คนไทยเป็นจุดแข็งของวายไทย : คุยกับต๋อง-ธนายุทธ คนวายบนเก้าอี้กรรมการขับเคลื่อนละครและซีรีส์ ถ้าวายไทยไปไกลกว่านี้ อยากให้คนไทยไม่ยี้ก็พอ

วาย (น.) หมวดหมู่ของสื่อที่นำเสนอความรักระหว่างตัวละครเพศสภาพเดียวกัน (ชายรักชาย / หญิงรักหญิง)

วินาทีนี้ ไม่น่าจะมีใครที่ไม่เคยได้ยินคำว่า ‘วาย’

เพราะไม่ว่าจะเป็นสื่อสำนักไหน แบรนด์สินค้าอะไร หรือแม้แต่โฆษณาบนป้ายบิลบอร์ดก็ล้วนมีหน้าตาของนักแสดงวายหลายต่อหลายคนเด่นหราอยู่

นับตั้งแต่ปี 2557 ที่ซีรีส์ Love Sick The Series ออกฉาย จนถึงปี 2566 จากการสำรวจโดย The Matter ประเทศไทยมีซีรีส์วายรวมกันกว่า 177 เรื่อง และไม่ได้จำกัดเพียงบอยเลิฟ (Boy Love) เท่านั้น แต่รวมไปถึงเกิร์ลเลิฟ (Girl Love) อีกด้วย

แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปก่อนซีรีส์วายจะโด่งดัง วัฒนธรรมวายที่เมืองไทยรับมาจากญี่ปุ่นในช่วง 2520 – 2530 ไม่ได้เป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลาย การจะเสพสื่อวายสักเรื่องจำเป็นต้องใช้ความพยายามเพราะช่องทางในการเข้าถึงมีจำกัด โดยเริ่มต้นจากนิยายวาย หรือมังงะที่ต้องที่ต้องเข้าข่ายเล่นซ่อนแอบเพื่อเข้าถึงสิ่งนั้น ซึ่งช่องทางแรกๆ ที่เปิดโอกาสให้เหล่านักเขียนนักอ่านสายวายได้มาเจอกันคือเว็บเล้าเป็ดซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2549

การจะบอกใครสักคนว่าเป็น ‘สาววาย’ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะจะถูกคนรอบข้างมองว่าใฝ่ในความรักที่วิปริตผิดเพศ เนื่องจากอดีตกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQIA+) ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม หนุ่มวายสาววายในยุคนั้นจึงไม่ค่อยมีโอกาสได้จับกลุ่มแสดงตัวเป็นแฟนคลับผลงานวายเหมือนปัจจุบัน

วัฒนธรรมวายในไทยค่อยๆ เติบโตขึ้น ต่อยอดจากนิยายสู่ซีรีส์ในปัจจุบัน ซึ่งภาคธุรกิจและสื่อบันเทิงยอมรับแบบเต็มอกว่าซีรีส์วายในยุคนี้ไกลแบบฉุดไม่อยู่แล้ว 

นักแสดงนำของซีรีส์วายหลายเรื่องมีกลุ่มแฟนคลับเป็นของตัวเอง ทำให้มีการจัดแฟนมีตติ้งทั้งในและต่างประเทศ เช่น ไบรท์-วิน สองนักแสดงนำจาก เพราะเราคู่กัน 2gether The Series มี Global Live Fan Meeting แฟนมีตติ้งในรูปแบบไลฟ์ออนไลน์ที่สามารถเข้าถึงได้จากทั่วทุกมุมโลกในปี 2563 อีกทั้งตัวละครที่ทั้งคู่สวมบทบาทอย่างสารวัตรและไทน์นั้นยังมีการนำไปทำเนนโดรอยด์ (Nendoroid) ฟิกเกอร์สัญชาติญี่ปุ่น

กระแสและเม็ดเงินมหาศาลที่ไหลเข้าประเทศเนื่องจากซีรีส์วายจึงทำให้พูดได้ว่า วายเป็นซอฟท์พาวเวอร์ (Soft Power) ของไทย ตั้งแต่คำว่าซอฟท์พาวเวอร์ยังไม่ถูกพูดถึงรายวันเหมือนในปัจจุบัน

พอนำคำว่า ‘วายไทย’ มาบวกเข้ากับคำว่า ‘ซอฟท์พาวเวอร์’ ชื่อของ ต๋อง-ธนายุทธ ฐากูรอรรถยา จึงกลายเป็นจิ๊กซอว์ที่ทำให้เราชวนเขามาคุยในเรื่องวายไทย

ต๋องเป็นนักแสดงที่หลายคนรู้จักเขาจากบทบาท ‘แทนคุณ’ ในซีรีส์เรื่อง ‘KinnPorsche The Series รักโคตรร้าย สุดท้ายโคตรรัก’ ซีรีส์วายชื่อดังที่มีแฟนคลับในหลายประเทศ ซึ่งตอนนี้เขาไม่ได้มีเพียงแค่บทบาทนักแสดงเท่านั้น แต่ต๋องยังมีที่นั่งในตำแหน่งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ด้านละครและซีรีส์ สำนักงานส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ (THACCA) หรือที่เรียกว่าทีมซอฟท์พาวเวอร์

ก่อนเริ่มสัมภาษณ์ต๋องตั้งคำถามแบบหยิกแกมหยอกกับเราว่า คำถามและคำตอบในวันนี้จะชวนทำให้ทัวร์ลงหรือเปล่า แต่ตลอดการพูดคุยและทุกคำตอบที่ต๋องตอบเราอย่างตั้งใจจากประสบการณ์ของการคลุกคลีอยู่ในวงการวายทำให้เราคิดว่า มันคือการเปิดมุมมองใหม่ที่น่าสนใจจากฟากของคนที่ทำงานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังของวงการวายไทยต่างหาก

สำหรับต๋อง วายอยู่ในหมวดหมู่เดียวกับ LGBTQIA+ ไหม

จริงๆ ต๋องเจอคำถามนี้มาสักพักหนึ่งแล้ว ตั้งแต่เข้ามาอยู่วงการเลย

ถ้าถามต๋อง จุดกำเนิดของทั้งสองอย่างนี้ไม่ได้เหมือนกันอยู่แล้วครับ ต้องย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของวายก่อนว่า เกิดจากจินตนาการของนักเขียนที่พยายามทำให้ตัวละครที่มีเพศสภาพเดียวกันมารักกัน แล้วมันไม่ต้องตีแผ่สังคม ไม่ได้ขับเคลื่อนอะไรสังคมมากนัก เรื่องราวมันเริ่มต้นเพียงเลิฟไลน์ (เส้นเรื่องความรัก) เป็นเรื่องของความโรแมนติก เรื่องของจินตนาการ

ในขณะที่จุดเริ่มต้นของคอนเทนต์ LGBTQIA+ หรือ คอนเทนต์เควียร์ (Queer Content) คือ สร้างขึ้นมาเพื่อบอกเล่าถึงปัญหากลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศพบเจออยู่ในสังคม ในฐานะของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศที่เขาออกมาต่อสู้หรือขับเคลื่อนอะไรบางอย่าง คุณย้อนกลับไปดูได้ตั้งแต่ยุค 90 หรือเก่ากว่านั้น ว่าจุดเริ่มต้นของการทำคอนเทนต์ประเภทนี้มันทำมาเพื่อขับเคลื่อนหรือบอกเล่าอะไรบางอย่าง มีนัยบางอย่างที่ต้องการสื่ออยู่ แต่ของวายในจุดเริ่มต้นตรงนี้มันไม่ได้จำเป็น มันคือความบันเทิงล้วนๆ

เพราะฉะนั้น ณ วันนี้ถ้าถามต๋อง ต๋องยังรู้สึกว่ามันไม่ใช่คอนเทนต์ประเภทเดียวกัน

งั้นถ้ามีคนบอกว่าวาย ≠ LGBTQIA+ ต๋องเห็นด้วยไหม

(นิ่งคิด) เห็นด้วยแต่ไม่ถึงกับ 100% 

เราได้เห็นว่าทุกวันนี้เนื้อหาของวายไทยเองก็พยายามจะสอดแทรกอะไรบางอย่างเข้าไป แต่ก่อนวายทำมาเพื่อความโรแมนติก ความบันเทิงเริงใจของคนดู แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้มันมีเรื่องของการรับฟังเสียงของภาคประชาสังคมเหมือนกัน คนดูเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ซีรีส์วายของไทยดังได้มากแค่ไหน 

ซีรี่ส์บางเรื่องมีคนดู แต่ไม่ถูกพูดต่อ บางเรื่องถูกวิจารณ์ในแง่ลบ ผู้ผลิตเองก็ต้องอยากทำซีรีส์ที่คนดูดูแล้วชื่นชอบ ชื่นชม พูดต่อ บอกต่อ มีกระแสในทางที่ดี เลยมีการหยิบจับเอาอะไรบางอย่างเข้าไป เช่นประเด็นสมรสเท่าเทียม หรืออัตลักษณ์บางอย่างเข้าไปใช้ในวายไทยมากขึ้น ถึงแม้จะไม่ 100% แต่ต๋องรู้สึกว่ามันต้องไม่กดดัน แล้วก็ไม่ยัดเยียดด้วยครับ

เดี๋ยวนี้ซีรีส์มีหลายแนว แต่ทำไมพอตัวละครหลักเป็นเกย์จะต้องแปะป้ายคู่ไปด้วยว่าเป็นแนววาย

ไม่จริง ใครแปะ ขอดูคนที่แปะ (หัวเราะ)

ถ้าเป็นภาพยนตร์เราจะได้ยินน้อยมากเลยนะว่าเป็นภาพยนตร์วาย

เคยอ่านทวิตแนะนำนิยายแนวสืบสวนสอบสวนของคนบนทวิตเตอร์พอบอกว่ามีตัวเอกเป็นเกย์ เขาก็พูดกันว่า ‘นี่เป็นนิยายวาย’

ต๋องว่ามันคือภาพจำ มันคือการรับรู้ของสังคม ตอนนี้สังคมรับรู้ว่าวายดัง แม้มันจะมีกลุ่มคนดูเฉพาะกลุ่ม แต่กลุ่มคนเหล่านี้เขามีกระบอกเสียงที่ค่อนข้างกว้าง เขามีการบอกต่อ เขาส่งต่อ เขามีกลุ่มแฟนคลับ พอวายมันดังมากๆ คนเลยรับรู้ว่าวายเท่ากับผู้ชายกับผู้ชาย หรือผู้หญิงกับผู้หญิง พอมีคอนเทนต์อะไรก็ตามขึ้นมาแล้วมีโฮโมเซ็กชวล (Homosexual) คนเลยคิดว่ามันต้องเป็นวายสิ มันเลยเป็น ‘วายสืบสวน’ ‘วายดราม่า’ มี ‘วาย’ แปะไว้ข้างหน้า ในขณะที่ชาย-หญิงเองไม่ได้บอกว่าเป็น ‘ซีรีส์ชาย-หญิง’ หรือ ‘ภาพยนตร์ชาย-หญิง’ ซึ่งภาพจำเหล่านี้มันต้องเกิดการเรียนรู้และค่อยๆ ลดทอนไป

อยากให้มันยังมีกรอบที่ชัดเจนว่าเป็นวายอยู่ไหม

ถ้าตัวต๋องเองไม่อยากให้วางกรอบว่านี่คือซีรีส์วาย แต่อยากให้มองเป็นสื่อบันเทิงสื่อหนึ่ง แล้ววันหนึ่งไปอยู่รวมกับสื่อทั่วๆ ไป วันนี้มีเวทีประกาศรางวัลบอยเลิฟประจำปี มีนักแสดงวายยอดเยี่ยม แต่ในอนาคตจะเป็นนักแสดงนำชายปกติได้ไหม เป็นการเข้าไปรวมกับคอนเทนต์ทั่วไป

มันต้องใช้เวลา เพราะยังมีความไม่เข้าใจของคนหลายๆ คนอยู่เหมือนกัน ซึ่งไม่ผิด คนดูไม่ผิด มันต้องอาศัยการเรียนรู้ เพราะสังคมเรามันไม่ได้เข้าใจกันตั้งแต่แรก มันเพิ่งเริ่มที่จะเรียนรู้และส่งต่อความเข้าใจกันเมื่อไม่นานมานี้เอง

คิดอย่างไรกับการที่มีคนบอกว่าศูนย์กลางของวายย้ายจากญี่ปุ่นมาไทย เพราะตอนนี้วายไทยดังมาก วายต่างชาติใช้วายไทยเป็นต้นแบบในหลายๆ ด้าน

ต๋องว่ามันย้ายศูนย์กลางในแง่ภาพจำของธุรกิจวาย ไม่อาจพูดได้ว่าย้ายศูนย์กลางอะไรขนาดนั้น เพราะวายดั้งเดิมยังไงก็ต้องญี่ปุ่น แต่ว่าวันนี้วายไทยดัง (หัวเราะ) พูดอย่างไม่อายเลยว่าวายไทยดัง พอคนนึกถึงวายเขาไม่นึกถึงแค่ญี่ปุ่น แต่มีเมืองไทยด้วย

ในฐานะคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมฯ ที่เพิ่งรับตำแหน่งได้ไม่นาน (หัวเราะ) ต๋องรู้สึกว่านี่คือโอกาสสำคัญมากๆ เพราะว่าสินค้า บริการ ค่านิยม วัฒนธรรม ถ้าอยู่ของมันเฉยๆ ไม่สามารถเป็นซอฟพาวเวอร์ได้ มันต้องมีตัวกลาง มีเครื่องมือที่ใช้ในการส่งต่อสิ่งเหล่านี้เข้าไปสัมผัสใจคน แล้วตัวกลางตัวนึงตอนนี้ที่มีอิทธิพลมากๆ ในระดับโลก เพราะมันไปของเขาเองอยู่แล้วก็คือซีรีส์วาย และตอนนี้ซีรีส์วายมันไปทั่วโลก ไม่ใช่แค่เมืองไทย เพราะฉะนั้นการส่งต่อวัฒนธรรม ค่านิยม สินค้า บริการเข้าไปในวายเนี่ย จะเป็นสิ่งที่สำคัญที่รัฐบาลต้องผลักดัน เพราะอะไรรู้ไหม เพราะว่าซอฟท์พาวเวอร์ไม่สามารถจุดติดได้เพียงครั้งเดียว มันต้องทำให้เกิดขึ้นและทำให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนมันซื้อใจคนได้

เรารู้สึกว่าวายไทยพัฒนาและเติบโตจากยุคแรกเยอะมาก ถ้านับในช่วง 3 – 5 ปีที่ผ่านมา

ใช่ครับ มันเติบโตมากจริงๆ 

มันคือ Red Ocean (พื้นที่ทางธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง) ตามปกติของระบบทุนนิยม ที่พอคนอยากดู มีฐานแฟนคลับ มีคนพร้อมซื้อ มันก็จะมีคนทำเยอะขึ้น เป็นอุปสงค์-อุปทาน มียุคหนึ่งคนทำวายเฟ้อมาก เป็นร้อยๆ เรื่อง แต่ที่รอดจริงๆ เหลืออยู่แค่ไม่กี่เรื่อง สุดท้ายมันก็ต้องกลับไปที่คุณภาพของบท โปรดักชัน การแสดง

ตอนแรกแค่คนเห็น ‘ผู้ชายกับผู้ชาย’ หรือ ‘ผู้หญิงกับผู้หญิง’ เล่นด้วยกันก็มีความสุขแล้ว แต่วันนี้ผู้เล่นในตลาดเยอะมากขึ้น เขาต้องแข่งขันกันด้วยคุณภาพ เพราะฉะนั้นเราเลยเห็นว่าอุตสาหกรรมวายมีโปรดักชันที่มีคุณภาพมากขึ้น นักแสดงเก่งมากขึ้น แต่ก่อนอาจจะไม่ใส่ใจเรื่องเวิร์กช็อปมาก แต่เดี๋ยวนี้จะเห็นเลยว่าถ้าคุณเล่นแข็งคนด่านะ

“ถ้ามีให้ดูแค่เรื่องเดียว เล่นแข็งเป็นหินก็ต้องดู แต่วันนี้ถ้ามีเป็นร้อยเรื่อง ระหว่างเรื่องที่เล่นแข็งกับเรื่องที่เล่นดี เราจะเลือกอะไร? พอมีคู่แข่งมากขึ้นแต่คุณยังไม่พัฒนา ยังคิดว่าเดี๋ยวคนก็ดู มันจะตายนะ ไปต่อไม่ได้”

มันพัฒนามาเยอะมากๆ จากแค่เลิฟไลน์-แฟนตาซี มันก็เริ่มหลากหลายมากขึ้น สมัยก่อนมันเป็นแนวมัธยม มหาวิทยาลัย แต่ในปัจจุบันเราเห็นวายที่เป็นวัยทำงานมากขึ้น อาชีพหลากหลายมากขึ้น ในยุคแรกเป็นผู้ชายกับผู้ชายที่ต้อง“ฉันคือผู้ชายที่ชอบนายได้แค่คนเดียว” อะไรอย่างนี่ใช่ไหม (ยิ้ม) แต่ยุคนี้เราเจอซีรีส์ที่ “ฉันเป็นเกย์” เลย “ฉันชอบผู้ชาย” เลย เราเจออัตลักษณ์ที่ค่อนข้างชัดเจนมากขึ้นในวาย ถือว่าพัฒนามาระดับพอสมควรแล้วครับ

อะไรที่ทำให้วายมันหลากหลายมากขึ้น

เบื่อ (ตอบทันที) มันมีหลายองค์ประกอบ ถ้าเป็นเรื่องของเนื้อหาคือคนมันเริ่มเบื่อแล้ว

ต๋องมองว่าวายไม่มีวันตาย ณ วันนี้ยังไม่ตายง่ายๆ แต่ต้องนำเสนอเนื้อหาที่หลากหลายมากขึ้น ที่ใหม่มากขึ้น ละครไทยก็เหมือนกัน ถ้าคนแห่ทำเรื่องเดิมๆ เช่นแนวพีเรียดดังมาก แห่ทำพีเรียดหมดเลย มันก็จะบูมอยู่ช่วงหนึ่ง แล้วต้องหาแนวใหม่ไปเรื่อยๆ เพราะคนจะเบื่อ

เห็นด้วยกับการที่มีคนบอกว่าวายไทยมีจุดแข็งเรื่องการเมือง (Politics) ไหม

ไม่ใช่ไม่เห็นด้วย แต่ต๋องรู้สึกว่าการเมืองไม่ใช่จุดแข็งของซีรีส์วาย คนไทยต่างหากที่เป็นจุดแข็ง เพราะอะไรรู้ไหม เพราะคนไทยเปิดรับง่ายมาก คนไทยเป็นชาติที่เปิดรับและยินดีที่จะเข้าใจความหลากหลายได้ ถ้าวันนี้เมืองไทยมีสมรสเท่าเทียมเกิดขึ้นจริงอีกก็ยิ่งทำให้ชาวต่างชาติอินนะ เพราะเมืองไทยเป็นมิตรต่อกลุ่มคนหลากหลายทางเพศจริงๆ 

ทำไมซีรีส์วายชนชาติอื่นหน้าตาดีกว่าเรา โปรดักชันดีกว่า บูมสู้เราไม่ได้? เพราะเขาอาจจะยังไม่อิน อาจจะไม่ได้มีการยอมรับกันจริงๆ ด้วยซ้ำ ยังมีการบูลลี่ (การกลั่นแกล้ง ; Bully) มีเรื่องของความรุนแรง เรื่องของการกีดกันต่างๆ มากกว่าเมืองไทย แต่เมืองไทยเรามีภาพลักษณ์ที่เป็นมิตรต่อกลุ่ม LGBTQIA+ ในสายตาต่างชาติ มีพื้นที่ให้พวกเขาได้แสดงออก สามารถเล่นบทนำได้ บางชาติเขาตกใจเลยนะว่าทำไมประเทศคุณเอาตัวละครโฮโมเซ็กชวลมาเป็นตัวละครหลักได้ ประเทศเขาทำไม่ได้ เพราะเขามีเรื่องของกฎหมายเข้ามาด้วยซ้ำ แต่พอเขาเห็นว่าคนไทยเปิดรับ คนไทยเป็นแบบนี้จริงๆ ในสังคม เขาก็เข้าใจว่าทำไมเราทำได้ 

คนไทยเปิดรับจริงๆ ถึงจะยังมีการกลั่นแกล้งหรือการไม่เข้าใจอยู่ แต่โดยรวมเราจะเห็นว่าคนไทยโอเคกันนะ วันนี้ผู้ชายจะใส่กระโปรงออกจากบ้านก็ไม่เกิดการมองเหยียด เราก็รู้สึกว่าก็แค่นั้น วันนี้เราก็เห็นทรานส์แต่งตัวเต็มไปหมด เราก็ไม่ได้ทำแบบ (เอามือป้องปากทำท่าเหมือนนินทา) ใช่ไหมครับ มันเลยทำให้ต่างชาติเข้าใจ ทำให้เขาอินกับวายไทยว่า อ๋อ สังคมไทยเป็นแบบนี้จริงๆ นะ พอเขาอินมากขึ้นการที่เราใส่เรื่องการเมืองต่างๆ เข้าไปก็ยิ่งซัพพอร์ตความน่าเชื่อถือของวายไทยเข้าไปอีก ทำให้เราเป็นต้นแบบของที่อื่นๆ ว่า ถ้ามีประเด็นการเมืองตรงนี้ขึ้นมาจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในประเทศยังไงได้บ้าง มีสมรสเท่าเทียมเข้ามาเกี่ยวข้องแล้วจะทำให้ตัวละครในเรื่องดีขึ้นยังไง

คนเลยคาดหวังกับเรื่องสะท้อนสังคมมากขึ้นหรือเปล่า

คนคาดหวังเหรอ (นิ่งคิด) 

เชื่อไหมผมเคยทำวิจัยจบ ป.โท ตัวนึงเกี่ยวกับเรื่องนี้ เคยสัมภาษณ์ in-depth (เชิงลึก) แล้วก็โฟกัสกลุ่ม สิ่งที่เจอคือมีอยู่ 2 กลุ่ม กลุ่มแรกบอกว่า คาดหวังว่าอย่างน้อยจะเริ่มพูดถึงเรื่องการขับเคลื่อนหรือประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมบ้าง กับอีกกลุ่มหนึ่งที่รู้สึกว่า ฉันเหนื่อย ฉันอยากดูสื่อบันเทิงเพื่อบันเทิงเริงใจอะ ยังต้องมาเจอเรื่องเครียดอะไรอีกเหรอ ทำไมละครชายหญิงเขาไม่เห็นต้องออกมาขับเคลื่อนบ้างล่ะ อันนี้คือบางกลุ่มนะ

ต๋องว่าจริงๆ มันใส่ได้แต่ต้องให้เกิดความพอดี ไม่ยัดเยียดต่อคนดู เราทำงานวิจัยแล้วค้นพบว่าสุดท้ายคนดูเขาดูได้นะ จะมีหรือไม่มีก็ได้ หรือถ้ามีเขาต้องไม่รู้สึกอึดอัด ไม่ใช่ดูๆ มาแล้วรู้สึกว่าอันนี้ยัดเยียดมากเลย (ชี้)

แบบละครคุณธรรม

ใช่ๆ ละครคุณธรรมที่ต้องแบบ (นิ่งค้าง) เหรอ ต้องรู้เรื่องนี้จริงๆ เหรอ 

ต๋องคิดว่าเรื่องของการสะท้อนสังคมหรือขับเคลื่อนสังคมมีได้และควรมี แต่ต้องใส่อย่างพอดีและแนบเนียน ถ้าเรื่องนี้คือซอฟท์พาวเวอร์ มันไม่ใช่การบีบคอแล้วบอกว่า คุณเอาสมรสเท่าเทียมสิ คุณยอมรับในความเป็นเกย์ ความเป็น LGBTQIA+ สิ มันไม่ใช่ เราต้องส่งผ่านเนื้อหาที่แนบเนียน ให้ปลูกฝังความรู้สึกของคนดูว่ามันเป็นจริงได้นี่หว่า พ่อแม่ยอมรับได้ถ้าลูกมีความเป็นเฟมินีน หรือ ถ้าคนแต่งงานกันได้มันก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับสังคมนี่นา ค่อยๆ สร้าง ค่อยๆ ใส่เข้าไป ให้คนดูเกิดการรับรู้เชิงบวกมากขึ้นโดยไม่ถูกยัดเยียด

ผมว่านี่เป็นสิ่งที่มีคุณค่าและมีความงามมากกว่าการที่ต้องพยายามยัดเยียดให้มี

ทำไมนักแสดงบ้านเราต้องออกมาขับเคลื่อนทางสังคม อย่างนักแสดงวายในยุคหนึ่งมักจะมีคนบอกว่าให้ออกมาพูดเรื่องสมรสเท่าเทียมบ้าง 

Social Feedback (การตอบรับทางสังคม) ครับ เพราะว่าชาติไทยเป็นชาติที่เล่นโซเชียลมีเดียสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก X หรือทวิตเตอร์เองก็ตามคนไทยก็เล่นเป็นส่วนใหญ่ กลุ่มแฟนคลับบอยเลิฟ (Boy Love) หรือ เกิร์ลเลิฟ (Girl Love) ก็อยู่ในแอปพลิเคชันนี้เสียเป็นส่วนใหญ่ เขาก็จะมีการพูดถึง แล้วมันจะมีความโว้ก (การตื่นรู้ทางสังคม ; Woke) นิดนึง

สำหรับต๋องโว้กไม่ผิด โว้กที่ถูกที่ถูกทาง โว้กที่พอดีไม่ผิดเลย โว้กเป็นสิ่งจำเป็นและควรมี แต่ต้องรู้ว่าประมาณไหนดี อะไรคือโว้ก อะไรคือโอเวอร์โว้ก (Over Woke) 

ตอนนี้สิ่งที่เกิดขึ้นคือ คนไทยเรียนรู้มากขึ้นว่า อ๋อ สิ่งไหนผิดสิ่งไหนถูก เราพยายามที่จะเรียกร้องว่ามันต้องมีแบบนี้สิ มีแบบนั้นสิ เพราะฉะนั้นผู้ผลิตหรือนักแสดงหลายๆ คนเลยจำเป็นต้องออกมาพูดเพราะรู้สึกว่า เพื่อให้เกิดการรับผิดชอบต่อสิ่งที่เขาจัดการอยู่ สิ่งที่เขาทำอยู่ 

เพราะกลัวทัวร์ลงหรือเปล่า

ก็ไม่เสมอไปนะ บางคนก็กลัวทัวร์ บางคนก็ทำไปโดยที่ไม่เห็นจะต้องมีทัวร์ก็ทำ ต๋องไม่เห็นจะมีทัวร์เข้าเลย ก็แค่อยากทำเลยทำ ต่อให้วันนี้ไม่ได้ทำงานในวงการวายก็ยังอยากสนับสนุนอยู่

ต๋องว่าไม่กดดันดีกว่า ไม่กดดันแล้วก็ไม่คาดหวัง สิ่งที่ทำมันคือปัจเจกบุคคล ถ้าเขาอยากที่จะทำ ให้เขาทำเพราะความอยากของเขาเอง สิ่งไหนที่คนทำขึ้นมาด้วยการที่ถูกกดดันและไม่เป็นตัวเอง คนดูมันดูออก บางคนที่ออกมาเรียกร้องก็เพราะสังคมด่า สังคมกดดันให้ต้องออกมาพูด

ทำวันนี้เราทำงานในรูปแบบที่คุณไม่ได้เป็นฝ่ายสื่อสารฝ่ายเดียว ต่างคนต่างให้ต่างรับ ต่างสื่อถึงกัน เราต้องมารับฟังเสียงคนดูมากขึ้น เมื่อก่อนอาจจะไม่ได้ฟังเสียงคนดูเพราะเราทำอะไรไปคนดูก็รับ แต่วันนี้สังคมมันโตมากขึ้น สังคมเรียนรู้และเข้าใจมากขึ้น เราก็ต้องรับให้ได้ ตามให้ทัน เราต้องเรียนรู้สังคมให้ทันเหมือนกัน

ต๋องอยากขับเคลื่อนเองอยู่แล้ว

ผมรู้สึกว่าอยากทำ มันไม่ใช่เรื่องไกลตัวอะไรเลย อะไรที่เราเห็นว่ามันอยุติธรรมหรือไม่โอเค แล้วอยู่ใกล้ตัวเรา เราก็รู้สึกว่าอยากออกมาพูด แค่นั้นเลย ไม่ได้เกี่ยวกับการที่เป็นนักแสดงวาย

ในเมื่อความหลากหลายในสื่อวายมีมากขึ้น คิดว่าอนาคตจะมีตัวอักษรอื่นมาเป็นตัวละครหลักไหม

นั่นน่ะสิ ยุคหนึ่งเราเคยคิดว่ามันจะมีอย่างอื่นไหม แล้วเราก็พบว่า มันมี L (Lesbian) เข้ามาแล้ว ดังมากด้วย ตอนนี้เอนเกจ (การมีส่วนร่วม ; Engagement) สูงกว่าบอยเลิฟเป็นสิบเท่าเลยด้วยซ้ำมั้งครับ (น้ำเสียงตื่นเต้น)

อนาคตเป็นไปได้ไหม (นิ่งคิด) ถ้าถามในมุมมองต๋องเหรอ ดราม่าแน่เลย ต๋องว่าคนไม่ซื้อเท่าไหร่ ถามว่ามีคนทำไหม อาจจะมีคนทำ แต่ถ้าเป็นตัวนำเลยคนไม่ค่อยซื้อ มันเป็นเรื่องที่น่าสงสารมากเหมือนกันที่ต้องทำบทที่ยังติดอะไรบางอย่าง ยกตัวอย่างเช่น พูดตรงๆ เลยนะ จะเอาเกย์ออกสาวหรือตุ๊ดเป็นตัวหลักของเรื่องยังต้องทำให้ตลก เป็นสีสัน เป็นภาพจำแบบนั้นอยู่ แต่มันก็มีบางเรื่องนะที่เขาเล่นออกมาแบบออกสาว เป็นเฟมินีน (ความเป็นหญิง ; Feminine) เต็มๆ เลย คนชอบมันก็มี มันอยู่ที่การพัฒนาและการเล่าของโปรดักชันด้วยว่าทำยังไงให้ออกมาดี

ต๋องคาดหวังมาก อยากเห็นตัวอักษรอื่นเขาได้โลดแล่นเป็นตัวนำจริงๆ ของเรื่องบ้าง อยากเห็นทรานส์ อยากเห็นการพูดถึงไบเซ็กชวล (Bisexual) อยากเห็นการพูดถึงอินเตอร์เซ็กส์ (Intersex) ที่อยู่ในเรื่องเหมือนกัน คิดดูสิว่าถ้าเราเจออินเตอร์เซ็กส์ในเรื่องมันจะน่าสนใจแค่ไหน เขาเติบโตมาด้วยความซัฟเฟอร์ (ความทุกข์ทรมาน ; Suffer) แค่ไหน เลิฟไลน์ของเขาจะเป็นยังไง ถ้ามีอินเตอร์เซ็กส์ในเรื่องน่าสนใจมากนะ แต่คนดูอาจจะต้องค่อยๆ เรียนรู้กัน เพราะคนดูไม่สามารถรับได้ ซึ่งไม่ใช่ความผิดคนดู ผมไม่ได้บอกว่าคนดูผิด แต่ทุกวันนี้ความเข้าใจเรื่องเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศมันยังไม่ได้แพร่กระจายเข้าใจกันทุกคน คนรับรู้ว่ามีกลุ่มคนหลากหลายทางเพศอยู่ แต่มีแบบไหนบ้าง เป็นยังไงบ้าง เจออะไรอยู่บ้าง มันยังไม่ทั่วถึง 

ใช้คำว่าคนรับรู้ยังไม่ได้เข้าใจดีกว่า

บทเควียร์เสตรทเล่นได้ไหม เพราะบางคนบอกเล่นดีก็พอแล้ว แต่บางคนบอกว่าควรเปิดโอกาสให้เควียร์มาเล่น

เนอะ (ยิ้ม) แต่ในมุมมองของเราการทำซีรีส์ ภาพยนตร์ หรือคอนเทนต์ออนไลน์เอง ความเหมาะสมเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดโดยตัดเรื่องเพศออกไป มันอยู่ที่ความเหมาะสมของโปรดักชันนั้น เราจะเหลือแค่ตัวละครนั้นคุณเหมาะสมจะเล่นไหม มีความเหมาะกับตัวละครนั้นหรือเปล่า คุณจะเป็นชายแท้ก็ได้ ถ้าสามารถเล่นและเข้าถึงตัวละครนั้นได้ คุณจะเป็นกลุ่มคนหลากหลายทางเพศก็ได้ ถ้าคุณมีบุคลิกท่าทางเหมาะสมกับบทนั้น คุณก็เล่นได้

ต๋องไม่ได้รู้สึกว่าสเตรทจะมาเล่นบทเกย์ไม่ได้ หรือเกย์จะเล่นบทสเตรทไม่ได้ สามารถเล่นได้เลย ณ วันนี้นะ อย่างที่ผมบอกไป วายมันเริ่มต้นจากความเป็นชายแท้ คนอินกับความเป็นชายแท้ แต่ปัจจุบันเราเห็นการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น เห็นคนดูเปิดรับคนที่มีความเฟมินีนบ้าง หรือคนที่เป็นตัวอักษรอื่นบ้างแล้วเหมือนกัน เราก็เลยเห็นว่ามันมีโอกาสตรงนี้มากขึ้นนะ

มันก็มีซีรีส์หลายๆ เรื่องเหมือนกันที่ให้คนที่เฟมินีนมากๆ มาเล่นเป็นผู้ชาย แล้วคนก็ไปบอกเขาว่า ดูแล้วไม่อินเลยเพราะตัวจริงสาวไป เรารู้สึกว่ามันน่าสงสารเหมือนกัน เรายังไม่เปิดโอกาสให้น้องได้เริ่มแสดงเลยด้วยซ้ำ แต่ต๋องเชื่อนะว่าในอนาคตมันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นตรงที่ว่า บทที่ได้รับแต่ละบทมันขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพศ

ถ้าไม่ใช่ LGBTQIA+ แล้วจะมาทำงานในอุตสาหกรรมวาย ต้องมีความเข้าใจมากแค่ไหน

อย่างที่ต๋องบอกไป วายของไทยเริ่มจากการเอาผู้ชายกับผู้ชายมาทำกิจกรรมร่วมกัน มาเล่นซีรีส์ด้วยกันโดยที่เขาไม่ได้รู้จักอะไรอยู่แล้วตั้งแต่แรก เพราะวัฒนธรรมวายมันเริ่มมาจากความบันเทิงเริงใจ ทำขึ้นเพื่อความสุข ความฟินของคนดู แต่วันนี้มันแมส มันไม่ได้อยู่แค่ในกลุ่มคนดูเฉพาะกลุ่มเล็กๆ มันแมสจนคนเห็นว่า โห คนเล่นวายได้เป็นแบรนด์แอม (Brand Ambassador) ขึ้นเทรนด์ตลอด สื่อทุกสื่อมารุม พอมันแมสมากขึ้น การรับรู้ของผู้คนก็กว้างขึ้น การรับผิดชอบต่อสังคมก็มากขึ้นตาม เพราะวันนี้คุณไม่ได้ให้ความสุขแค่คนเฉพาะกลุ่ม แต่คนหมู่มากเข้าถึง เขากำลังรับรู้ในสิ่งที่คุณทำอยู่

หน้าที่ของคนทำงานในตอนนี้คือ ถ้าไม่สามารถขับเคลื่อนหรือช่วยเหลืออะไรสังคมได้ อย่างน้อยคุณต้องเข้าใจและไม่สร้างภาพจำที่ผิดให้กับสังคม เช่น รู้ว่าคำพูดหรือพฤติกรรมอะไรบ้างที่ควรเลี่ยง คำพูดอย่าง สายเหลือง หรือพฤติกรรมอย่างเอามือจกตูดที่แต่ก่อนเด็กๆ เล่นกัน เมื่อก่อนมันดูเป็นปกติแต่เดี๋ยวนี้มันน้อยลงเพราะคนเริ่มเข้าใจว่ามันไม่ถูกไม่ควร

ถ้าเป็นสเตรทแล้วเข้ามาทำงานตรงนี้ เล่นบทวาย ในมุมมองของการเป็นนักแสดงคือ เวลาเราจะไปเล่นหนังหรือเล่นละครอะไรก็ตาม เราต้องทำความเข้าใจตัวละครอยู่แล้วใช่ไหม เราต้องทำความเข้าใจตัวละครว่าเป็นใคร โตมายังไง ใช้ชีวิตยังไง พื้นเพตัวละครเป็นยังไง มันหมายความว่าคุณก็ต้องเรียนรู้เขาอยู่แล้วส่วนหนึ่ง

บ้านเรามีคู่จิ้นที่ขายได้ รับงานโฆษณาคู่กัน แล้วมันมีคำถามจากสังคมว่าทำแบบนี้ ‘เควียร์เบตติ้ง (Queerbaiting)’ หรือเปล่า ต๋องคิดอย่างไรกับเรื่องนี้

เควียร์เบตติ้ง คือ การเอาอัตลักษณ์ของกลุ่มคนที่เป็นบุคคลหลากหลายทางเพศมาหากินในสังคม มาจิ้นกันให้รู้สึกว่าพวกคุณชอบกันมากๆ อันนี้คือนิยามคำพูดของคนเนอะ แต่สำหรับผม ถ้ามองย้อนกลับไปจริงๆ วัฒนธรรมวายมันคือการที่คนมีความสุขกับการได้เห็นคู่ที่ตัวเองชอบพัฒนาความสัมพันธ์ร่วมกัน ผมรู้สึกว่าถ้ามันอยู่ในจุดที่พอดีมันคือการสร้างความสุขให้กับคนดู แต่ต้องดูด้วยว่าทำไปด้วยความจริงใจแค่ไหน

มันยังมีเส้นบางๆ อยู่ระหว่างเควียร์เบตติ้งกับการสร้างความสุขให้กับคนดู (ทำมือประกอบ) ถ้าวันนี้เราไม่ขายจิ้นเลย ไม่เควียร์เบตเลย ในแง่ธุรกิจก็ไม่มีคนซื้อนะ ถูกไหม มันน้อยมากที่จะไม่ขาย อย่างน้อยมันจะมีองค์ประกอบอะไรบางอย่างที่ทำให้คุณรู้สึกว่าเขาห่วงใยกัน ที่ผ่านมามันมีคู่จิ้นบางคู่เหมือนกันที่ทำตัวไม่ถูก ตั้งคำถามว่าเราทำได้แค่ไหนวะ ไม่รู้ว่าทำได้แค่ไหนที่คนดูจะไม่รู้สึกว่ากำลังทำธุรกิจอยู่ แต่สุดท้ายมันก็ต้องกลับมาที่ปัจเจกบุคคลอีกทีว่า เขาเข้าใจแค่ไหนว่าสิ่งที่ทำอยู่คืออะไร ต๋องเชื่อว่ามันยังมีอยู่ทั่วไปเลยไม่ว่าจะเป็นบอยเลิฟหรือเกิร์ลเลิฟก็ตาม มันมีอยู่ทั่วไปแต่ไม่ใช่ทุกคู่ มันมีความพยายามหาความพอดีกันอยู่ 

สำหรับคนที่กังวลเรื่องเควียร์เบต ต้องขอโทษไว้ก่อนเลย ณ วันนี้ผมไม่อาจเป็นตัวแทนของกลุ่มคนวายได้หรอก แต่ถ้าเป็นตัวผมเอง เรากำลังหาความพอดี ต๋องเชื่อว่าหลายๆ บริษัทที่เขามีความรับผิดชอบต่อสังคมก็พยายามที่จะหาความพอดีอยู่เหมือนกัน ว่าตรงไหนที่มันจะออกมาเป็นเพียงการทำงานที่ไม่ได้เรียกว่าเควียร์เบต

พอมีเกณฑ์คร่าวๆ ไหมว่าแบบไหนเข้าข่าย

เควียร์เบตมันคืออะไรก็ตามที่เราทำกับแฟนแต่อันนี้เขาไม่ใช่แฟนเราจริงๆ เช่น ถ้าวันนี้คุณบอกทั้งโลกเลยว่าเป็นแฟนกัน แต่เราไม่ได้เป็นแฟนกันเลย หรือ ไม่ได้อยู่ในซีรีส์แต่จูบกันแบบดูดดื่ม แล้วความจริงคือไม่รู้สึกอะไรต่อกันเลย

ถ้าเป็นมิตรภาพ เป็นการห่วงใยกัน เช่น ฉันห่วงใยเธอ เธอห่วงใยฉัน เพราะเราทำงานด้วยกันทุกวัน เป็นคู่จิ้นที่ต้องทำงานด้วยกันทุกวัน มันก็เป็นเรื่องปกติที่ต้องห่วงใยกันบ้าง ดูแลกันบ้าง ผมรู้สึกว่าอันนี้เป็นเรื่องปกติ จะมานั่งจับผิดว่าเควียร์เบตหรือเปล่ามันกดดันเกินไป คนทำงานจะรู้สึกว่านี่เราถูกจับผิดอยู่หรือเปล่าวะ (ทำสายตาล่อกแล่ก)

บทบาทของวายไทยในตลาดสำหรับการเป็นซอฟพาวเวอร์คืออะไร ต้องปรับหรือพัฒนาอะไรไหม

อย่างแรกเลย ต๋องรู้สึกว่าซีรีส์วายไทยไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนอะไรมากหรอก สิ่งที่เราเป็นอยู่มันทำให้คนต่างชาติชอบ คนต่างชาติสงสัยว่า เอ๊ะ คนไทยมีอย่างงี้ด้วยเหรอ ประเทศคุณเป็นอย่างนี้เหรอ มีผลไม้แบบนี้ด้วยเหรอ มีสถานที่ท่องเที่ยวอย่างนี้ มีอาหารการกินอย่างนี้ด้วยเหรอ เขาเลยสงสัย เขาสนใจ เขาอยากมา เขาอยากร่วมประสบการณ์ที่เรามีอยู่แล้ว

อย่างที่สองคือ ในฐานะ THACCA และรัฐบาลเอง อย่างที่บอกไปว่าค่านิยม วัฒนธรรม สินค้าและบริการเหล่านี้มันถูกส่งผ่านเครื่องมือที่เรียกว่าซีรีส์วาย มันถูกส่งไปยังใจคนดูแล้ว สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือ สร้างความต่อเนื่องให้กับมัน วันนี้เรามีงบประมาณในการลงทุนทั้งกับกลุ่มคนที่เป็นผู้เล่นรายใหม่ หรือกลุ่มเดิมที่มีอยู่แล้ว เรามีโครงการช่วยเหลือให้เกิดการเรียนรู้ หาคอนเนคชัน มีพื้นที่ให้กับตลาดไทยและตลาดโลก พากลุ่มผู้ผลิตและซีรีส์วายหลายเรื่องไปฉายในตลาดโลกตามเทศกาลรางวัลต่างๆ

THACCA วันนี้เป็นองค์กรที่ไม่ได้อยู่ใต้รัฐบาล 100% จึงต้องมีคณะกรรมการทำงาน สิ่งที่เราต้องทำคือ พยายามหากลยุทธ์ นโยบาย และยุทธศาสตร์นการทำงานร่วมกัน ขีดเส้นหาข้อตกลงร่วมกันว่าทำอะไรได้บ้าง วันนี้มันเพิ่งเริ่มต้น แต่ต๋องดีใจมากที่วันนี้เมืองไทยเรามีตรงนี้ขึ้นมา เพราะต่างชาติมีมานานแล้ว ฮอลลีวูดอเมริกามีมากี่สิบปีแล้ว เกาหลีมีมากี่ปีแล้ว ไทยเราเพิ่งมี แต่อย่างน้อยเราก็มี ต๋องดีใจที่คนเริ่มใส่ใจมากขึ้น อย่างน้อยๆ คุณอาจจะเข้าใจผิดแต่ก็เริ่มใส่ใจซอฟท์พาวเวอร์แล้ว พอใส่ใจมันปุ๊บ เดี๋ยวคนจะเริ่มหาความถูกต้องกับมันเอง ว่าสุดท้ายแล้วซอฟท์พาวเวอร์คืออะไร วันนี้สื่อต่างๆ เองก็พยายามหาข้อมูลใช่ไหมครับ ว่ามันคืออะไรนะ นี่คือสิ่งที่ผมดีใจที่มันเริ่มมีการจุดประเด็นนี้ขึ้นมา

ในอนาคตอยากให้คนมองภาพวายไทยเป็นแบบไหน

เราอยากให้คนมองว่านี่คือสื่อบันเทิงสื่อหนึ่ง ไม่ใช่แค่ผู้ชมซีรีส์วายแต่เป็นผู้ชมทุกกลุ่ม อยากให้เขามองว่าวายเป็นสื่อบันเทิงสื่อหนึ่งเท่านั้นเอง อาจจะเป็นแนวสืบสวน แนวผี แนวโรแมนติกดราม่าอะไรก็แล้วแต่

มีบางคนพอเป็นวายแล้วไม่ดู

ใช่ (ลากเสียง) เป็นเรื่องปกติ บางคนก็ไม่ดูหนังผีเพราะเขาไม่ชอบดูหนังผี บางคนก็ไม่ดูหนังดราม่า บางคนไม่ดูหนังสารคดี เป็นเรื่องปกติ ผมว่ามันคือรสนิยมส่วนบุคคล แล้วแต่คนว่าชอบดูหรือไม่ชอบดูอะไร

ในอนาคตก็อยากให้ภาพจำของวายเป็นภาพลักษณ์เชิงบวกมากขึ้น คนไม่ได้ดูแล้วอี๋ อย่างหนังสารคดีเราไม่ได้ดูเราก็ไม่ ‘ยี้’ นะ คนไม่ดูสารคดีไม่ได้ไม่ดูเพราะยี้ แต่ไม่ดูเพราะมันอาจจะน่าเบื่อสำหรับเขา เขาชอบอะไรที่บันเทิงมากกว่า แต่วันนี้วายที่บางคนไม่ดูไม่ใช่ไม่สนุก แต่คนมันยี้อะ ในอนาคตมันก็ไม่จำเป็นต้องดูหรอก ถ้าไม่ชอบคุณไม่ต้องดูก็ได้ แต่อย่างน้อยคุณต้องไม่ยี้กับมัน

Fun Fact

มีซีรีส์วาย 3 เรื่องด้วยกันที่พูดถึงกฎหมายสมรสเท่าเทียม คือ 1) Cherry Magic 30 ยังซิง 2) ชอกะเชร์คู่กันต์ A Boss and a Babe และ 3) ความรักเขียนด้วยความรัก ซึ่งมาก่อนพ.ร.บ.สมรสเท่าเทียมจะบังคับใช้ในต้นปีหน้าเสียอีก

อ้างอิง

งานเสวนา “ยูริ-แซฟฟิก ยาโออิ-บอยส์เลิฟ : วรรณกรรมข้ามพรมแดนญี่ปุ่น – ไทย จากอดีต สู่ปัจจุบัน และอนาคต”