ตราบใดชีวิตยังคงพึ่งพาอากาศ น้ำ และสิ่งแวดล้อม ปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำกกจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว ไม่ใช่เรื่องของคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับสายน้ำแห่งนั้น และไม่ใช่แค่เรื่องของคนที่สนใจในประเด็นสิ่งแวดล้อม
เทียน – รชยา อยู่รัมย์ และ จีน – อิษยา หล่อจิตรสอาด จากมูลนิธิกังหันลม เล่าว่า ผู้ใหญ่ และเด็กๆ หมู่บ้านห้วยขมนอก ชุมชนปกาเกอะญอ และชาติพันธุ์อื่นๆ ในพื้นที่แม่ยาว จังหวัดเชียงรายรับรู้ได้ว่าแม่น้ำที่ชื่อว่าแม่กกกำลังเปลี่ยนไป
“คนในชุมชนรู้สึกได้ว่า สิ่งที่เคยทำ ทำไม่ได้อีกแล้ว เช่น ซักผ้าริมน้ำ ตักน้ำมากรองใช้ และเด็กที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะอายุประมาณสิบสองปีขึ้นไป จะเริ่มรับรู้ว่าแม่น้ำตรงไหนเล่นได้ ตรงไหนเล่นไม่ได้ เด็กที่เราทำงานด้วยมีตั้งแต่ห้าขวบถึงยี่สิบห้าปี กลุ่มวัยรุ่นจะรับรู้จากสื่อและจากคนรอบข้าง เด็กประมาณเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์รับรู้แล้ว เขาเห็นว่ามันใกล้ตัว แม่น้ำปนเปื้อนอาจจะอยู่ในน้ำที่ใช้ล้างจาน”
แม้พื้นที่ของตำบลแม่ยาวเป็นแหล่งพื้นที่ต้นน้ำของแม่น้ำกก ที่กำลังเผชิญความเสี่ยงร้ายแรงจากสารปนเปื้อน ซึ่งไม่ได้เกิดจากกิจกรรมในพื้นที่เพียงอย่างเดียว หากแต่เชื่อมโยงกับการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา แต่จากข้อมูลมลพิษที่ไหลมากับสายน้ำ พื้นที่แห่งนี้ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่กลับสะเทือนความมั่นคงภายใน โดยเฉพาะกับเด็กๆ กลุ่มที่เปราะบางที่สุดต่อการเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็ตาม
การที่เทียนกับจีน เข้าไปจัด ‘ค่ายสอนสิทธิเด็ก’ ในโครงการ Ethnic Youth Empowerment นอกจากจะทำให้เด็กๆ ในพื้นที่ได้รู้ว่าร่างกายของเขา มีคุณค่า และมีสิทธิที่จะได้รับการเคารพเสมอ ทั้งคู่ได้พบเห็นภาพไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือเรื่องสิทธิ ความไม่มั่นคงในชีวิตผ่านสภาพแวดล้อม และคำถามถึงความรับผิดชอบของรัฐและสังคม ซึ่งทั้งเรื่องเด็ก และสิ่งแวดล้อมนั้น ล้วนมีจุดเชื่อมโยงกันและกัน
บทกวีของชุมชนปกาเกอะญอที่กล่าวว่า “ตัดต้นไม้ อย่าตัดจนโกร๋น เหลือไว้ให้นกได้พักพิง”
ค่ายสอนสิทธิเด็ก มีเป้าหมายเน้นเด็กชาติพันธุ์ ทั้งม้ง ไทยใหญ่ และปกาเกอะญอที่เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด หนึ่งในกิจกรรมของค่ายให้เด็กเรียนรู้ธรรมชาติรอบตัว ทั้งการสำรวจแหล่งน้ำ ดูระบบนิเวศ ว่าถ้าน้ำดีจะมีปู ปลา เด็กจะได้เรียนรู้จากผู้ใหญ่ที่เติบโตมากับสายน้ำ มีการปลูกป่า ปลูกกล้วย มะม่วง ลำไย รวมถึงกิจกรรมยิงเมล็ดพันธุ์เข้าป่า แล้วกลับไปดูผลในปีถัดไป
เทียนเสริมว่าพื้นที่เชียงรายมีการทำกิจกรรมอนุรักษ์มากว่าสิบปีแล้ว ในนามกลุ่ม ‘เก่ยอโพธิ์พิทักษ์สายน้ำ’ ที่หมู่บ้านห้วยขมนอก ตำบลแม่ยาว จังหวัดเชียงราย ที่จะมีกิจกรรมร่วมกันทุกสัปดาห์ มีการคัดเลือกเยาวชนเป็นผู้นำรุ่นต่อรุ่น และมีค่ายรักษาป่าจัดต่อเนื่องทุกปี จนกลายเป็นวัฒนธรรมของชุมชน ป่าเป็นเหมือนครอบครัว ถ้าไม่มีป่าก็ไม่มีชุมชน
“สำหรับกลุ่มปกาเกอะญอ พวกเขามีความผูกพันกับธรรมชาติอย่างมาก อยู่กับป่า อยู่กับต้นน้ำมานาน
เมื่อเด็กในพื้นที่มีต้นทุนนี้อยู่แล้ว เราจึงนำองค์ความรู้เรื่องสิทธิเด็กเข้าไปผนวก บอกเขาว่าสิ่งที่ทำกันมาห้าสิบปีคือสิทธิในการมีสิ่งแวดล้อมที่ดี เป็นสิทธิในการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย เรากางให้เด็กๆ ดูในค่าย เพื่อให้เขาตระหนักรู้ว่าสิทธิของตัวเองคืออะไรบ้าง” เทียนอธิบาย

เทียนเล่าว่า เด็กส่วนใหญ่เข้าใจคำว่าสิทธิในความหมายที่จับต้องได้ เช่น สิทธิในการมีบัตรประชาชน สิทธิในการศึกษา หรือสิทธิในการเข้าถึงบริการสาธารณสุข แต่แนวคิดเรื่องสิทธิในสิ่งแวดล้อมยังเป็นเรื่องใหม่ แม้กระทั่งในหมู่ผู้ใหญ่ ทั้งสิทธิในการมีน้ำสะอาด อากาศบริสุทธิ์ และอาหารที่ปลอดจากสารปนเปื้อน เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่เชื่อมโยงโดยตรงกับคุณภาพชีวิตของเด็ก
“เด็กมักเข้าใจสิทธิในสิ่งที่จับต้องได้ เช่น บัตรประชาชน โรงเรียน โรงพยาบาล แต่ยังไม่เข้าใจเรื่องสิทธิในสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นแนวคิดที่สังคมไทยยังไม่ค่อยพูดถึง เราจึงเติมตรงนี้เข้าไป ให้เด็กเห็นว่าน้ำสะอาด อากาศบริสุทธิ์ อาหารปลอดสาร คือสิทธิของเขาเช่นกัน” จีนกล่าว
“เมื่อเด็กเข้าใจสิทธิทั้งของตัวเอง และสิทธิในการปกป้องสิ่งแวดล้อมความเป็นอยู่ ในอนาคตเขาก็จะทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเขาเอง” เทียนเสริม
เทียนและจีน ย้ำว่าการทำงานของมูลนิธิกังหันลมจึงไม่ใช่แค่การสอนเด็กเรื่องสิทธิ แต่คือการทำให้เสียงของเด็กแข็งแรงขึ้นผ่านการขับเคลื่อนภายใน รู้ว่าสิ่งนี้ทำได้ หรือสิ่งนี้ควรได้รับ แล้วในอนาคตอาจจะมีการขับเคลื่อนอะไรสักอย่างเพื่อทำให้เขาได้รับสิทธิของการมีชีวิตที่ดีมากขึ้น
ท้ายที่สุด คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่าแม่น้ำกกกำลังปนเปื้อนแค่ไหนแต่คือ เราจะยอมให้เด็กเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย โดยเรียกมันว่าเรื่องไกลตัวต่อไปอีกนานเท่าไรมากกว่า เพราะสิทธิของการมีชีวิตที่ดีของพวกเขาขึ้นอยู่กับธรรมชาติที่ปลอดภัย
