‘จักรวาลนักถอดเทป’ เรื่องราวของคนทำอาชีพถอดเทป ที่ประกอบด้วยคุณแม่ตาบอด หญิงสาวที่รักการพิมพ์มากกว่าพูด และ มนุษย์ที่เชื่อในการฟัง

“ยกงานถอดเทปให้เราแล้วคุณออกไปใช้ชีวิต คือ สโลแกนของเรา ลูกค้าออกไปทำงานหรือของตัวเองได้เลยเพราะส่วนถอดเทปเราจะทำให้เอง งานถอดเทปมีลูกค้าหลากหลาย ทั้งสื่อมวลชนอย่าง บีบีซีไทย (BBCThai) เดอะสแตนดาร์ด (The Standard) อาจารย์มหาวิทยาลัย องค์กรต่างชาติ ไลฟ์โค้ชก็มี เราทำหน้าที่เป็นคนตรงกลางฟังเสียงและแกะเสียงให้เขา จากนั้นเขาก็จะเอาสิ่งที่เราเขียนไปพัฒนาในงานของเขาต่อ”

‘ติ๊กต็อก – หัทยา ภูดี’ เล่าให้เราฟังคร่าวๆ ถึงวิธีการทำงานของ ‘นักถอดเทป’

แม้ใครหลายคนจะไม่ชอบงาน ‘ถอดเทป’ เพราะมันทั้งน่าเบื่อ ใช้เวลานาน และซ้ำซาก แต่ยังมีคนบางกลุ่มที่หยิบมาทำเป็นอาชีพหาเลี้ยงตัวเองได้ บางคนถึงขั้น ‘รัก’ การทำงานนี้ เพราะมากไปกว่านั้นสิ่งที่ได้จากการฟังอาจจะไม่ใช่แค่เงิน แต่มันคือประตูไปสู่โลกใบใหม่ที่ใครๆ อาจไม่รู้มาก่อนเลยอีกด้วย

Mutual พาไปรู้จักอาชีพ ‘นักถอดเทป’ ตัวกลางในการเปลี่ยนจาก ‘เสียง’ ไปสู่ ‘ตัวอักษร’ ที่กลายมาเป็นสื่อต่างๆ ให้เราได้เห็นกันในทุกวันนี้ ผ่าน 3 ชีวิตที่ทำอาชีพนี้ ผ่านเนื้อหาถัดไปที่มีความยาวประมาณ 6 นาที

00.00-02.30 นักถอดเทปตาบอดที่เป็นทั้งคนขายลอตเตอรี่, AI Trainer, และแม่ของลูก

ในแต่ละวันคนหลายคนอาจเลือกทำงานเพียง 1 งาน แต่สำหรับ ‘ทิพย์ – นันทัชพร ประทุมวงศ์’ หนึ่งวัน ของเธอคือการได้ทำงานมากถึง 3 งานทั้ง AI Trainer (คนฝึกปัญญาประดิษฐ์) ขายลอตเตอรี่ และงานถอดเทปอีกด้วย ทุกอาชีพของเธอใช้เลี้ยงดูทั้งตัวเองและลูกสาวตัวน้อยของเธอ

ทิพย์เข้าสู่วงการถอดเทปช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด 19 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ต้องอยู่บ้านโดยงานนี้เป็นงานที่มีรุ่นพี่แนะนำมาให้ทำอีกที ประจวบกับเป็นคนที่ใช้คอมพิวเตอร์ในชีวิตประจำอยู่แล้วทำให้ทิพย์เริ่มต้นงานได้อย่างง่ายดาย หลังจากนั้นเป็นต้นมางานถอดเทปก็เป็นงานที่เธอทำมาอย่างต่อเนื่อง จนสามารถตั้งทีมนักถอดเทปด้วยกันกับเพื่อนๆ ของเธอได้

“เราชอบตรงที่ลูกค้าส่งงานถอดเทปมา แล้วมันเป็นเหมือนข่าวสำหรับเรา เราได้รู้แต่ละเรื่องเยอะขึ้น บางทีข่าวที่เกี่ยวกับคนพิการโดยตรงเองเรายังไม่รู้เลย เพิ่งมารู้จากงานถอดเทปนี่แหละ”

ทิพย์เล่าให้ฟังว่า มีเป็นบางครั้งที่ลูกค้าไม่มั่นใจในการทำงานของเธอ เพราะว่าเธอเป็นคนพิการทางการเห็น ช่วงแรกที่ทำงานนี้ เคยมีลูกค้าบ่นว่างานของเธออ่านยากไปบ้าง แต่เธอก็พัฒนาและปรับปรุงตลอดเพื่อให้แต่ละงานออกมามีคุณภาพให้สมกับที่ลูกค้าไว้ใจ

เพราะเสียงเป็นสิ่งเดียวทำให้เข้าใจกัน ความยากของงานถอดเทปสำหรับทิพย์ คือ ได้รับเทปจากลูกค้าที่ฟังยากมากๆ ทั้งเสียงหาย มีเสียงติดขัด หรือเสียงที่เบามาก ทำให้หลายครั้งก่อนที่จะรับงานเธอจะขอให้ลูกค้าส่งงานมาให้พิจารณาก่อนแล้วจากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนในการตกลงกันต่อไป อีกสิ่งหนึ่งที่ทิพย์มองว่า เป็นเรื่องยากของการทำงานสำหรับเธอ คือ ฟังศัพท์ภาษาที่เธอไม่เคยรู้มาก่อน 

“เราเรียนโรงเรียนรวมกับคนตาดี ตอนเด็กๆ อย่างในคาบเรียนภาษาอังกฤษ ถ้าเราทำการบ้านแล้วทำผิด ครูก็จะปล่อยผ่านไป ไม่ได้เน้นให้ว่าที่สิ่งถูกต้องเป็นแบบไหน เขามองว่าเราเป็นคนพิการสอนแบบปล่อยๆ ไปก็ได้ แต่กลับกันถ้าเป็นเพื่อนที่ตาดีครูจะสอนและใส่ใจมากกว่า เขาไม่สนใจอะไรเราเท่าไหร่”

ทักษะภาษาเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลานานมากในการฝึกฝน หลายคนอาจจะคิดว่า คนพิการแค่พูดภาษาไทยได้และพูดรู้เรื่อง มันก็น่าจะพอแล้วสำหรับการใช้ชีวิต ทิพย์บอกกับเราเลยว่า ความคิดนั้นเป็นสิ่งที่ผิด การไม่รู้ภาษาอังกฤษมันเกือบจะเป็นการตัดโอกาสใหม่ๆ ในชีวิตเธอเลย งานถอดเทปก็มีลูกค้าหลายคนอยากให้ถอดเทปที่เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งเธอเองก็บอกว่าต้องใช้เวลานาน แล้วตัวเธอเองก็ไม่เชี่ยวชาญภาษานั้น หรือแม้กระทั่งในงานขายลอตเตอรี่ที่ทิพย์ทำควบคู่ไปด้วย ก็ยังเจอลูกค้าที่เป็นชาวต่างชาติ ถ้าขายลูกค้าต่างชาติไม่ได้ก็เท่ากับว่าตัดรายได้ไปด้วยเช่นเดียวกัน ทิพย์บอกกับเราว่าถ้ามีเวลามากพอเธออยากจะไปเรียนภาษาเพื่อให้มีความรู้ในด้านนี้มากยิ่งขึ้น

“อยากให้ครูเป็นคนที่เข้าใจเด็กนักเรียนพิการจริงๆ คงจะดีกว่านี้ถ้าครูเขาใส่ใจเรา เราไม่ได้ต้องความใส่ใจที่มากกว่าเด็กนักเรียนปกติ เราแค่อยากให้ทั้งคนพิการและไม่พิการเรียนอย่างเท่าเทียมกัน”

สำหรับทิพย์แล้วใน 1 วันเธอสามารถทำได้หลายอย่างมาก ทั้งเป็น AI Trainer คนขายลอตเตอร์รี่ และนักถอดเทป ในแต่ละวันทิพย์จึงต้องจัดสรรเวลาตัวเองให้ดีเพื่อที่จะให้แต่ละงานผ่านไปอย่างราบรื่น เหตุผลที่เธอต้องทำงานหลายอย่างก็เพื่อปากท้องตัวเองและของลูกด้วย

“แต่ละเดือนเราได้เงินเลี้ยงดูบุตร 600 บาท และเงินคนพิการอีก 800 บาท มันไม่พอจริงๆ บางคนบอกว่าเป็นคนพิการจะใช้เงินทำอะไรเยอะแยะ ไม่จริงเลย คนพิการเขาก็ต้องมีรายจ่ายเหมือนกันนะ เผลอๆ จ่ายเยอะกว่าคนไม่พิการอีก”

ถ้าเป็นไปได้ในอนาคตทิพย์ก็อยากหันไปทำงานประจำเช่นกันเพราะเธอมองว่ามันมีความมั่นคงกว่าที่ทำอยู่ในตอนนี้ อีกทั้งตามมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 เธอมองว่ามันไม่ค่อยสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตเธอได้เลย เนื่องจากเป็นการต่อสัญญารายปีนั้นหมายความว่า ปีนี้มีงานทำแต่ปีหน้าอาจจะไม่มีแล้วก็ได้ สำหรับทิพย์แล้วเพราะความไม่มั่นคงนี่แหละ ที่ทำให้เธอมีแรงในการทำงานหลายอย่าง

02.30-04.28 นักถอดเทปที่ชอบฟังเสียงคีย์บอร์ดเป็นชีวิตจิตใจ

‘แก๊ก แก๊ก’ เสียงนิ้วมือกระทบลงบนแป้นคีย์บอร์ดที่ ‘ฟา – ศรุตยา ทองขะโชค’ รู้สึกว่า เป็นเสียงน่าฟังมาก ยิ่งถ้าได้พิมพ์บนคีย์บอร์ดตัวโปรดที่เธอมีไว้ละก็ ยิ่งทำให้การถอดเทปไม่น่าเบื่อเลยซักนิด

ฟาเริ่มเข้าสู่วงการถอดเทปตั้งแต่สมัยเรียนเนื่องจากสายวิชาที่เรียนต้องมีการสัมภาษณ์ เขียนชิ้นงาน การถอดเทปจากผู้สัมภาษณ์จึงเป็นขั้นตอนหนึ่งในการทำงานที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ใครหลายคนอาจจะเกลียดการถอดเทปที่สุดในการทำงาน แต่ฟามองว่านี่มันเป็นเรื่องสนุกของเธอเลย 

“เราชอบวิธีการสื่อสารที่เป็นการพิมพ์ เพราะมันเรียบเรียงได้ การพูดบางทีเราจะพูดไปก่อนโดยที่ยังไม่ได้คิด แต่ถ้าพิมพ์มันยังมีเวลาให้ได้แก้ มีเวลาให้คิดก่อน”

นอกจากเสียงกดคีย์บอร์ดก็เป็นเพราะการสื่อสารด้วยการพิมพ์นี่แหละ ที่ทำให้ฟาตกหลุมรักการถอดเทป

สำหรับเธอแล้วการสื่อสารที่ดีที่สุดไม่ใช่การพูด แต่เป็นการพิมพ์และการได้อ่านมากกว่า เพราะเธอมองว่าในบางครั้งที่บทสนทนาไปไวมากๆ สิ่งที่พูดออกไปอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ตรงกับใจของเรามากที่สุด เราอาจจะต้องรีบพูดเพื่อไม่ให้วงสนทนานั้นเงียบ หรือรีบพูดให้วงสนทนานั้นมีความต่อเนื่องนั่นเอง แต่สำหรับการพิมพ์หรือแชทคุยกัน ทั้งตอนทั้งตอนพิมพ์และก่อนกดส่งมันมีตัวอักษรให้เราทบทวนว่า ข้อความที่เราส่งคืออะไร ตกหล่นอะไรหรือไม่ หรือตัดสินใจมาดีแล้วใช่หรือไหมก่อนที่จะส่งข้อความนั้นออกไป แม้จะไม่ได้ทำอาชีพนักถอดเทปเหมือนกับเมื่อก่อน แต่ถ้ามีโอกาสเธอก็ยังอยากจะกลับไปทำอีกครั้ง 

“ความสนุกคือการรู้เรื่องราวใหม่ ได้ฟังคนคุยกัน รู้มุมมองคน บางเรื่องเป็นสิ่งที่เราไม่มีทางได้รู้เอง เช่น ฟังชีวิตของคนที่รวยมากๆ ที่เราอึ้งมากว่ามีคนที่รวยแบบนี้ได้ยังไง หรือได้ฟังเรื่องเราไม่ได้สนใจมาก่อนและไม่เคยไปหาฟังหรืออ่านเอง มันก็เหมือนเป็นการเปิดโลกในการทำงานเลย”

การถอดเทปเป็นอาชีพนอกจากที่จะได้เงินเป็นค่าตอบแทนแล้ว นักถอดเทปยังได้มีโอกาสฟังเรื่องที่อยู่นอกเหนือความสนใจเดิมๆ ที่เรามีอยู่ด้วย ฟาเล่าว่าเธอได้รับความรู้ใหม่ๆ จากการฟังงานหลากหลายชิ้นมาก ซึ่งเรื่องเหล่านั้นมันเป็นเรื่องที่ตัวเองเธอไม่เคยรู้มาก่อน และก็ไม่มีทางไปหาอ่านได้เองแน่ๆ เป็นเรื่องที่คนทั่วไปมองว่าไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้ แต่สำหรับฟาแล้วรู้เรื่องพวกนี้ไว้ก็เก็บเป็นความรู้รอบตัวเล็กๆ น้อยๆ ได้เช่นกัน แม้จะมีความยากตรงที่คำศัพท์บางอย่างเราอาจไม่คุ้นเคยมาก่อน แต่เมื่อฟังและทวนซ้ำแล้วนำคำศัพท์ไปหาข้อมูลเราก็จะได้คำใหม่ๆ มาเก็บไว้ในคลังคำศัพท์ของเราอีกด้วย

“งานถอดเทปสนุกที่ได้ฟังเจ้าของเรื่องเล่าเลย เราเคยถอดเทปจากคนแปลนิยายที่เราอินมาก เขาอธิบายว่าแต่ละคำที่แปลมันมีที่มาที่ไปยังไง มันทำให้เรารู้สึกอินมากแล้วสนุกไปกับการฟังเทปสัมภาษณ์มาก เหมือนในนั่งในวงสนทนาเลย เราไม่มีโอกาสได้คุยกับเขาเองแต่พอได้ถอดเทปเหมือนเราได้คุยด้วยจริงๆ”

มากไปกว่านั้นฟายังได้รู้วิธีการสื่อสารของแต่ละคนที่แตกต่างกันไป เช่น ในการเทปเสียงการสัมภาษณ์ที่ผู้สัมภาษณ์พยายามถามคำถามบางอย่างเพื่อให้ได้คำตอบที่ต้องการ อาจจะต้องอาศัยกลยุทธ์หรือวิธีที่แปลกใหม่ต่างกันไป ในฐานะที่ตัวเธอก็กำลังงานด้านการสื่อสาร ทริคพวกนี้สามารถนำไปใช้ชีวิตประจำวันของเธอได้ดีทีเดียว

หากใครที่กำลังจะอยากลองเป็นนักถอดเทปดูบ้าง ฟาบอกว่าทักษะพื้นฐานที่ควรมีติดตัว คือ การ ‘ฟังให้เป็น’ หมายถึง ฟังให้รู้ว่าผู้ถามและผู้ถูกถามกำลังคุยหัวข้ออะไร ระดับของการสื่อสารเป็นแบบไหน และจุดประสงค์ของการคุยกันคืออะไร เพียงเท่านี้การถอดเทปทุกคนก็อาจจะสนุกขึ้นมาทันที เมื่อฟังเป็นแล้วในทุกการถอดเทปถึงแม้ว่าเราจะนั่งอยู่คนเดียวที่บ้านแต่มันทำให้เรารู้สึกเหมือนกับว่าได้เข้าร่วมวงสนทนานั้นเลย

04.28-06.05 นักถอดเทปที่ฟังตั้งแต่เทปสามีคุยกับเมียน้อยไปจนถึงเรื่องการเมืองระดับประเทศ

‘ติ๊กต็อก – หัทยา ภูดี’ เคยทำงานสื่อสารให้กับบริษัทแห่งหนึ่ง หน้าที่หลักของเธอ คือ การสัมภาษณ์และเขียนบทความ แต่พอเวลาผ่านไปติ๊กต็อกหันมาทำอาชีพเป็นนักถอดเทป อาชีพที่เธอไม่ต้องพูดแต่ต้อง ‘ฟัง’ อย่างเดียว

“จุดเริ่มต้นมาจากที่หลานของเราอยากได้ไอโฟน เราทำงานในวงการสื่อที่มีหลายคนเขาต้องถอดเทป เราก็เลยลองเสนองานให้หลานทำ เอาไปโพสต์ในเฟสบุ๊กแปปเดียวมีคนแชร์ไปไกลเลย ไม่นานก็มีคนทักมาแล้ว”

แม้จะเริ่มต้นมาจากจุดเล็กๆ อย่างการช่วยหลาน แต่ปัจจุบันติ๊กต็อกก็ยังทำงานถอดเทปอยู่และขยายไปได้กว้างไกลกว่าเดิมอีกด้วย ติ๊กต็อกบอกว่า ที่ตัวเองยังทำงานนี้อยู่ได้ เพราะมีคนที่ยังรู้สึกไม่ชอบงานถอดเทปบางคนต่อให้มีเวลาเขาก็ไม่อยากจะทำ เพราะมองว่ามันเป็นขั้นตอนที่น่าเบื่อและน่าหงุดหงิด ติ๊กต็อกออกปากเองว่า สมัยที่เธอยังทำงานสื่อ การถอดเทปก็เป็นอะไรที่เธอไม่ชอบเหมือนกัน

‘ยกงานถอดเทปให้เราแล้วคุณออกไปใช้ชีวิต’ สโลแกนที่เรียกลูกค้าได้ดีเป็นอย่างยิ่งของติ๊กต็อก อย่างที่บอกว่างานถอดเทปใช้เวลาค่อนข้างมาก แล้วการต้องมาฟังเรื่องซ้ำๆ บางคนคิดว่าควรเอาเวลาไปทำอย่างอื่นแทน ติ๊กต็อกก็คิดเช่นเดียวกัน เเธอก็หวังให้ทุกคนไปทำสิ่งที่อยาก ส่วนงานถอดเทปติ๊กต็อกขอใช้ชีวิตกับมันเอง เพราะเธอเองก็ได้ค้นพบแล้วว่า งานถอดเทปได้พาเธอไปใช้ชีวิตในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งที่ส่วนที่เธอชอบที่สุดในงานนี้ ก็คือการที่ได้ฟังเรื่องราวใหม่ๆ ที่หาฟังที่ไหนไม่ได้นี่แหละ

“ชอบที่ได้ฟังเรื่องราวแปลกใหม่มากมาย จนเราก็คิดว่า ถ้าเราไม่ได้ทำงานถอดเทป เราจะพาตัวเองไปฟังหรืออ่านหรือเปล่า พอมันไม่ใช่เรื่องที่เราเกี่ยวข้องเราก็ไม่เข้าไปฟังเองหรอก เช่น เรื่องกฎหมายป่าไม้ชุมชน เรื่องคาร์บอนเครดิต มันเป็นเรื่องที่ถ้าปกติเราคงไม่นั่งฟังหรอกตั้ง 4 ชั่วโมง ความน่าสนใจ คือ เราได้ความรู้เพิ่มในเรื่องที่ไม่รู้มาก่อน แล้วถ้าเราไปต่อยอดมันให้ประโยชน์ต่อเราได้มากนะ ”

เทปที่ติ๊กต็อกได้ฟังมีความหลากหลายมาก เธอเคยได้รับงานตั้งแต่เสียงสามีคุยกับเมียน้อย การประชุมในบริษัทขนาดใหญ่ ไปจนถึงบทสนทนาการเมืองในประเทศ สำหรับเธอแล้วการทำงานถอดเทปก็เหมือนเป็นการเปิดโลกกว้างให้กับเธอเลยก็ว่าได้ ความหลากหลายที่สัมผัสได้จากการถอดเทป ทำให้เธอตระหนักได้ว่าแต่ละคนมีทั้งเรื่องราว ปัญหา และความสนใจต่างกัน มีเทปเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยที่เธอเคยถอดซึ่งเป็นเทปที่ยังอยู่ในใจของเธออยู่ทุกวันนี้ เนื่องจากหลังที่ได้ฟังปัญหาของพวกเขาแล้ว มันทำให้เธอตระหนักได้ทันทีว่า ปัญหาที่เธอเจอมากลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลยเมื่อเทียบกับปัญหาของพวกเขา 

“เราฟังแล้วรู้เลยว่าชีวิตเขาลำบากมากนะ แล้วคนที่ส่งเทปมาให้เราถอดเขาก็ไม่ได้ร่ำรวยขนาดนนั้น เขาเป็นนักวิจัยที่จะนำข้อมูลเหล่านี้ไปช่วยเหลือคนอื่นๆ ต่อ เอาข้อมูลไปสร้างประวัติศาสตร์ของคนกลุ่มนี้ เราเลยมองว่าที่เทปมันมีเสียงรบกวนหรือมีเสียงไม่ชัดแทบจะไม่ใช่ปัญหาเลย เพราะชีวิตที่เขาเล่าผ่านเสียงนี้มันหนักหนาสาหัสกว่ามาก”

อีกหนึ่งอย่างที่เธอมองว่าได้จากการทำงานถอดเทป คือ การได้ออกจากคอมฟอร์ทโซนของตัวเอง เพราะในบางทีติ๊กต็อกเองก็ต้องถอดเทปเสียงของคนที่มีจุดยืนทางความคิดแตกต่างจากตัวเธอเอง ที่เธอคงไม่มีทางอยากเข้าไปฟังด้วยตัวเองแน่ๆ แต่พอเป็นงานที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เธอเลยมีโอกาสได้ฟังและได้ออกจากเอคโค่ แชมเบอร์ (Echo Chamber) ของตัวเอง

“การถอดเทปนอกจากที่เราจะได้ฟังเรื่องราวแปลกใหม่ เรายังได้ยินเสียงที่ไม่ได้พูดด้วย บางเทปเราฟังแล้วรู้สึกได้ว่าระหว่างการสนทนาที่เงียบไป มันก็มีความหมาย เช่น มีเทปสัมภาษณ์คนหนึ่งที่เขาได้ทำตามความฝัน ไปปีนเขาเอเวอเรสต์สำเร็จ แต่มันแลกการสูญเสียนิ้วเท้าไป  มีบางช่วงที่เขาหยุดเล่าไป ในฐานะคนถอดเทป เราฟังแล้วสัมผัสได้ว่า ความเงียบมันก็สะท้อนความรู้สึกของคนพูดได้เหมือนกัน”

การเปลี่ยนจากคนพูดเป็นคนฟังทำให้เธอได้ตระหนักเรื่องของ ‘เสียง’ มากยิ่งขึ้น ทั้งการเลือกใช้โทนเสียงในการสนทนา การออกเสียง และการฟังเสียงเงียบ เรื่องเล็กน้อยเหล่านี้ที่หลายคนมองข้ามแต่มันช่วยให้เธอเองพัฒนาตัวเองและใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นมากเลย

แม้จะบอกให้คนอื่นออกไปใช้ชีวิตส่วนติ๊กต็อกจะเป็นคนรับหน้าที่ถอดเทปเอง นั้นก็ไม่ได้หมายความว่า เธอจะไม่ได้ใช้ชีวิตของตัวเอง สำหรับเธอแล้วการที่ได้อยู่บ้านกับแม่ มีแม่คอยถามว่าข้าวในแต่ละมื้อกินอะไร นั่งโต๊ะทำงานมุมโปรดที่ทั้งสบายกายและสบายใจ อีกทั้งยังมีเวลาไปวิ่งแถวบ้านที่มีบรรยากาศดีๆ ที่เธอชอบ เท่านี้ก็เป็นการใช้ชีวิตสำหรับเธอแล้ว เพราะฉะนั้นแล้ว ถ้าคนอื่นอยากจะใช้ชีวิตในแบบของเขาข้างนอก ติ๊กต็อกก็อยากให้พวกเขาออกไปทำสิ่งเหล่านั้นโดยไม่ต้องกังวล เพราะเธอจะคอยทำงานถอดเทปให้ทุกคนเอง