“นี่คืออะไร” ฟีบี้หยิบชุดว่ายน้ำไซส์ใหญ่น่าสงสัยถามมอนิก้า
“นั่นชุดว่ายน้ำของฉันสมัยมัธยมฯ ตอนนั้นตัวใหญ่กว่านี้นิดหน่อย”
“ฉันนึกว่าเอาไว้คลุมรัฐคอนเนตติคัต (รัฐหนึ่งของสหรัฐอเมริกา) ตอนฝนตกซะอีก” แชนด์เลอร์ยิงมุกใส่มอนิก้ากลับทันควัน
มุกตลกง่ายๆ ที่คอยล้อรูปร่างคนอื่นดูเหมือนจะไม่มีอะไรซับซ้อน แต่เพราะการสรรหาคำล้อเลียนเปรียบเทียบของแชนด์เลอร์ก็ทำเอาคนดูอดหัวเราะไม่ได้
มุกล้อรูปร่างอ้วนท้วมเป็นฉากหนึ่งในซีรีส์ Friends เล่าถึงมอนิก้า ตัวละครหญิงขนกล่องลังที่บรรจุสิ่งของสมัยมัธยมฯ กลับมาที่อพาร์ทเมนต์ เพื่อนๆ ที่เหลือก็ช่วยกันขนของออกจากกล่อง จากนั้นจึงกลายเป็นบทสนทนาที่แชนด์เลอร์ ตัวละครชายปล่อยมุกล้อเลียนมอนิก้า

อีกตอนหนึ่ง โจอี้กำลังดูวีดิโองานพรอมโรงเรียนมัธยมฯ ของมอนิก้า ซึ่งในวีดิโอนั้นปรากฏภาพมอนิก้ารูปร่างท้วมกำลังถือแซนด์วิชกินอย่างเอร็ดอร่อย โจอี้ชี้ไปที่จอโทรทัศน์ว่า “มีบางคนกินมอนิก้าเข้าไป!” มอนิก้าโต้กลับ “กล้องนั่นมันทำให้ดูอ้วนเพิ่ม 10 ปอนด์” (ประมาณ 4.5 กิโลกรัม) แชนด์เลอร์ถามกลับว่า “แล้วกล้องนั่นทำเธออ้วนขึ้นกี่ปอนด์กันแน่?”
หรือการหยิบคำล้อเลียนความแก่แบบเจ็บๆ ให้สาแก่ใจคนดูกันไปข้างอย่างเรื่อง White Chicks ภาพยนตร์ยุค 2000s ในตอนหนึ่งที่ มาร์คัสและเควิน ตัวละครหลักต้องแปลงโฉมเป็นสองพี่น้องไฮโซในนามบริตตานีและทิฟฟานี แล้วต้องไปเจอคู่อริอีกตระกูลอย่างเลี่ยงไม่ได้ จนเกิดวิวาทะแซ่บกันไปมาระหว่างสองฝั่ง เควินในร่างไฮโซกำมะลอต้องงัดคำด่าตอกกลับว่า “แม่พวกหล่อนน่ะแก่จนนมเหี่ยวเป็นผง ให้นมทีก็เป็นแบบนี้เลย” พร้อมเป่าแป้งที่อยู่ในมือใส่หล่อนทั้งคู่

อีกตอนหนึ่ง ลาเทรลล์ หนุ่มไฮโซผิวดำแต่หัวใจเป็นคนขาว กำลังจะเดินเข้ามาทักทายเควินในร่างสาวสวย แต่ขณะที่เขากำลังทักทาย กลับมีสาวพิการเข็นวีลแชร์มาพูดคุยกับลาเทรลล์ ซึ่งภายในฉากนำเสนอสาวคนนี้ราวกับเป็นก้างขวางคอของลาเทรลล์ เขาจึงให้คนสนิทพาสาวคนนี้ให้พ้นทาง แต่คนสนิทเลือกที่จะถีบรถวีลแชร์ให้พ้นทางแทนเข็นออกปกติ ซึ่งหนังกำลังนำเสนอวิธีการจัดการสาวพิการให้พ้นทางเพราะเข้ามาขัดจังหวะพอดี
แต่ละฉากที่ยกตัวอย่างมาแม้จะดูสวนทางกับความตระหนักรู้ในสังคมในปัจจุบัน อย่างการหลีกเลี่ยงการใช้ภาษาที่อาจเป็นการดูหมิ่นบุคคลอื่น แต่เมื่อมุกตลกเหล่านี้มาคลุกเคล้าร่วมกับบรรยากาศการถ่ายทอดของนักแสดง และอารมณ์ร่วมภายในหนัง จึงไม่ยากที่จะทำให้ผู้ชมอย่างเราๆ คล้อยตาม
ความตระหนักรู้ที่กำลังพูดถึงคือ “ความถูกต้องทางการเมือง” หรือ Political Correctness : PC สถาบันภาษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความหมายว่าคือ ทัศนคติ นโยบาย หรือพฤติกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกแบ่งแยก เหยียดหยาม และเกลียดชังทางด้านอัตลักษณ์ส่วนบุคคล เช่น เพศ สภาพทางกาย วัฒนธรรม เชื้อชาติ ความพิการ ความ PC นี้แพร่สะพัดในในโลกออนไลน์โดยเฉพาะเอ็กซ์ (ทวิตเตอร์) ที่เราจะเห็นคำว่า ‘บ้ง’ ปรากฏอยู่บ่อยครั้ง เช่น การโพสต์เหยียดหยามล้อเลียนเชื้อชาติ ไม่เคารพอัตลักษณ์ทางเพศผู้อื่น บูลลี่รูปลักษณ์ เป็นต้น
แม้จะเป็นหนังเรื่องเดียวกัน แต่เมื่อได้ดูคนละช่วงเวลาที่สังคมมีพัฒนาการความคิดชุดใหม่ เราถึงเกิดความตระหนักจนเริ่มเกิดคำถามกับพฤติกรรม และวิจารณ์ตัวละครบ้งๆ แต่สุดท้ายเราก็อดหัวเราะกับหนังเหล่านั้นไม่ได้อยู่ดี
เมื่อการหัวเราะให้กับเรื่องพวกนี้ไม่ใช่เรื่องที่ควร แต่ทำไมเรายังขำกับมันอยู่
อริสโตเติล นักปราชญ์ชาวกรีกเคยตั้งทฤษฎีไว้ว่า การที่มนุษย์หัวเราะให้กับรูปลักษณ์ที่ไม่ตรงตามความงามมาตรฐาน หรือหัวเราะให้กับความพิการด้านร่างกายนั้น เป็นการเสริมสร้างความมั่นใจในตัวเองบนความเจ็บปวดของคนอื่น เพราะเขาโชคร้ายกว่าคนที่กำลังหัวเราะ
หรือการหัวเราะให้กับเรื่องเชื้อชาติ หรือชาติพันธุ์ที่แตกต่างจากเรา คือความขำในเรื่องความเหนือกว่าและต่ำกว่า (Superiority amd Degradation) ซึ่งคนที่หัวเราะกับเรื่องนี้มักเป็นคนมีสถานะเหนือกว่า โทมัส ฮอบส์ นักปรัชญาชาวอังกฤษก็เชื่อในเรื่อง ‘ความเหนือกว่าของผู้หัวเราะ’ โดยเห็นว่าการหัวเราะเป็นการแสดงออกถึงความมั่นใจในตนเอง เกียรติภูมิ และความเหนือกว่าของบุคคล
การดูหนังเรื่องเดิมซ้ำๆ คือเซฟโซนถนอมความรู้สึก
แม้มีหนังเรื่องใหม่เข้าฉายในโรง ซีรีส์ใหม่ลงสตรีมมิงหลายสิบเรื่องแค่ไหน แต่จะมีอะไรดีไปกว่าการได้คลุกคลีกับสิ่งเดิมๆ ที่รู้ดีกว่าตัวละครไหนเป็นอย่างไร และเรื่องราวจะจบอย่างไร เรื่องราวเหล่านี้ต่างก็เป็นข้อยกเว้นให้เรามองข้ามความบ้งของหนังไปได้ เว็บไซต์ Phychology Today เว็บไซต์ให้คำแนะนำด้านสุขภาพจิตจากสหรัฐฯ อธิบายพฤติกรรมการดูหนังเรื่องเดิมซ้ำๆ ไว้ดังนี้
การเติมเต็มช่องว่างทางอารมณ์ให้มีช่องโหว่น้อยลง การที่เรากลับไปดูหนังเรื่องเดิมเพราะรู้ว่าปลายทางจะจบอย่างไร ซึ่งสัมพันธ์กับอารมณ์ของเราเมื่อได้ดูหนังจบ โดยไม่ต้องนั่งลุ้นว่าจะเกิดอะไรขึ้น จึงเป็น 1 ในเหตุผลว่าทำไมหลายคนถึงเลือกดูหนังตลกฉากเดิมซ้ำๆ มากว่าหนังดราม่า หรือโศกนาฏกรรม ที่ชวนลุ้นหรือติดตามมากกว่า
การได้ดูซ้ำๆ ยิ่งรู้สึกหลงรัก เพราะเรามักจะชอบอะไรบางอย่างเพิ่มขึ้นจากการใช้ประสาทสัมผัสรับรู้บ่อยๆ
อย่างการฟังเพลงเดิมซ้ำๆ แต่ละครั้ง ก็ยิ่งทำให้รู้สึกเพลิดเพลินกับเพลงยิ่งขึ้นโดยไม่รู้ตัว หรือกับภาพยนตร์ ละครยิ่งได้ดูซ้ำยิ่งชื่นชอบเนื้อเรื่องและตัวละคร จนเกิดเป็นความรู้สึกผูกพันไปถึงขั้นรักในที่สุด
ทั้งนี้ การดูหนังเรื่องเดิมยังช่วยพาเรากลับไปสู่เรื่องราวในชีวิตที่พันเกี่ยวกับหนัง เพื่อเยี่ยมเยือนความทรงจำเก่า ตัวเราในเวอร์ชันเดิมด้วยมุมมองที่ต่างจากเดิม
แม้เราจะรู้สึกสนุกเพลิดเพลินกับบทหนังตกยุค ที่ไม่เป็นไปตามการตระหนักรู้ในสังคม แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่จะมาการันตีว่าเราจะต้องเห็นด้วยกับการกระทำเช่นนี้ในชีวิตจริง การดูหนังอาจเป็นการปลดปล่อยอารมณ์ ปลดปล่อยความตึงเครียดจากกฎเกณฑ์ของสังคมที่ครอบเราอยู่โดยไม่รู้ตัว ผ่านเนื้อหา ของตัวละครที่มีพฤติกรรมเช่นนั้นไปแล้ว หรือบางครั้งเราดูหนังเหล่านั้นเพื่อเรียนรู้พฤติกรรมความบ้งของตัวละคร พร้อมหัวเราะหึๆ ในลำคอไปด้วยก็ได้
ที่มา
คลังปัญญาจุฬาฯ / การแสดงตลกในงานสื่อวีดิทัศน์ ระหว่างปี พ.ศ. 2536-2537
สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย / รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการหยุดบูลลี่ด้วยสื่อพีซี
Classic Entourage Magazine / The Death of Modern Comedy Movies
Psychology Today / Play and Repeat: Why We Watch the Same Shows Over and Over
