“สังคมชอบบอกว่า ‘คนเราต้องเป็นตัวของตัวเอง’ แต่สังคมเชื่อแบบนั้นจริงไหม?”
นี่คือคำถามจาก ริงโกะ มิโมซา นักเขียนและนักแปลชาวไทย ที่นิยามตัวเองว่าเป็นผู้หญิงข้ามเพศรักหญิง (Trans Woman Lesbian)
สำหรับริงโกะ เธอชอบคำว่า ‘เป็นตัวของตัวเอง’ เพราะการได้เป็นตัวเองเป็นเรื่องที่ดี แต่ความเป็นจริงกลับสะท้อนให้เห็นเสมอว่า สังคมยังคนมีอคติและกรอบหลายๆ อย่างที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตัดสินคนทุกคน จนทำให้หลายๆ คนไม่สามารถเป็นตัวของตัวเอง
บนเวที Unmute the Truth ในงาน GIRL Talks 2025 : UNMUTE — ปลดล็อคเสียงของหญิงรักหญิง เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 ริงโกะจึงขึ้นมาเล่าประสบการณ์ของตัวเองในฐานะคนที่ถูกกำหนดเพศตอนเกิดว่าเป็นผู้ชาย แต่โตมาเป็นผู้หญิงข้ามเพศ (Trans Woman) ที่รักผู้หญิง (Lesbian) ว่า จะต้องเจออคติอะไรจากการที่สังคมมีกรอบและบรรทัดฐานเรื่องเพศให้กับทุกคนในสังคม
และต่อให้อยู่ในสังคมเพศหลากหลายด้วยกัน กรอบที่ถูกสร้างขึ้นก็ยังคงทำร้ายเธอไม่ต่างกัน
ระบบสองเพศ (Gender Binary) กรอบที่จับคนทั้งโลกใส่แค่ 2 กล่องตามเพศกำหนดเท่านั้น
ตอนเป็นเด็ก ริงโกะไม่รู้จักคำว่าผู้หญิงข้ามเพศ ไม่รู้ว่าตัวเองต้องเป็นแบบไหน เป็นอะไร แต่เพราะการมีเพศกำหนดชาย โดยอ้างอิงจากโครโมโซม ทำให้ถูกขีดเส้นรอบตัวว่าจะต้องทำตัวเป็นผู้ชายอย่างที่สังคมกำหนดไว้ เช่น จะต้องมีความเป็นผู้นำ ต้องเข้มแข็ง ต้องไม่ร้องไห้

และเมื่อไหร่ที่ทำตัวนอกกรอบออกไป ก็จะโดนแปะป้ายว่าเป็น ‘ชายที่ไม่เป็นชายมากพอ’
เส้นรอบตัวที่กำหนดบทบาทให้กับริงโกะในตอนเด็ก มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า บทบาททางเพศ (Gender Role) ถูกสร้างเพื่อให้คนมีพฤติกรรมและปฏิบัติตัวตามความคาดหวังที่สังคมมีให้เพศนั้นๆ เช่น หากเป็นผู้ชายก็ต้องเป็นช้างเท้าหน้าเพราะมีพละกำลังมาก หากเป็นผู้หญิงก็ต้องอบรมเลี้ยงดูลูกที่บ้านเพราะมีความนุ่มนวล
การที่ริงโกะเปิดดูการ์ตูนสาวน้อยเวทมนตร์ การ์ตูนที่สังคมบอกว่าเป็นการ์ตูนเด็กผู้หญิง จึงทำให้เธอโดนคุณอาผู้ชาย ผู้อยู่ในกรอบของเพศชายอย่างเคร่งครัด เดินมาปิดทีวีและถามริงโกะว่า “ดูการ์ตูนอะไร เป็นผู้ชายหรือเปล่า ทำไมดูการ์ตูนแบบนี้”

การที่สังคมแสดงความคาดหวังต่อเพศชายและเพศหญิงอย่างแตกต่างกันผ่านบทบาททางเพศ ทำให้เพศหญิงและเพศชายมีสถานะทางสังคมที่แตกต่างกัน อาทิ การที่สังคมเชื่อว่าเพศชายเป็นเพศที่มีภาวะความเป็นผู้นำ ส่งผลให้ในพื้นที่สาธารณะอย่างพื้นที่ทางการเมืองมีสัดส่วนนักการเมืองชายมากกว่านักการเมืองหญิงอย่างเห็นได้ชัด นำไปสู่การกีดกันและการเลือกปฏิบัติทางเพศ (Gender Discrimination)
ซึ่งบทบาททางเพศไม่ใช่สิ่งที่จู่ๆ ก็ถูกตั้งขึ้นมาโดยตัดสินจากโครโมโซม X และ Y แต่มาจากสิ่งที่เรียกว่า ‘ระบบสองเพศ (Gender Binary)’ ระบบที่เพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นาน แต่ครอบงำคนทั้งโลกจนทำให้เสียงของหลายๆ คนถูกผลักไสจากสังคม
ระบบสองเพศ เป็นระบบที่เชื่อว่าโลกใบนี้มีแค่ 2 เพศเท่านั้น คือ เพศชายและเพศหญิง ซึ่งเพิ่งถือกำเนิดในช่วงศตวรรษที่ 17 และถูกแพร่กระจายไปทั่วโลกจากการล่าอาณานิคม โดยมาเรีย ลูโกเนส (María Lugones) นักปรัชญาสตรีนิยมและศาสตราจารย์ด้านวรรณคดีเปรียบเทียบและสตรีศึกษา อธิบายว่า ชาวตะวันตกผิวขาวหยิบเอาแนวคิดเรื่องเพศและเชื้อชาติไปเผยแพร่ให้กับประเทศที่ตัวเองเข้าไปล่าอาณานิคม และใช้ชุดความคิดนี้ในการควบคุมชนพื้นเมือง กำหนดให้มีระบบสองเพศ และกำหนดชนชั้นทางสังคม (Social Hierarchies) ทำให้ผู้หญิงถูกกำหนดให้เป็นรองผู้ชายในทุกๆ ด้าน ไม่สามารถมีที่ดิน มีอำนาจ และต้องอยู่ภายใต้การดูแลของผู้ชายเท่านั้น
การที่สังคมถูกครอบงำด้วยระบบสองเพศ ยังส่งผลให้คนที่ไม่ได้นิยามว่าตัวเองเป็น 1 ใน 2 เพศกลายเป็นเรื่องผิดปกติทางสังคมเพราะไม่ได้อยู่ในกรอบที่วางไว้ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ก่อนระบบสองเพศถูกกำหนดขึ้น มีตัวอย่างที่ชี้ชัดว่ามีการพูดถึงกลุ่มเพศที่ไม่ใช่ชายและหญิงอีกหลายกลุ่ม เช่น ชนเผ่านาวาโฮ ชนพื้นเมืองอเมริกา ที่มีทั้งชายตรงเพศ หญิงตรงเพศ ชายข้ามเพศ หญิงข้ามเพศ และ Two-spirit
แม้แต่ทางวิทยาศาสตร์ แคลร์ เอนส์เวิร์ธ (Claire Ainsworth) ได้บอกไว้ในวารสารเนเจอร์ (Nature Magazine) วารสารวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกว่า “เพศ คือ สเปกตรัม” และการที่จะระบุตัวตนบุคคลว่าเป็นหญิงหรือชายด้วยการตัดสินจากโครโมโซมกับอวัยวะเพศยังเป็นการลบตัวตนของคนที่เกิดมาพร้อมลักษณะทางเพศที่ไม่เป็นหญิง-ชายอย่างชัดเจน หรืออินเทอร์เซ็กซ์ (Intersex) อีกด้วย
เพศ คือ สเปกตรัม (Spectrum) จึงมีมากกว่า 2 มิติ
ริงโกะรู้สึกว่าความเป็นชาย (Masculinity) ช่างเปราะบางเหลือเกิน เพียงออกนอกกรอบนิด เกินเส้นหน่อย ก็ถูกตีตราจากสังคมทันที ริงโกะเลยรู้ตัวว่า ตนไม่อยากรับเอาความเป็นชายมาใช้ ไม่อยากอยู่ภายใต้เส้นแบ่งนี้ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นเพศอะไรเพราะกำลังค้นหาตัวตน เธอจึงต้องทนเจ็บปวดกับการอยู่ในกรอบของการเป็นผู้ชายที่สังคมบอกให้เป็น
พอโตมาอีกหน่อย ริงโกะมีเพื่อนที่เริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองให้สวยขึ้น เรียกตัวเองว่ากะเทย และระบุชัดเจนว่าชอบผู้ชาย ชวนไปอยู่ในกลุ่มเพื่อนกะเทยด้วยกัน สำหรับริงโกะ เธอรู้สึกสบายใจและปลอดภัยที่จะอยู่กับเพื่อนๆ กลุ่มนี้ เพราะริงโกะไม่จำเป็นจะต้องแสดงออกถึงความเป็นชายอย่างที่สังคมคาดหวังไว้
แต่โลกไม่ได้ใจดีขนาดนั้นสำหรับคนที่กำลังค้นหาตัวตน ต่อให้สังคมเริ่มรู้จักเพศหลากหลายมากขึ้น ก็ไม่ได้แปลว่ารู้จักและเข้าใจมากพอที่จะโอบรับทุกคน เพราะในยุคนั้นที่ริงโกะกำลังค้นหาตัวตน สังคมรู้จักแค่ ‘รักร่วมเพศ’
หากเพศกำหนดเป็นชาย จะเป็นได้แค่เกย์กับกะเทย หากเพศกำหนดเป็นผู้หญิง ก็จะเป็นได้แค่ทอมกับดี้
สำหรับกะเทย ภาพจำในสื่อมักจะเป็นเพศที่มีอุปนิสัยร่าเริง ทำตัวดี๊ด๊า ตลก และกรี๊ดผู้ชาย แต่ริงโกะเป็นอินโทรเวิร์ต เงียบขรึม เรียบร้อย เธอมองว่าตัวเองไม่แมน แต่ก็ไม่ออกสาว และไม่ได้ชอบผู้ชาย ริงโกะจึงถูกตั้งข้อหาจากคนรอบตัวว่าเธอเป็น ‘กะเทยที่ไม่เป็นกะเทยมากพอ’
มิหนำซ้ำ ยังถูกกล่าวหาว่าเป็น ‘เกย์แอบ’ ที่มาอยู่ในกลุ่มเพื่อนกะเทยอย่างไม่บริสุทธิ์ใจ ทั้งที่เธอแค่อยากเป็นเพื่อนกับเพื่อนๆ กะเทยเท่านั้น
“เรารู้ตัวมาตลอดว่าตัวเองไม่เคยชอบผู้ชาย เราชอบผู้หญิง แต่เรามีสำนึกทางเพศเป็นผู้หญิง เราอยากแปลงเพศ เราอยากสวยขึ้น”
การที่สังคมไม่เข้าใจความหลากหลายทางเพศอย่างแท้จริง เป็นเพราะสังคมยังคงยึดโยงกับระบบสองเพศอย่างเหนียวแน่น ต่อให้มีคำว่ารักร่วมเพศเพิ่มขึ้นมา ก็ยังคงมีกรอบว่าต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในความสัมพันธ์ที่มีความเป็นชายมากกว่า ส่วนอีกฝ่ายมีความเป็นหญิง (Femininity) มากกว่า

คิวเบเล่ย์ คณาสิต พ่วงอำไพ นอนไบนารี นักปฏิวัติระบบสองเพศ อธิบายว่า เมื่อไหร่ที่มีการพูดเรื่องเพศเกิดขึ้น สังคมไทยมักเข้าใจเพียงมิติเดียว คือ ‘เพศกำเนิด’ แต่จริงๆ แล้วเพศมีถึง 5 มิติด้วยกัน และถูกเรียกว่า ‘SOGIESC’ ซึ่งใช้เป็นกรอบความคิดในการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องเพศ ประกอบไปด้วย
🧡Sex Characteristics (SC) : เพศสรีระ ดูจากตอนเกิดว่าร่างกายเราเป็นชาย หญิง หรือเพศกำกวม (Intersex)
💛Gender Expression (GE) : เราแสดงออกทางเพศแบบไหน
💚Sexual Orientation (SO) : รสนิยมทางเพศ จากความรู้สึกว่าดึงดูดกับใคร โดยแบ่งออกเป็นอีก 2 มิติย่อย คือ ดึงดูดทางกาย และดึงดูดทางใจ
🩷Gender Identity (GI) : อัตลักษณ์ทางเพศ เรารู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร ชาย หญิง หรือไม่ใช่ทั้งสอง
“เรารู้สึกว่ามันเป็นผลจากแนวคิดปิตาธิปไตย (Patriacrchy) ที่ครอบหัวคนทุกคน แม้กระทั่งตัวเราเอง ทำให้เราเชื่อว่า ถ้าผู้หญิงจะทำอะไรก็ต้องทำเพื่อผู้ชาย ถ้าจะแปลงเพศ ก็เพื่อผู้ชาย แต่จริงๆ แล้วผู้หญิงเราอยากดูดีขึ้นเพื่อตัวเอง”
ริงโกะสับสนอยู่กับตัวเองอยู่นาน จนท้ายที่สุด เพื่อนคนหนึ่งของริงโกะบอกว่าถ้ามีสำนึกทางเพศว่าตนเป็นผู้หญิง แล้วรักผู้หญิง ก็ไม่ผิดอะไร เพราะมันคือตัวตนของริงโกะ เธอจึงเข้าใจในท้ายที่สุดว่า ตัวเอง คือ ผู้หญิงข้ามเพศรักหญิง
ทว่า ต่อให้ริงโกะเข้าใจตัวเอง ไม่ได้แปลว่าคนในสังคมเข้าใจ เธอยังโดนตั้งคำถามอยู่เสมอว่า “เธอเป็นหญิงรักหญิงจริงเหรอ?” โดยตัดสินจากเพศกำหนด จากสรีระทางเพศ จากน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำ ซึ่งหากคนในสังคมเข้าใจหลัก SOGIESC มากขึ้น อาจทำให้ความเข้าใจผิดในสังคมค่อยๆ หายไป และทำให้กลุ่มเพศหลากหลาย (LGBTQIA+) ในอนาคตเผชิญหน้ากับอคติทางเพศน้อยลง
“ไม่ว่าเพศสภาพหรือเพศกำหนดของเราจะเป็นอย่างไรก็ตาม บทบาททางเพศเป็นสิ่งที่สังคมกำหนดขึ้น แต่ไม่มีอะไรสามารถกลบเสียงที่แท้จริงของเราได้” ริงโกะทิ้งท้าย
อ้างอิง
