นิยามของแม่ที่สมบูรณ์แบบคืออะไร?
บางคนมองว่าแค่แม่ที่รักลูกก็ถือว่าสมบูรณ์แบบแล้ว บางคนมองว่าต้องแม่ที่ทำอาหารเก่ง ทำงานบ้านเก่ง หรือบางคนก็มองว่าต้องเป็นแม่ที่เป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกได้
ใครๆ ก็อยากเป็นแม่ที่สมบูรณ์แบบให้กับลูก แต่บางครั้งหน้าที่แม่ก็เริ่มจะยิ่งใหญ่จนลืมไปว่าก่อนจะมาเป็นแม่ พวกเธอก็คือคนธรรมดาเหมือนคนอื่น ไหนจะแต่ละสังคมที่วาดภาพความแม่แตกต่างกันออกไป แต่ถ้าใครหลุดจากกรอบนั้นก็จะโดนมองด้วยอคติ ซ้ำร้ายลูกก็จะโดนไปด้วย
‘สวยสามส่วน (Tribhanga)’ ภาพยนตร์ปี 2021 ที่สะท้อนภาพความแม่ในสังคมอินเดีย ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านผู้หญิง 3 คนที่มีเป็นแม่และกำลังจะเป็นแม่ แม้ทั้ง 3 คนจะมีสายเลือดเดียวกัน แต่ก็มีความคิดบางอย่างที่ทำให้พวกเธอออกแบบความเป็นแม่ของตัวเองแตกต่างกันจากสิ้นเชิง

เรื่องนี้ถูกเล่าผ่าน ‘อานู อัปตี (Anu Apte)’ แม่เลี้ยงเดี่ยวที่เป็นคนดื้อ หัวสมัยใหม่ และเกลียดแม่ของตัวเอง ‘นายาน อัปตี (Nayan Apte)’ นักเขียนชื่อดัง เอามากๆ เพราะเรื่องในอดีตบางอย่างที่ทำให้เธอมองว่า การเกิดเป็นลูกของนายาน เพียงแค่ชาตินี้ชาติเดียวก็ถือว่า ‘มากพอ’ แล้ว
ความสัมพันธ์ที่ห่างเหินของครอบครัวนี้กลับมาต่อกันอีกครั้ง เนื่องจากอยู่ดีๆ นายานก็หมดสติเข้าโรงพยาบาลระหว่างการถ่ายทำอัตชีวประวัติของตัวเอง โดยมี ‘มิลัน อุปัธยาน’ เป็นผู้ถ่ายทำและตามชีวิตของนายาน อานู และมาช่า
อัตชีวประวัติของนายานที่ถ่ายทำโดยมิลัน เข้ามาเป็นเหมือนกาวที่ค่อยๆ ประสานความสัมพันธ์ที่แตกหักระหว่างนายานและอานูอีกครั้ง
ฉลาดมากจนเป็นคนแปลก
ชีวิตของนักเขียนอย่าง ‘นายาน อัปตี’ ไม่ขออะไรมาก ขอแค่ที่สงบ ห้องเงียบๆ พร้อมกับกระดาษ ปากกา และน้ำหมึก แค่นี้เธอก็อยู่ได้แล้ว เพราะการได้เขียนชีวิตจิตใจของเธอ

นายานเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง ได้รับรางวัลมาไม่รู้เท่าไหร่ แถมมีแฟนคลับติดตามผลงานของเธอมากมาย ในสายตาคนนอก เธอคือศิลปินที่น่ายกย่องคนหนึ่ง แต่ในสายตาคนในบ้านที่เธออยู่อาศัยร่วมกับสามี นายานเป็นหญิง ‘แปลก’ ไม่รู้จักดูแลลูกและสามี วันๆ เอาแต่ขลุกตัวเขียนหนังสืออยู่ในห้อง
‘วินายัก’ สามีของนายานก็ไม่ได้ต่อต้านการที่เธอชอบเขียน เพียงแต่อยากให้เธอละความสนใจจากงานและหันมาดูแลครอบครัวบ้าง ส่วนคนที่มีปัญหากับการเขียนของนายานมากที่สุดก็คงจะเป็นแม่สามีต่างหาก เพราะในสังคมอินเดีย ผู้หญิงควรมีหน้าที่ดูแลบ้าน ดูแลสามี ทำอาหาร เลี้ยงลูก ซึ่งในสายตาของแม่สามี นายานไม่ได้ติ๊กถูกสักข้อ
“คนแปลกหน้าเยินยอเมียแก แต่ดูบ้านสิ สกปรกยิ่งกว่าอะไร เมียแกทำอาหารก็ไม่ได้ ทำงานบ้านไม่ได้สักอย่าง”
แม่ของวินายักพูดขึ้น หลังจากที่มีเพื่อนๆ นักเขียนของนายานมาเยี่ยมที่บ้าน ถึงแม้ที่บ้านจะมีแม่บ้านคอยทำหน้าที่พวกนี้อยู่ แต่แม่สามีก็มองว่านายานควรลุกขึ้นมาทำเอง เพราะมันเป็นหน้าที่พ่วงมากับผู้หญิง
วินายักพยายามเกลี้ยกล่อมในนายานพักเรื่องการเขียนลงไปบ้าง เพื่อให้แม่ของเขาพอใจ เพราะตัวเขาเองก็ยังอยากให้ครอบครัวเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แบบตามประเพณีและอยากให้ทุกคนอยู่อาศัยร่วมกันอย่างมีความสุข
ท้ายที่สุดคงจะมีนายานคนเดียวที่ไม่ได้มีความสุขในบ้านหลังนี้ เธอตัดสินใจพาลูกๆ ‘อานู’ และ ‘โรบินโตร’ ออกไปจากบ้าน และหาที่อยู่ใหม่ แน่นอนว่าทุกอย่างก็ไม่ได้ง่ายเลย แต่นายานเล่าว่าตอนนั้นเธอและลูกๆ มีความสุขกันมาก
สิ่งที่น่าเศร้าคือวินายักไม่ติดต่อกลับมาอีกเลย ไม่แม้กระทั่งถามถึงลูกๆ นายานจึงตัดสินใจไปเปลี่ยนนามสกุลของลูกให้เป็นนามสกุลของเธอนั่นก็คือ ‘อัปตี’ แต่ทว่าโรงเรียนที่ลูกๆ เรียนไม่ยอมให้เปลี่ยน ซึ่งนายานก็มองว่ามันไม่แฟร์ เพราะเธอก็เป็นคนเลี้ยงดูลูกเป็นหลัก ทำไมจะต้องใช้ชื่อสามีเก่าที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันแล้ว
เมื่อสำรวจเกี่ยวกับวัฒนธรรมการแต่งงานและหย่าร้างของอินเดีย พบว่าคนในประเทศอินเดียให้ความสำคัญกับการแต่งงานมาก และเชื่อว่ามันคือพันธสัญญาที่ต้องอยู่กันไปตลอดชั่วชีวิต ไม่ใช่แค่เฉพาะชีวิตของคู่บ่าวสาว แต่คือชีวิตของครอบครัวของบ่าวสาวอีกด้วย
นอกจากนี้หลักศาสนาฮินดูซึ่งเป็นศาสนาที่คนอินเดียจำนวนมากนับถือ มองว่า การแต่งงานเป็นเรื่อง ‘จำเป็น’ เนื่องจากพระเจ้าสร้างผู้หญิงให้มาเป็นแม่ และผู้ชายให้เป็นพ่อ ลูกหลานที่เกิดมาจะทำหน้าที่ใช้หนี้บุญคุณบรรพบุรุษ และปฏิบัติหน้าที่ตามศาสนาต่อสืบต่อไป
เพราะฉะนั้นการหย่าร้างจึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรง คู่สามีภรรยาที่หย่ามักจะถูกเกลี้ยกล่อมจากครอบครัว คนรอบข้าง หรือแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ทางกฎหมายให้ไม่หย่ากัน
ถึงแม้ใครจะว่าอย่างไรแต่นายานก็ไม่ได้สนใจ เพราะเธอมองว่าเลิกก็คือเลิก เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนนามสกุลลูกก็ไม่ใช่เรื่องแปลก และโรงเรียนก็ไม่ควรห้าม ทำให้มีการฟ้องร้องกันเลยขึ้นเป็นเวลายาวนาน แต่นายานก็ลงเอยที่ชนะคดี
“ครอบครัวเราเป็นครอบครัวไม่ธรรมดาในสังคมหัวโบราณ”
หลังจากนั้นไม่นานนายานก็มีรักครั้งใหม่กับ ‘วิกรม’ เธอเล่าว่า วิกรมทำให้เธอรู้สึกรักตัวเองแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นั่นเป็นเพราะเขาดูรักและหลงใหลในตัวเธอมาก ซึ่งความรู้สึกแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับเธอตอนที่อยู่กับสามีเก่า
ฟังดูแล้วชีวิตของครอบครัวนี้ก็ดูไปในทางที่ดีขึ้น แต่ในความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น หลังจากที่วิกรมเข้ามา อานูและโรบินโดรก็ค่อยๆ ตีตัวออกห่างจากนายาน อานูกลายเป็นเด็กที่ถามคำตอบคำ นายานเองพยายามเข้าหาลูกแต่ก็โดนปิดประตูใส่ตลอด ซึ่งเธอเองก็ไม่เข้าใจว่าครอบครัวที่ดูเหมือนจะดีทำไมถึงเป็นเช่นนี้
ระยะห่างระหว่างครอบครัวค่อยๆ มีมากขึ้น จนรู้ตัวอีกทีแม่และลูกก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย แถมอานูก็ไม่เรียกนายานว่า ‘แม่’ อีกต่อไป
บิดเบี้ยว แปลก บ้า แต่เซ็กซี่
“เกิดเป็นลูกนายานรอบเดียวก็พอแล้ว ชาติหน้าไม่เอาหรอก”
อานูพูดกับโรบินโตร น้องชายคนเดียวของเธอ ทั้งสองคนคุยกันต่อหน้านายานที่นอนไม่มีสติอยู่ที่โรงพยาบาล ตอนนี้นายานหลับไปได้หลายวันแล้ว อาการคงที่ แต่ก็ไม่ฟื้นขึ้นมาสักที
ถ้านายานไม่ล้มป่วยกะทันหันแบบนี้ คงเป็นได้ยากที่อานูจะมาหา เพราะในช่วงเวลาที่นายานยังปกติ เธอไม่เคยคิดจะมาหาแม่ของตัวเองเลย เพราะเธอก็ไม่ได้มองว่าเป็นแม่ด้วยซ้ำ
อานูเป็นคนสวยที่หัวขบถ ดื้อรั้น เธอดูอ่อนหวานเวลาเต้นรำอยู่บนเวที แต่พอหมดบทบาทแล้วเธอเป็นคนที่ขึงขัง เด็ดขาด นิสัยนี้เพิ่งมาเป็นเอาตอนที่โตแล้ว ซึ่งเธอเองก็ไม่รู้ว่าได้มาจากใคร คำติดปากของอานูคือ ‘เวร’ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ขอพูดไว้ก่อน

ชีวิตของอานูตอนนี้ก็ไม่ได้ลำบากอะไร เรียกว่าดีเสียด้วยซ้ำ เธอเป็นนักแสดงบอลลีวูดที่มีชื่อเสียง เป็นนักเต้นโอฑิศศี (การแสดงเต้นรำตามศาสนาฮินดู) ที่ใครๆ ก็รู้จัก แถมยังมีลูกสาวที่น่ารักอย่าง ‘มาช่า’ และแฟนที่ให้เกียรติเธอ แค่ที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็ดีแล้ว
“การแต่งงานเหมือนเป็นการก่อการร้ายทางสังคม รักเดียวไม่ดีต่อสุขภาพหรอก”
ผู้ชายที่อานูอยู่ด้วยตอนนี้ไม่ใช่พ่อแท้ๆ ของมาช่า เป็นเพียงแค่คนที่คบด้วย แต่ไม่ถึงกับขั้นแต่งงาน เพราะเธอไม่ใช่เชื่อว่าการแต่งงานมันมีประโยชน์ แถมไม่คิดว่าคนอย่างเธอจะทนอยู่กับผู้ชายคนเดียวไปตลอดชีวิตได้
อานูไม่ได้พูดออกมาตรงๆ แต่เท่าที่ดู ความคิดแบบนี้คงมาจากที่เธอเฝ้าดูความสัมพันธ์ของแม่มาตลอด มีบ้างที่ไปกันได้ดี แต่ก็มีที่เลวร้าย เธอจึงไม่เชื่อว่าการแต่งงานเป็นสิ่งที่แก้ไขปัญหาในชีวิตได้ มีแต่จะเพิ่มปัญหาเข้ามาเสียอีก เธอไม่อยากให้มาช่าต้องเป็นเหยื่อของความสัมพันธ์ที่ล้มเหลว เหมือนที่เธอเคยเป็น
ย้อนไปเมื่อนายานเลิกกับวินายักผู้พ่อแท้ๆ ของอานู ด้วยความที่เป็นเด็ก สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เธอสับสนไม่ใช่น้อย เพราะอยู่ดีๆ ก็ต้องตัดขาดจากพ่อ ไม่ได้เจอกับครอบครัวของพ่ออีกเลย ซ้ำร้ายอานูยังโดนนินทา เหน็บแนม จากเด็กวัยเดียวกันและครูที่โรงเรียน เพียงเพราะแม่เปลี่ยนนามสกุลของเธอ
สิ่งที่ครูทำตอนนั้นคือการเขียนชื่อใหม่ของเธอขึ้นกระดาน ‘อานูรธา นายาตรา อัปตี’ เรียกให้เธอยืนขึ้น และให้เด็กทุกคนในห้องอ่านชื่อเธอพร้อมกัน เธอถูกครูตั้งคำถามต่อหน้าเด็กทุกคนว่า “ทำไมถึงใช้นามสกุลแม่” และ “พ่อแม่เธอหย่ากันหรอ”
เธอรู้สึกอับอายและสับสนกับคำถามของครู อานูในวัยประถมไม่รู้จะตอบอะไรนอกจาก “หนูไม่รู้ค่ะ” เพราะแม่เองก็ไม่เคยบอกตรงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น
ฝันร้ายของเธอก็มาถึงเมื่อแม่พา ‘วิกรม’ เข้ามาในบ้าน วิกรมเข้ากับแม่ได้ดี แต่สิ่งที่เขาทำคือการลวนลามเธอทั้งๆ ที่ตอนนั้นเธออายุเพียง 14 เท่านั้น
อานูทั้งขยะแขยงและรังเกียจผู้ชายคนนี้ยิ่งกว่าอะไร แต่เธอก็ไม่ได้บอกเรื่องนี้กับใคร แม้แต่แม่เธอก็ไม่ได้บอก เธอพยายามติดต่อวินายักให้พาตัวเธอและน้องชายกลับไปอยู่กับเขา แต่เขาก็ปฏิเสธ ท้ายที่สุดอานูตัดสินใจหนีปัญหาโดยการฆ่าตัวตาย แต่นายานเข้ามาเจอและพาไปรักษาได้ทันเวลา
อานูรอให้ตัวเองโตขึ้นและมีเงินพอที่จะออกจากบ้าน เมื่อถึงเวลานั้นเธอไม่กลับมาเหยียบที่บ้านเก่าอีกเลย รวมถึงไม่ไปหาแม่อีกต่อไป เพราะเธอเชื่อว่าแม่รู้ทุกอย่าง แต่ไม่ช่วยอะไร ซ้ำร้ายอานูและนายานทะเลาะกันอีกครั้ง เนื่องจากอานูทะเลาะกับแฟนชาวรัสเซียจนเป็นเรื่องใหญ่โต นายานที่ได้ยินเข้าจึงรีบมาหาลูก แต่ด้วยอารมณ์ที่โกรธค้างอยู่ แถมคำพูดของนายานที่ไม่เข้าหู ทำให้อานูดันมาทะเลาะกับแม่ต่อ จนเธอตะโกนให้ลั่นว่า “หนูเกลียดแม่”
หลังจากนั้น อานูก็ไม่เรียกนายานว่าแม่อีกเลย
จนกระทั่งนายานมีแฟนใหม่อีกครั้ง ผู้ชายคนนี้ชื่อ ‘ภาสการ์ ไรน่า’ เป็นจิตรกรที่ใครก็รู้จัก ครั้งนี้ความสัมพันธ์ของอานูกับแฟนใหม่ของแม่ผ่านไปได้ด้วยดี อานูชอบไรน่ามาก ชอบมากกว่าแม่ตัวเองเสียอีก อานูจึงพามาช่ามาหาไรน่าบ่อยๆ ซึ่งเธอก็ได้เจอแม่ไปด้วย
มาช่าเป็นโลกทั้งใบของอานู เธอหวงลูก แต่ก็ปล่อยให้ลูกโตในแบบของตัวเอง อย่างน้อยก็อนุญาตให้มีแฟนได้ แต่ต้องอยู่สายตาเธอ จนตอนนี้ที่มาช่ากำลังจะแต่งงานกับครอบครัวที่ค่อนข้างจะหัวโบราณ อานูก็สนับสนุน
เธอคิดว่าตัวเองเป็นแม่ที่ดีให้กับมาช่าแล้ว จนกระทั่งมาช่าพูดกับเธอว่าตัวเองเคยคิดฆ่าตัวตาย เพราะความสัมพันธ์ของแม่ที่ไม่เคยลงหลักปักฐานกับใครเลย
สมดุลไปเสียทุกอย่าง
‘มาช่า’ เป็นหญิงสาวน่ารัก อัธยาศัยดี ใครอยู่ใกล้ก็รู้สึกเอ็นดู ถึงแม้จะถูกเลี้ยงดูจากแม่ฝ่ายเดียว แต่มาช่านิสัยแตกต่างจากแม่โดยสิ้นเชิง อานูเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าลูกเธอเอาความอ่อนหวานแบบนี้มาจากใคร

มาช่าอยู่กับแม่คนเดียวมาตั้งแต่เด็ก เธอรู้แค่ว่าพ่อเป็นคนรัสเซีย แต่เพราะพ่อและแม่เลิกรากันก่อนทำให้เธอไม่เห็นหน้าพ่ออีกเลย ยังดีที่ยังมีตากับยายให้ไปหาอยู่บ้าง มาช่าเหมือนมีพลังวิเศษที่เชื่อมโยงคนเข้าด้วยกัน
การมีแม่ที่หัวสมัยใหม่ ควรจะเป็นข้อดีในชีวิตเธอ เพราะมาช่าก็จะได้มีอิสระมากขึ้น อยากเป็นอะไรก็ได้เป็น ไม่ต้องทำตัวตามที่สังคมตีกรอบไว้ แต่มาช่ากลับรู้สึกว่านี่ไม่ใช่ข้อดีในชีวิตเธอ
มาช่ากลับโหยหาชีวิตที่เป็นไปตาม ‘ขนบธรรมเนียมเดิม’ เพราะเธอมองว่าครอบครัวส่วนใหญ่เป็นแบบนั้น และการที่มาจากครอบครัวแตกต่างทำให้เธอถูกมองว่า ‘ไม่ปกติ’ สิ่งนี้เป็นปมในใจที่เธอไม่เคยบอกกับแม่
ย้อนไปเมื่อวัยประถม มาช่าต้องพบเจอเหตุการณ์ที่ไม่ต่างกับอานูในตอนเด็กๆ เธอถูกตั้งคำถามจากเพื่อนในห้องและครูที่โรงเรียนว่าทำไมถึงไม่มีพ่อ และทำไมทุกครั้งผู้ชายที่แม่พามาตอนประชุมผู้ปกครองถึงไม่ซ้ำหน้า แถมเหยียดหยามมาช่าว่าเธอเป็นแค่ลูกนอกกฎหมาย
“แม่ไม่เคยรู้เลยหรอ เรื่องมันเกิดขึ้นต่อหน้าแม่เลยด้วยซ้ำ”
อานูถึงกับสะอึก เพราะมันคือประโยคเดียวที่เธอเคยพูดกับนายาน มาช่ายอมแต่งงานเข้าบ้านที่หัวโบราณ บังคับให้เธอคลุมผ้า และกดดันให้เธอมีลูกชาย มาช่าเล่าว่าทำไปเพราะ ‘ไม่มีทางเลือก’ อย่างน้อยสิ่งที่ได้กลับมาคือครอบครัวที่สมบูรณ์ ความเป็นปกติในสายตาสังคมทั่วไป อีกอย่างลูกของมาช่าก็จะได้มีพ่อ ต่างกับเธอที่ไม่มี
“หนูดีใจที่ลูกของหนูจะได้เกิดมาในครอบครัวที่มั่นคงและเป็นปกติ”
อานูพยายามมอบความพิเศษให้มาช่ามาตลอด แต่เธอไม่รู้เลยว่ามาช่าต้องการความธรรมดา เหมือนคนในสังคมอื่นๆ มากกว่า ท้ายที่สุดอานูขอโทษมาช่ากับความรู้สึกที่เกิดขึ้น และเธอย้ำกับมาช่าอีกครั้งว่า ชีวิตคนเรามีทางเลือก ทั้งอานู นายาน ก็ต่างได้เลือกทางของตัวเอง เพราะฉะนั้นเธอไม่อยากให้มาช่าอยู่กับความคิดที่ว่าตัวเองจนตรอกเลยต้องทำแบบนี้
ชีวิตอย่างน้อยก็ได้เลือก
คำว่า ‘ตริภังค์’ คือชื่อเรียกท่าเต้นในการแสดงโอทิศศี รวมไปถึงเป็นท่าของรูปปั้นเก่าแก่ต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในศิลปะของอินเดีย โดยจะเป็นท่ายืนที่แสดงออกถึงความไม่สมมาตร เอียงจากส่วนเท้าถึงสะโพก เอียงจากสะโพกถึงไหล่ และเอียงจากส่วนไหล่ถึงศีรษะ เป็นท่าที่ไม่มีส่วนไหนสอดคล้องด้วยกันเลย
ท่าตริภังค์แสดงให้เห็นถึงความแปลก บิดเบี้ยว แต่ก็ยังคงความสวยงามไว้อยู่ นี่เป็นท่าที่อานูใช้นิยามความเป็นตัวเอง เธอรู้ว่าตัวเองไม่เหมือนใคร แต่ถึงอย่างไรก็ออกมาสวยงามอยู่ดี

ทั้งนายาน อานู และมาช่า ต่างมีความงามของตัวเองที่แตกต่างกันออกไป นอกจากแตกต่างจากกันเองแล้ว ยังแตกต่างจากสังคมหมู่มากอีกด้วย เหมือนนายานที่คิดว่าความสวยงามในชีวิตของเธอคือการเขียน หรืออานูที่มองว่าการที่ได้เต้น ได้พูดว่า ‘เวร’ ทุกครั้งที่อยากพูด ก็คือความสวยงามของเธอ
ทั้งนี้ มันไม่มีความงามแบบไหนหรอกที่ถูกหรือผิด มีแต่ว่าสิ่งที่เราเลือกไปกับสังคมส่วนใหญ่ด้วยหรือไม่ เพราะถ้าสวนทางกัน สิ่งที่ตามมาคือคำอคติ สายตาที่เหยียดหยาม อานูและนายานเป็นกลุ่มคนที่เลือกทำตามหัวใจตัวเอง แต่ด้วยบทความเป็นแม่ที่แบกรับไว้ ทำให้ผลจากสิ่งที่เธอเลือกนั้นหนักหนากว่าคนอื่น จนสุดท้ายลามมาถึงชีวิตของลูก
นอกจากภาพยนตร์เรื่องนี้จะพาไปดูความงามในแต่ละรูปแบบ แต่มันยังตั้งคำถามอีกว่า ต่อให้เรามีเส้นทางที่เราอยากเลือก แต่สังคมไม่เห็นด้วย เรายังมองว่ามันคือเส้นทางที่ ‘ถูกต้อง’ อยู่ไหม? โดยเฉพาะในสังคมที่อนุรักษนิยมมากๆ ที่แทบจะไม่เปิดทางให้เราได้เลือกตามใจอยากจริงๆ ได้เลย
