดับ 7 ในขณะที่สยามเมืองยิ้มอยู่ในลำดับที่ 58

ซึ่งนโยบายสาธารณะไม่จำเป็นต้องออกมาจากมันสมองของรัฐบาลเพียงเท่านั้น แต่ภาคประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการผลักดันได้เช่นกัน ทำให้หน่วยงานจำนวนไม่น้อยกำลังขับเคลื่อนให้เรื่องสุขภาพใจของคนไทยเป็นนโยบายสาธารณะที่ใช้ได้จริง โดยอาจารย์มิลได้ให้เหตุผลในการผลักดันประเด็นนี้ไว้ 5 เหตุผลด้วยกัน คือ

1️⃣ เพื่อจัดการกับปัจจัยทางสังคมที่กำหนดสุขภาพจิต

ปัจจัยทางสังคมที่กำหนดสุขภาพจิตมีขอบเขตที่ค่อนข้างกว้าง แม้แต่เรื่องที่ดูไม่น่าจะเกี่ยวข้องอย่างปัญหา PM 2.5 ยังสามารถส่งผลกระทบกับสุขภาพจิตได้ เราจึงต้องการนโยบายสาธารณะในการควบคุมให้ปัจจัยทางสังคมอย่าง ปัจจัยเชิงโครงสร้าง และสภาพเศรษฐกิจ เพื่อให้ส่งผลต่อสุขภาพจิตของคนไทยในทางบวกมากกว่าลบ

2️⃣ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการดูแลรักษาสุขภาพจิตที่มีมาตรฐานมากขึ้น

แม้ปัจจุบันจะมีหน่วยงานมากมายเปิดให้บริการเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิต แต่ถ้าไม่มีนโยบายที่เป็นกรอบให้ทุกหน่วยบริการมีมาตรฐานเดียวกัน จะทำให้เกิดปัญหาความไม่สอดคล้องกับความรู้ทางวิชาการหรือแนวทางปฏิบัติที่ควรเป็น การมีนโยบายที่กำหนดทิศทางของทุกหน่วยงานร่วมกันจึงเป็นการสนับสนุนให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าทุกการดูแลรักษามีมาตรฐานที่เชื่อถือได้

3️⃣ เพื่อให้การเชื่อมโยงของบริการต่างๆ มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ตัวนโยบายสาธารณะด้านสุขภาพจิตไม่เพียงช่วยให้คนเข้าถึงการดูแลรักษามากขึ้นเท่านั้น แต่ทำให้ตัวบริการต่างๆ มีเครือข่ายเชื่อมโยงนอกเหนือบริการในแวดวงสุขภาพที่ทำให้การรักษาเปิดรับผู้คนมากขึ้น เช่น เมื่อพูดถึงการรับการบริการทางสุขภาพจิต หากไม่เข้าโรงพยาบาล ผู้ป่วยจะไม่สามารถได้รับการรักษาได้เลย แต่ถ้าเราเชื่อมโยงการบริการทางสุขภาพจิตเข้ากับพื้นที่ขององค์กรอื่นๆ เช่น โรงเรียน สถาบันการศึกษา ก็จะทำให้เกิดการเปิดรับผู้ป่วยที่มากขึ้น

4️⃣ เพื่อปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน

การปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานอย่าง สิทธิที่จะได้รับการปกป้องจากการทำให้ถูกอับอายในที่สาธารณะ เป็นเรื่องที่ต้องพูดในระดับการบังคับใช้กฎหมายหรือนโยบายสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนทุกคนรู้สึกว่าต่อให้เรามีปัญหาด้านสุขภาพจิต เรายังเป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้อย่างมั่นคง โดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกคนอื่นซุบซิบนินทา

5️⃣ เพื่อสภาพเศรษฐกิจในองค์รวม

งานสำรวจโดย องค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่า มีการสูญเสียปีสุขภาวะ (Disability Adjusted Life Years: DALYs) ในกลุ่มโรคด้านสุขภาพจิต ถึง 13% ของความสูญเสียที่เกิดจากความเจ็บป่วยและการบาดเจ็บทั้งหมด ส่งผลให้ทั่วโลกสูญเสียวันทำงาน ‘มากกว่า 1 หมื่นล้านวันต่อปี’ ไปกับปัญหาสุขภาพจิต สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

การมีนโยบายทางสุขภาพจิตที่ส่งเสริมสุขภาวะทางใจที่ดี จะลดภาวะการสูญเสียทางเศรษฐกิจได้ เพราะเมื่อคนป่วยน้อยลง มีสิ่งแวดล้อมในที่ทำงานที่ดี จะทำให้คนกลับมาเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ดีกว่าเดิม ไม่มีใครถูกผลักออกจากวงจรการทำงานเพียงเพราะป่วยใจ 

ที่ผ่านมาเวลาผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นระดับประเทศหรือระดับองค์กร ผลักดันนโยบายสักตัวออกมาก มักติดกับ ‘การมองสั้น’ เพราะต้องการแก้ปัญหาที่อยู่ตรงหน้าโดยไม่มองว่าต้นตอสาเหตุที่แท้จริงคืออะไร ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาจะยั่งยืนไหม

ในฐานะคนทำงานเชิงโครงสร้าง อาจารย์มิลมองว่า คนที่กำหนดนโยบายจะต้องใช้มุมมองที่กว้างขึ้นในการพิจารณาปัญหา เพื่อทำให้นโยบายที่ออกมามีประสิทธิภาพ สามารถทำให้คนเข้าใจถึงรากของปัญหา และพร้อมปรับเปลี่ยนมุมมองในการดำเนินงานตามนโยบายโดยไม่รู้สึกว่ากำลังถูกบีบบังคับ

“การคิดนโยบายไม่ใช่แค่การเติมให้มีจำนวนมากขึ้น แต่คือการคิดถึงการปรับสภาพแวดล้อม การพยายามที่จะไปต่อสู้กับการตีตรา (Stigma) ต่อสู้กับเงื่อนไขทางวัฒนธรรมเชิงอำนาจ ให้คนรู้สึกมีความมั่นคง ในชีวิตและสุขภาพจิตมากยิ่งขึ้น”

“ผมไม่ได้ปฏิเสธว่าการเพิ่มประโยชน์ทางสุขภาพจิตไม่ดี แต่ถมทรายเข้าทะเลเท่าไหร่ มันก็ถมไม่เต็ม ดังนั้นแล้วเราก็ต้องมาปรับสภาพแวดล้อม ปรับวิธีการ ให้มันโอบอุ้มและปกป้องคนมากกว่า “

ทุกเรื่องคือปัญหาด่วนที่ต้องแก้ไข

“ถ้าดูในบริบทเมืองไทย เรื่องที่ผมคิดว่ามันจำเป็นและเร่งด่วน ต้องได้รับการแก้ไข สามารถตอบได้ง่ายๆ เลยว่าทุกเรื่อง”

หากชำแหละเป็นประเด็น อาจารย์มิลอธิบายสถานการณ์การทำนโยบายด้านสุขภาพจิตว่า แม้ประเทศไทยจะไม่ได้มีระบบทางสุขภาพจิตที่ยอดเยี่ยม แต่เมื่อเอาไปเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย เราไม่ได้ล้าหลังไปกว่าเขาในแง่ของนโยบายเสียเลยทีเดียว เพราะไทยมีทั้งโรงเรียนแพทย์ นโยบายด้านสุขภาพจิตโดยตรง กฎหมายระดับพ.ร.บ. อีกทั้งรายงาน Deinstitutionalization of people with mental health conditions in the WHO South-East Asia Region ขององค์การอนามัยโลกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปี 2024 ยังเผยอีกว่า รัฐไทยมีสัดส่วนรายจ่ายด้านสุขภาพจิตถึง 2.3% จากรายจ่ายด้านสุขภาพของภาครัฐทั้งหมด ซึ่งสูงที่สุดในกลุ่มภูมิภาคนี้

ยิ่งไปกว่านั้น รายงานฉบับนี้ยังเผยอีกว่า จากสัดส่วนรายจ่ายด้านสุขภาพจิตในภาครัฐ ประเทศไทยใช้งบไปกับงานในโรงพยาบาลถึง 81.2% สะท้อนให้เห็นว่ารัฐไทยให้ความสำคัญกับงานบริการสุขภาพที่มีหัวใจคือ ‘การรักษา’

ตัวเลขเหล่านี้ฟังดูดี แต่ในสถานการณ์จริงอาจารย์มิลชี้ว่า เรากลับดูขาดแคลนไปเสียหมด ปัญหาเร่งด่วนแรกที่เจอจึงเป็นความขาดแคลนด้านทรัพยากร ทั้งในแง่ของบุคลากรและการกระจายทรัพยากรให้ทั่วถึง

“ความขาดแคลนในการมีทรัพยากร และการกระจายทรัพยากรคือปัญหาเร่งด่วน เพราะเราไม่ได้ให้ความสำคัญเชิงนโยบายกับเรื่องนี้มากพอ ผมว่านี่เป็นโจทย์ใหญ่เลยนะ เราต้องมีการคิด การลงทุน แล้วก็จ่ายทรัพยากร”

ส่วนปัญหาเร่งด่วนลำดับ 2 ที่อาจารย์มิลยกขึ้นมาคือเจตจำนงทางการเมือง (Political Will) ที่สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจทำงานของผู้มีอำนาจ เพราะที่ผ่านมาเราเห็นได้ชัดว่า ประเด็นเรื่องสุขภาพจิตยัง ‘ไม่เคย’ เป็นวาระหลักของนโยบายสาธารณะ แม้กระทั่งนโยบายสุขภาพ

“เราอาจจะพูดเฉี่ยวไปเฉี่ยวมาด้านสุขภาพจิต ไปพูดเรื่องยาเสพติด ไปพูดเรื่องอะไรแบบนี้ แต่เรื่องสุขภาพจิตจริงๆ เราแทบไม่ได้แปะเป็นวาระหลักของนโยบายด้านไหนเลย แม้แต่การอภิปรายในสภาที่ถือว่าเป็นพื้นที่ของการถกเถียงด้านกฎหมายระดับชาติ กลับมีเพียงแค่ครั้งสองครั้งเท่านั้นที่มีเรื่องสุขภาพจิต”

และปัญหาสุดท้ายที่เป็นเรื่องเร่งด่วน ต้องการการแก้ไข และถือว่าเป็นก้างชิ้นใหญ่ของการทำงาน คือ ปัญหาอคติเชิงระบบ (Systemetic Bias)

“ผมเคยได้รับข้อมูลว่า งานสุขภาพจิตที่ไม่ได้รับการลงทุนเยอะ หรือรัฐบาลไม่ให้งบประมาณเยอะ เป็นเพราะมันมีการลดคุณค่าเครื่องมือหรือกระบวนการดูแลสุขภาพจิต

“แม้ในวงการแพทย์ด้วยกันเอง เขาจะบอกว่า คุณแค่พูดคุย แล้วเขาก็ลดคุณค่าและมูลค่าของการพูดคุยลง เพราะไม่ได้ใช้เทคนิค ไม่ได้ใช้เครื่องเอกซเรย์ การนั่งคุยกันจะมีต้นทุนอะไรมากมาย สิ่งนี้คือวิธีการพูดเพื่อลดคุณค่าและมูลค่าของการดูแลจิตใจ”

อาจารย์มิลเสริมอีกว่า สังคมไทยมักลดทอนความเป็นการเมือง (Depoliticize) ออกจากการทำงานด้านสุขภาพ ทำให้การดูแลปัญหาด้านสุขภาพจิตกลายเป็นเรื่องทางเทคนิคที่มีเพียงมิติของการรักษา และผลักความรับผิดชอบทั้งหมดออกจากภาคการเมืองเพื่อโยนให้บุคลากรทางการแพทย์เป็นผู้จัดการ การอภิปรายในเชิงอุดมการณ์หรือคุณค่าทางสังคมจึงหายไป ทั้งที่เราต่างทราบกันดีว่ามันมีปัจจัยทางสังคมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต

“มันเกิดจากความอยากปัดความรับผิดชอบนั้นออกไป นักการเมืองจำนวนมากจึงใช้วิธีนี้เพื่อบอกว่ามันไม่เกี่ยวกับคนกำหนดนโยบาย มันเป็นเรื่องของหมอที่ต้องคุยกันเอง”

“แต่การลดทอนแบบนี้มันมีอีกมุมที่เรียกว่าการทำให้มันกลับไปเป็นการเมือง (Repoliticize) โยนกลับให้เป็นเรื่องของคนอื่น บางทีหมอก็เลยบอกว่าเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องของการเมือง เรื่องของคุณค่า นักการเมืองต้องไปถกเถียงกันก่อน”

การสร้างฐานพีระมิดสุขภาพจิต 

“แม้เราคุยเรื่องนโยบายสาธารณะด้านสุขภาพจิต แต่ไม่ได้หมายความว่าการมีนโยบายสาธารณะสุขภาพจิตที่ดีจะแก้ปัญหาทุกอย่าง ผมไม่เชื่อเรื่องนั้นเลยนะ มันไม่ใช่ยาวิเศษ”

การใช้แนวร่วมปฏิบัติ (Collective Action) ถือเป็นแนวทางที่สำคัญเพื่อให้ปัญหาสุขภาพจิตในสังคมได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ และครอบคลุมทุกภาคส่วนโดยไม่พึ่งพานโยบายสาธารณะจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว ซึ่งหากเทียบกับพล็อตหนังพล็อตการ์ตูน ก็เหมือนการที่พระเอกต้องใช้พลังมิตรภาพที่ผสานความร่วมมือจากทุกฝ่ายถึงจะโค่นวายร้ายได้ถึงรากตอ

โดยการสร้างระบบการดูแลสุขภาพจิตที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพจากองค์การอนามัยโลก ประกอบไปด้วย 4 ระดับด้วยกัน ได้แก่

1️⃣ ระดับปัจเจกบุคคล (Self-Love & Self-Care) : ในระดับนี้หมายถึงคนหนึ่งคนต้องสามารถดูแลตัวเองได้ด้วยเครื่องมือที่ตัวเองมี เช่น การรักตัวเอง รู้จักทักษะในการจัดการอารมณ์ มีความรู้เกี่ยวกับสุขภาพจิต (Mental Health Literacy) และทักษะการรับมือกับสื่อ (Media Literacy) แต่บางคนอาจไม่สามารถฝึกฝนทักษะเหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง เพราะสภาพแวดล้อมหรือปัจจัยสังคมรอบตัวทำให้คนรู้สึกยากลำบากในการรักษาใจตัวเอง จึงต้องอาศัยระดับอื่นร่วมด้วย

2️⃣ ระดับสังคม (Community Level) : เช่น ครอบครัว โรงเรียน และที่ทำงาน ซึ่งจำเป็นต้องมีนโยบายและแนวปฏิบัติที่เอื้อต่อสุขภาพจิต อาทิ การเคารพสิทธิส่วนบุคคล การจัดสรรสภาพแวดล้อมที่ดี และสนับสนุนสุขภาพจิต หากในหน่วยย่อยของสังคมอย่าง ในมีการดำเนินการที่ไม่ถูกต้อง เช่น การด่าทอเด็กจากข้อผิดพลาดเล็กน้อย ก็จำเป็นต้องมีการปรับปรุงแก้ไขในส่วนนี้เช่นกัน

3️⃣ ภาคเอกชนและอุตสาหกรรม (Private Sector & Industry) : ภาคเอกชนโดยเฉพาะบริษัทต่างๆ มีบทบาทสำคัญในการสร้างความรับผิดชอบต่อสังคม เช่น การมีนโยบายที่ช่วยปกป้องสุขภาพจิตของพนักงาน อย่างการให้สิทธิในการตัดการสื่อสารหลังเวลางาน (Right to Disconnect) การออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการที่ไม่สร้างผลกระทบต่อสุขภาพจิตของผู้ใช้ โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่โซเชียลมีเดียและเทคโนโลยีมีอิทธิพลมาก บริษัทต้องรับผิดชอบในการสร้างอัลกอริทึม (Algorithm) ที่ไม่เน้นการผลักดันแค่การคลิกหรือการแชร์ แต่ให้ความสำคัญกับการปกป้องสุขภาพจิตของผู้ใช้ด้วย

4️⃣ ภาครัฐ (Government & Public Policy) : นโยบายสุขภาพจิตของภาครัฐต้องมีความสอดคล้องและสนับสนุนจากทุกระดับข้างต้น ทั้งในเรื่องการป้องกันและการรักษา โดยต้องมองสุขภาพจิตเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการพัฒนาระดับชาติ หากนโยบายภาครัฐไม่สามารถเชื่อมโยงกับแนวร่วมทั้งสังคม ก็จะไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จได้

ทั้ง 4 ระดับนี้เป็นรากฐานสำหรับการสนับสนุนการดูแลสุขภาพจิตอย่างไม่ทางการ (Informal Services) ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการลดความแออัดในระบบการรักษาทางการแพทย์ และลดภาระการดูแลสุขภาพจิตที่ต้องพึ่งพาบุคลากรทางการแพทย์เพียงลำพัง

อาจารย์มิลเล่าว่า การดูแลสุขภาพจิตอย่างเป็นทางการ (Formal Service) เป็นภาระงานที่วางอยู่บนบุคลากรทางการแพทย์ซึ่งขาดแคลนและกระจุกตัวในเมืองใหญ่ เราต้องใช้เวลาเป็นทศวรรษในการผลิตจิตแพทย์ 1 คน แต่ปัญหาสุขภาพจิตไม่รอใคร เราจึงต้องการฐานพีระมิดอย่าง Informal Service เข้ามาเพื่อทำให้คนกระจุกอยู่ในโรงพยาบาลน้อยที่สุด แต่ปัจจุบันเรากลับลงทุนในส่วนนี้ต่ำมาก ทั้งที่ต้นทุนไม่ได้สูงเหมือนค่าใช้จ่ายในส่วนของโรงพยาบาลด้วย

“ผมว่ามันมาถึงจุดที่สังคมไทยต้องเห็นตรงกันได้แล้วว่า ฐานของพีระมิดตรงนี้เป็นส่วนที่ต้องลงทุน ให้มูลค่า และให้คุณค่ากับมัน ต้องมีเรื่องของ Informal Community Care ควบคู่ไปกับ Self Care เพราะถ้ามีแค่ Self Care อย่างเดียวก็เจ๊งเหมือนกันนะ”

ในการทำให้ฐานพีระมิดแข็งแรง อาจารย์มิลเสริมว่าจะต้องมีการพูดถึง การสร้างเสริม (Promotion) ให้มากขึ้น ซึ่งโดยปกติแล้วหน่วยงานอย่างกรมสุขภาพจิตและโรงพยาบาลมักพูดถึงเรื่องการป้องกัน (Prevention) ควบคู่ไปด้วย

ความแตกต่างของการสร้างเสริมและการป้องกันคือวิธีการคิด ซึ่งอาจารย์มิลเห็นว่าการสร้างเสริมจะต้องเป็นพื้นฐานก่อน เพราะการสร้างเสริมเป็นแนวคิดที่ตั้งอยู่บนตัวคนว่าจะต้องทำให้สุขภาพจิตคนแข็งแรง ส่งเสริมให้เขาไม่ป่วย แต่การป้องกันนั้นวางความสำคัญไว้บนตัวเลขของผู้ป่วยและอาการเจ็บป่วยเป็นสำคัญ ลดปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้คนป่วยมากขึ้น

ซึ่งในการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 16 (พ.ศ.2566) เรื่อง ระบบสุขภาวะทางจิตเพื่อสังคมไทยไร้ความรุนแรง มีประเด็นสำคัญคือ ‘ระบบสุขภาวะทางจิตที่เน้นกลไกบ้านและชุมชนเป็นหลัก’ ซึ่งเป็นทิศทางนโยบายสาธารณะที่มาจากการมีส่วนร่วมของสังคม ให้สนใจนโยบายสุขภาพจิตที่รอบด้านยิ่งขึ้น มตินี้ถูกรับทราบและเห็นชอบโดยคณะรัฐมนตรี เมื่อ 17 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา เรื่องนี้จึงเป็นประเด็นที่น่าจับตาว่าจะได้ผนวกกับการแก้ไขร่างพ.ร.บ. สุขภาพจิตหรือไม่

“ถ้าเป็นกลไกเลยคือ ทำอย่างไรให้มันมีระบบสุขภาวะทางจิตมากขึ้น ที่เน้นกลไกบ้านและชุมชนเป็นหลัก ด้วยครอบครัว เพื่อน โรงเรียน สหวิชาชีพ แล้วพึ่งพาบุคลากรทางจิตเวชให้น้อยที่สุด ภาพพวกนี้คือสิ่งที่เราเตรียมเติมเข้าไปในระบบให้มันกลายเป็นแนวปฏิบัติกว้างๆ ว่า เราต้องสนใจฐานของพีระมิดได้แล้วนะ”

อ้างอิง

Hfocus / Policywatch (1) / Policywatch (2)  / rocketmedialab / who / bustle