แจง ฐิตินบ โกมลนิมิ ปัญหาสุขภาพจิตไม่ใช่เรื่องส่วนตัว

“เราไม่อยากให้ผู้ป่วยซึมเศร้ารู้สึกโดดเดี่ยว” คุยกับแจง ฐิตินบ โกมลนิมิ ผู้ป่วยซึมเศร้าที่ยื่นจดหมายถึงกระทรวงสาธารณสุขเพื่อย้ำว่าปัญหาสุขภาพจิตไม่ใช่เรื่องส่วนตัว และรัฐต้องมีนโยบายที่ดีกว่านี้

ถ้าหากตั้งคำถามว่า ‘แผลแบบไหนเจ็บปวดที่สุด?’ กับ ฐิตินบ โกมลนิมิ หรือ แจง คงตอบว่าไม่ใช่แผลสด หรือแผลช้ำหนอง แต่เป็นแผลที่ถูกปฏิเสธการรักษา เหมือนกับสิ่งที่ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจำนวนมากเผชิญอยู่ในตอนนี้

เช้าวันจันทร์ที่ 25 ธันวาคม 2566 หลายคนตื่นเต้นกับเทศกาลคริสต์มาส สำหรับ ‘แจง’ ฐิตินบ โกมลนิมิ ก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน แต่ไม่ใช่ตื่นเต้นกับคริสต์มาสแบบคนทั่วไป หากเป็นการเข้าไปยื่นจดหมายเปิดผนึก
เรื่อง “ปัญหาสุขภาพจิตไม่ใช่เรื่องส่วนตัว ข้อเสนอนโยบายเพื่อผู้ป่วยซึมเศร้า” 7 ประเด็นจากผลงานวิจัยโดยผู้ป่วยซึมเศร้า แก่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่สํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ศูนย์ราชการฯ กรุงเทพฯ  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบอกว่าปัญหาสุขภาพจิตไม่ใช่ความทุกข์ระดับบุคคล


“ก่อนวันไปเราคุยกับคนรอบตัวด้วยนะว่าต้องแต่งตัวยังไง ต้องทำท่าทียังไง แต่สุดท้ายเราก็คิดว่าเราก็ทำตัวปกตินี่แหละ คนป่วยโรคซึมเศร้าก็คือคนทั่วไป แค่เขามีปัญหาสุขภาพใจเฉยๆ ซึ่งใครๆ ก็มีปัญหาได้”

แจงคือผู้ป่วยซึมเศร้า และใช้ตัวเองเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาของโครงการวิจัย “ปัญหาสุขภาพจิตไม่ใช่ความทุกข์ระดับบุคคล เพื่อจัดทําข้อเสนอนโยบายเพื่อการรักษาผู้ป่วยโรคซึมเศร้า” จนกลายมาเป็นตัวแทนกลุ่มเพื่อนผู้ป่วยซึมเศร้า มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เครือข่ายพลเมืองขับเคลื่อนสิทธิด้านสุขภาพ (Healthy Forum) และสมาคมคนรุ่นใหม่กับนวัตกรรมทางสังคม (SYSI)  

“ไม่มีใครอยากเป็นภาระหรอก คนป่วยก็อยากหายทั้งนั้นแหละ เราไม่อยากให้ผู้ป่วยซึมเศร้าเขารู้สึกโดดเดี่ยว”

ระหว่างคุยกัน แจงบอกกับเราว่าสถานการณ์ปัจจุบันของเธอ ยังคงรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง อาการทรุดๆ ทรงๆ เป็นเรื่องปกติ เธอยังมีคำนำหน้าว่า ‘ผู้ป่วย’ อยู่เช่นเดิม แล้วเธอก็ไม่ได้หวังว่าสิ่งที่เธอทำอย่างการไปยื่น 7 ข้อนโยบายเพื่อผู้ป่วยโรคซึมเศร้า (จดหมายเปิดผนึกฉบับเต็ม) แก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขนั้นจะทำให้เธอเป็นฮีโร่แต่อย่างใด 

เป้าหมายในชีวิตของแจงคือหวังว่าอยากหายจากโรค กลับมามีศักยภาพทํางานได้เหมือนเดิม และนอนหลับโดยไม่ต้องกินยายังคงเหมือนเดิม สิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมาคือเธอคิดว่า “เราไม่อยากให้ผู้ป่วยซึมเศร้าเขารู้สึกโดดเดี่ยว” 

‘ความโดดเดี่ยว’ ที่เธอบอกคืออะไร? 

‘ความโดดเดี่ยว’ ที่แจงเผชิญมีหน้าตาเป็นอย่าง? 

‘ความโดดเดี่ยว’ ที่รัฐปล่อยให้ผู้ป่วยซึมเศร้าต้องเจอเป็นแบบไหน? 

ร่วมหาคำตอบจากบทสนทนากับ ‘แจง’ ฐิตินบ โกมลนิมิ ได้ในบรรทัดถัดไป

ใดๆ ในโลกล้วนไม่จีรังยั่งยืน 

ไม่มีใครในโลกไม่เจอความทุกข์ จนมีคนเปรียบเปรยว่าขนาดวินาทีแรกที่เราลืมตาขึ้นมาบนโลกยังถูกสาปให้ ‘ร้องไห้’ 

สำหรับแจงก็ไม่ต่างกัน

“อาการแรกๆ ของผู้ป่วยซึมเศร้า มักจะเริ่มต้นจากการร้องไห้แบบไม่มีสาเหตุ นึกออกมั้ย อยู่ๆ มันก็ท่วมท้นในอก ในจิตใจ แล้วมันก็ร้องไห้ออกมาโดยไม่มีสาเหตุก่อน เราก็ไม่รู้สึกว่าเกิดอะไรขึ้น ทําไมอยู่ๆ ร้องไห้ไม่หยุดหรืออะไรแบบนี้ซึ่งประเทศนี้ก็ทําให้เรื่องการร้องไห้กลายเป็นคนอ่อนแอ ดังนั้นคนจํานวนหนึ่งจะเก็บกดการร้องไห้ของตัวเองไว้ ซึ่งเราก็เป็นหนึ่งในนั้น” 

แจงเล่าว่าจุดเริ่มต้นโรคซึมเศร้าของเธอก็เหมือนคลื่นใต้น้ำที่ถูกสะสมมาจากสภาพครอบครัวในวัยเด็ก พ่อแม่ทะเลาะและใช้ความรุนแรงใส่กัน แต่จุดสำคัญของการระเบิดน้ำตาแบบไร้ที่มาคืออาชีพ ‘นักข่าว’ ที่ทำให้แจงรู้สึกถึงความกดดัน โดดเดี่ยว จนสุดท้ายเธอบอกว่าไม่เหลือเป้าหมายอะไรในชีวิต มีอาการแน่นหน้าอก ไม่อยากกินอะไร ชีวิตประจําวันเริ่มเสีย อยากนอนอย่างเดียว น้ำหนักตัวจาก 40 กว่ากิโลค่อยๆ ลดลง ต่ำสุดเหลือ 29 กิโลกรัม จนถึงขั้นเตรียมพร้อมสำหรับวาระสุดท้ายของชีวิต 

“เราคิดว่าเป็นแค่ออฟฟิศซินโดรม จนหมอวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้า แพนิค และอาจจะมีอาการของ PTSD ร่วมด้วย”

ถามว่าเคยคิดฆ่าตัวตายไหม “เคยซิ ทั้งคิดคํานึงเรื่องการตาย การเตรียมตัวตาย การวางแผนฆ่าตัวตายเป็นลําดับ ทํามาหมดแล้ว รวมทั้งกินยานอนหลับเพื่อไม่ให้ตื่นเลยก็เคย เพราะชีวิตมันชืดชา ไม่เหลือเป้าหมายในชีวิตว่าอยู่ไปเพื่ออะไร” 

‘เอ๊ะ!…ทำไมนะ’ คำถามที่แจงต้องการคำตอบ

ช่วงปี 2559 แจงเข้ารับการรักษาภาวะที่เผชิญอยู่ด้วยลักษณะของการรักษาฉุกเฉิน ในโรงพยาบาลกึ่งเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งมาพร้อมกับค่ารักษาที่สูงตามไปด้วย จนแบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหวจึงย้ายไปใช้สิทธิบัตรทอง 

“ขอหมอส่งตัวไปอีกที่ตามสิทธิบัตรทองของเรา แต่เขาแจ้งว่าต้องไปติดต่อศูนย์บริการสาธารณสุข (ศบส.) ก่อน แล้วค่อยติดต่อโรงพยาบาล โยนกันไปมา แล้วพอได้โรงพยาบาลแล้วก็ต้องรอหมอตั้ง 6 เดือน” 

แจงเริ่มตั้งคำถามกลับต่อระบบการรักษา นอกจากนี้เธอยังพบว่าการที่เธอจะเจอหมอหนึ่งคนโดยใช้สิทธิบริการสุขภาพพื้นฐานที่รัฐให้มามีหลายขั้นตอนและยุ่งยากกว่าที่คิด 

การหาหมอแต่ละครั้งเลยเป็นช่วงเวลาที่สูบชีวิตโดยแท้จริง “เชื่อไหมว่าต้องไปรอหมอแต่เช้าๆ ตี 5 กว่าจะเสร็จก็บ่าย สภาพจิตใจเราหดหู่กว่าเดิม”

แจงเล่าว่าต้องจ่าย ‘ยานอกสิทธิ’ ครั้งละ 1,000 – 2,000 บาท หมอบอกว่ายาเม็ดละ 22 บาท (ตอนหลังโดนปรับยาใหม่โดนเม็ดละ 37 บาท) ขึ้นอยู่กับว่าหมอสั่งจ่ายยาจํานวนมากน้อยแค่ไหนในแต่ละครั้ง 

“ในใบเสร็จของโรงพยาบาลรัฐ เขาจะแจงรายละเอียดค่าใช้จ่ายมากขึ้น มันทําให้เราสงสัยหลายเรื่องมากขึ้น หนึ่งในนั้นก็คือทําไมเราต้องจ่ายเงินค่ายานอกบัญชียาหลัก” 

แจงเริ่มโพสต์ลงโซเชียลมีเดียของตัวเองพร้อมตั้งคำถามเรื่องยา 

“เราเอ๊ะว่าทำไมเราต้องจ่ายเงินค่ายารักษาซึมเศร้าที่เป็นยานอกบัญชีหลัก หรือตอนไปทำงานที่สามจังหวัดชายแดนหาซื้อไม่ได้เลย เราเอ๊ะว่าเราจะเข้ารักษาเชิงระบบตามสิทธิบัตรทองมันอ้อมไปมากว่าจะเจอหมอหนึ่งคน ต้องรอหมอตั้ง 6 เดือน ทําไมระบบสุขภาพถึงกลายเป็นพื้นที่ที่สร้างทุกข์ให้กับเรา”

“อาการของเรามีแนวโน้มว่าจะต้องกินยาไปทั้งชีวิตในการประคอง เชี่ย แล้วกูต้องกินยาทั้งชีวิตเหรอ กูต้องมาจ่ายค่ายาแบบนี้ ชะตากรรมกูจะเป็นยังไงวะเนี่ย แต่หมอก็บอกว่าผู้ป่วยซึมเศร้าไม่ควรหยุดยาเองต่อให้หมอบอกว่าหายดีคุณยังต้องกินยาต่อไปอีก 4-5 เดือน”

หมอบอกกับแจงแบบนั้น ซึ่งแจงบอกว่าภาระค่ายาทําให้หมดพลังชีวิตกว่าเรื่องอื่นๆ เมื่ออาการดีขึ้น เธอเลยหยุดยาเอง 

“พอยามันแพง ทุกคนอาการดีขึ้นเลยหยุดยา พอหยุดยามันก็เป็นสาเหตุให้กลับมาเป็นซ้ำ และกลายเป็นผู้ป่วยเรื้อรัง”

ช่วงปี 2565 แจงกลับมาเกิดปัญหาสุขภาพจิตอีกครั้ง ด้วยสภาพคล่องการเงินที่ฝืดขึ้นเรื่อยๆ จากภาวะโควิด-19 แจงตัดสินใจคุยกับแพทย์ประจำตัวและได้ใบ ‘ใบอนุมัติเบิกค่ายานอกบัญชียาหลักฯ’ 

จนเธอมารู้ภายหลังว่าสิทธิบัตรทอง ผู้ให้บริการไม่มีสิทธิเรียกเก็บส่วนต่างจากผู้ป่วย พูดให้ชัดคือ ถ้ายาตัวใดที่แพทย์วินิจฉัยว่าจําเป็นสําหรับผู้ป่วยแล้ว หน่วยบริการจะเรียกเก็บค่ายานั้นไม่ได้  

สิ่งผิดปกตินี้ แจงตั้งคำถามดังขึ้นเรื่อยๆ และเข้ากลุ่มเพื่อนผู้ป่วยซึมเศร้า จนเกิดโครงการวิจัย “ปัญหาสุขภาพจิตไม่ใช่ความทุกข์ระดับ บุคคล เพื่อจัดทําข้อเสนอนโยบายเพื่อการรักษาผู้ป่วยโรคซึมเศร้า” ที่แจงใช้ตัวเองเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาของโครงการวิจัย

ใครป่วยก็อยากหาย…แต่สังคมต้องพร้อมทำให้คนหายป่วย 

“ประเด็นที่อยากสื่อสารคือผู้ป่วยซึมเศร้ารักษาหาย ถ้ามันมีโครงสร้างการบริการที่ดี รองรับเขา และมียาที่มีคุณภาพ เราจะคืนผู้ป่วยกลุ่มที่เป็นแรงงานทางเศรษฐกิจกลับขึ้นมา เพราะว่าจากงานวิจัยของเรา เราก็ตกใจเหมือนกันว่าคนที่มาเข้า focus group เขาเป็นหัวหน้าครอบครัว เขาเป็นคนที่อยู่ในวัยที่กําลังจะสร้างการเปลี่ยนแปลง แต่ว่าพอหลายๆ คนเป็นซึมเศร้าแล้วมันทําให้เค้าขาดศักยภาพ” 

แจงเล่าว่าช่วงหนึ่งของชีวิต เธอเคยเดินออกจากบ้านแบบไร้จุดหมาย 

“ระบบโครงสร้าง ระบบสาธารณสุข ครอบครัว คนรอบข้าง ระบบทําให้เราโดดเดี่ยวด้วย คนที่เคยออกนอกบ้านไปทํางานตลอดเวลา พอถึงจุดนึงเนี่ย ชีวิตประจําวันเสีย แล้วนอนอยู่กับบ้านอย่างเดียว แม่ก็เริ่มเป็นห่วง ว่าเอ๊ะ! ทําไมนอนอยู่กับบ้านอย่างเดียว เราก็ไม่อยากให้ที่บ้านเป็นห่วง ช่วงหนึ่งเลยเป็นคนไร้บ้าน ต้องเดินออกจากบ้านซึ่งเป็นพื้นที่ปลอดภัยของตัวเอง เดินออกไปแบบไม่มีจุดหมาย ตื่นปุ๊บก็เดินออกไป เดินออกไปก่อน ทําเหมือนว่าออกไปทํางานอะ เพื่อไม่ให้แม่เป็นห่วง แต่ไม่มีจุดหมายปลายทางเลยว่าจะเดินไปไหน ก็เดินไปเรื่อยๆ เดินวนแล้วค่ำๆ ค่อยเดินกลับมา”

“มันเริ่มต้นจากตัวเราก่อนที่เราก็รู้สึกแย่ คนที่เป็นโรคซึมเศร้าเป็นโรคเกี่ยวกับเรื่องความคิดเรื่องเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกแล้วก็มันถูกบอกว่าเป็นโรคของคนคนนั้นน่ะ ซึ่งคุณต้องไปเคลียร์หรือไปจัดการเอง อันนี้เป็นมายาคติแรก ทั้งๆ ที่มันก็คือความเจ็บป่วยเหมือนกับโรคอื่นๆ”

สำหรับแจง เธอมองว่าคนเป็นซึมเศร้าถูกตีตราและกีดกัดจากสังคมในทุกด้าน ตั้งแต่ความเข้าใจ จนถึงการเข้ารักษา 

จนสุดท้ายเธอสรุปได้ว่าวังวนที่น่ากลัวสำหรับคนเป็นโรคซึมเศร้าแบ่งเป็น 3 กลุ่มง่ายๆ คือ (1) คนที่ไม่รู้ตัวว่าป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจนอาการปรากฏแล้วและไม่มีโอกาสเข้ารับการรักษาพยาบาล (2) คนที่รู้ตัวว่าป่วยแต่ไม่สามารถเข้าถึงระบบการรักษาพยาบาล และ (3) ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่อยู่ระหว่างการรักษาและทุกข์อยู่กับระบบสุขภาพอย่างเดียวดาย ถ้าไม่ได้กินยาก็เหมือนกินอาหารไม่ครบมื้อ 

โครงการวิจัย “ปัญหาสุขภาพจิตไม่ใช่ความทุกข์ระดับบุคคล เพื่อจัดทําข้อเสนอ นโยบายเพื่อการรักษาผู้ป่วยโรคซึมเศร้า” ในปี 2566 ผลการวิจัยพบ ปัญหาการส่งต่อในทุกระบบหลักประกันสุขภาพซึ่งไม่เอื้อกับผู้ป่วย ขาดแคลนยาที่มีประสิทธิภาพในการรักษาและราคาแพง ยาบางรายการไม่ถูกบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติ ทําให้ผู้บริการอ้างเก็บเงินส่วนต่างจากผู้ป่วย เกิดเป็นภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพจนผู้ป่วยบางรายต้องหยุดยาเอง หยุดการรักษา และกลายเป็นผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรัง ปัญหาขาดแคลนจิตแพทย์และนักจิตบําบัดทําให้การเข้าถึง ส่งต่อ รอคิวการรักษาเป็นเวลานาน ขาดทางเลือกในการรักษา เป็นต้น และเสนอออกมาเป็น 7 ข้อเสนอ นโยบายเพื่อผู้ป่วยโรคซึมเศร้า (จดหมายเปิดผนึกฉบับเต็ม

“เราเป็นหนึ่งในเคสวิจัย รวมถึงยังมีอีก 9 คนที่น่าสนใจมาก คนหนึ่งเป็นผู้บริหารองค์กรระหว่างประเทศ นศ.ปริญญาเอก พนักงานแบงค์ นักข่าว แล้วก็อดีตนักข่าว แล้วก็มีคนรุ่นใหม่ 2 คน คนหนึ่งเพิ่งออกจากรั้วมหาวิทยาลัย เรามีโอกาสได้คุยกับน้อง ตอนเด็กๆ ช่วงที่เรียนมัธยมปลายเขารู้สึกเริ่มมีอาการแล้ว แต่เขาอธิบายตัวเองไม่ถูกแล้วหมอก็บอกว่าเขาเป็นโรคสมาธิสั้น แต่พอมาเรียนที่มหาวิทยาลัย เขาถูกแนะนําให้ไปคุยกับศูนย์ปรึกษาสุขภาพจิตของคณะจิตวิทยาเขาถึงได้เข้าใจว่าสิ่งที่เค้าเป็นคือโรคซึมเศร้า”  

“คนเป็นซึมเศร้าส่วนหนึ่งจะเจอภาวะของการไม่เชื่อมั่นใจระบบการรักษาของตัวเอง หรือพอเข้าในระบบการรักษาแล้วรอหมอนาน หรือได้ยินว่าโรคนี้รักษาแพง คําว่าแพงมันไม่ได้แพงเรื่องยาอย่างเดียว มันแพงเรื่องการเดินทาง และเวลาที่จะต้องไปหาหมอ ไม่ใช่ทุกโรงพยาบาลจะมีจิตแพทย์ กว่าเราจะหาโรงพยาบาลที่มีหมอรักษาได้ บางทีมันก็ไกลบ้าน กลายเป็นต้องรักษากับโรงพยาบาลเอกชน ต่อให้ไม่ใช่ผู้ป่วยซึมเศร้านะ ทุกคนก็มีทุกข์กับระบบสุขภาพ” 

“เอาตรงๆ นะตอนนี้เราก็ยังไม่หาย มีอาการนอนไม่หลับอยู่บ้าง ตอนไปยื่นหนังสือก็ตื่นเต้น ใจสั่น แล้วเราก็ไม่ได้คาดหวังอะไรกับการยื่นจดหมายเปิดผนึกนโยบายนี้ด้วย แต่เราหวังว่าอยากให้กลุ่มผู้ป่วยซึมเศร้ารู้ว่าเขามีเพื่อนแล้วพยายามทําสิ่งนี้อยู่ เราไม่อยากให้ผู้ป่วยซึมเศร้าเขารู้สึกโดดเดี่ยว” 

การลดการแบกภาระค่ายาจึงต้องทำเป็นอันดับแรก 

แจงตั้งเป้าหมายในชีวิตว่าว่าอยากหายจากโรค กลับมามีศักยภาพทํางานได้ เหมือนเดิม และนอนหลับโดยไม่ต้องกินยา นอกจากนี้ยังต้องการ “เพิ่มยาต้านเศร้าและยาจิตเวช” อาทิ (1) Olanzapine เพิ่ม indication (2) Aripiprazole (3) Venlafaxine และ (4) Long acting Methylphenidate ซึ่งเป็นยาสําคัญจําเป็นต่อผู้ป่วย และดีกว่ายาที่มีในระบบขณะนี้ รวมทั้งผลักดันยาดังกล่าวให้บรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติเพื่อลดต้นทุนการรักษาพยาบาล ของผู้ป่วย และลดค่าใช้จ่ายด้านยาของระบบสุขภาพโดยรวม

“ยื่นจบ เราโล่งเลย กลับบ้านไปร้องไห้ เราไม่อยากให้ผู้ป่วยซึมเศร้าเขาทุกข์รู้สึกโดดเดี่ยวการลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างมันเหมือนเราปลดล็อก”