‘บนโลกนี้ไม่มีใครเก่งเท่าแกแล้วล่ะ’
เชื่อว่าหลายคนเคยสัมผัสกับสถานการณ์สุดเซ็งที่ทำเอาวันนั้นเป็นแบดเดย์ อย่างสถานการณ์ในที่ทำงาน ที่ไม่ว่าเราจะทำงานออกมาได้ดีแค่ไหน แต่ก็ยังไม่ถูกใจใครบางคนอยู่ดี จนทำเอาเราอยากสบถไปว่า ไม่มีใครเก่งเท่าคุณพี่แล้ว แต่เราก็ไม่อาจไปจัดการทุกอย่างให้เป็นไปตามใจที่เราต้องการ แต่สิ่งที่เราทำได้ทันทีคือการพ่นมุกตลกเสียดสีจิกกัดออกมา ให้เสียงหัวเราะปลอบใจในวันที่ไม่เป็นดั่งหวัง แต่การที่เราทำแบบนี้มันเป็นเพราะอะไรกันนะ
การที่เราปล่อยมุกตลกเสียดสีออกมาในสถานการณ์ที่กำลังแย่เป็น 1 ใน กลไกการป้องกันตนเอง หรือ Defense Mechanism หรือ ถูกคิดค้นโดยซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) นักจิตวิทยาชื่อดังชาวออสเตรีย ที่ได้รับยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งจิตวิเคราะห์ โดยในบทความ รูปแบบการใช้กลไกทางจิต : โลกแห่งจิตมนุษย์ (Defense Mechanism Styles : The World of Unconscious Mind) เขียนโดย รศ.ดร.เบญจวรรณ บุญยะประพันธ์ ภาควิชามนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ จากวารสารวิชาการศิลปศาสตร์ประยุกต์ อธิบายไว้ว่า พฤติกรรมนี้เป็นกลไกป้องกันตนเอง ในการจัดการ หรือหลีกเลี่ยงการรับมือกับความเครียด ความโกรธ ความวิตกกังวล รวมถึงอารมณ์ลบอื่นๆ ที่เกิดขึ้นมา ซึ่งเกิดขึ้นได้ทั้งในสภาวะรู้ตัวและสภาวะของจิตไร้สำนึก เพื่อผ่อนคลายจิตใจจากความตึงเครียด และช่วยให้จิตใจกลับเข้าสู่สภาวะที่สมดุลเพื่อเดินหน้าต่อได้ ราวกับว่ารับมือได้สบายมากกับเรื่องนั้นๆ (แม้ในหัวจะรู้สึกโกลาหลไปหมดแล้วก็ตาม) ซึ่งกลไกป้องกันตนเองนั้นประกอบไปด้วย 20 วิธี โดยการใช้ความตลกเข้าสู้ก็เป็น 1 ในวิธีเหล่านี้ด้วยเช่นกัน
แล้วความตลกแสบๆ คันๆ นี้ช่วยอะไรได้บ้าง?
ในเว็บไซต์ mind owl เว็บไซต์มุ่งนำเสนอการฝึกฝนสติผ่านช่องทางออนไลน์ ได้อธิบายถึงข้อดีของการใช้ความตลกเข้ารับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นไว้หลายข้อ
ความตลกกับสถานการณ์ที่รู้สึกไม่ปลอดภัยต่ออารมณ์
การใช้ความตลกเพื่อรับมือกับอารมณ์ขุ่นหมองนั้นก็เป็นประโยชน์กับชาวมนุษย์ขี้กลัวอยู่ไม่น้อย อย่างการที่เราตกอยู่ในสภาวะไม่มั่นคงปลอดภัย เราเลือกที่จะโยนความคิดเห็นตลกเสียดสีเข้าไปในวงสนทนา เพราะบางครั้งเราก็ไม่มั่นใจในข้อมูลที่จะสื่อไปในวงพูดคุย ซึ่งนั่นก็เป็นการช่วยซ่อนเร้นความอ่อนไหวและความกลัว และนอกจากจะเป็นการช่วยปิดบังความรู้สึกที่แท้จริงแทนการพูดคุยตรงๆ ยังเป็นส่วนช่วยให้เราหลีกเลี่ยงการปะทะทางคารม ทำให้เรายังสามารถสนทนาในเรื่องที่จริงจังกันต่อได้
ความตลกกับการเข้าสังคม
นอกจากนี้ หลายคนที่มักจะเข้าสังคมไม่เก่ง ไม่รู้จะหยิบข้อความแบบไหนไปพูดคุยกับคนอื่นๆ ยังสามารถใช้ความตลกให้ช่วยรับมือกับความกระอักกระอ่วนขณะเข้าสังคมได้อีกด้วย เพราะแม้ข้างในหัวใจจะเต้นไหวระรัว เหงื่อโชกอยู่ข้างใน แต่ภายนอกเรายังเป็นคนเท่ที่ดูฉลาดเฉลียวทางด้านอารมณ์อยู่นะ
โมโหจนเลือดขึ้นหน้า แต่ทุเลาได้เพราะความตลก
ความตลกเสียดสี จิกกัดแสบๆ นี้ก็เปรียบเสมือนเป็นเกราะป้องกันในหมู่ชาวหัวร้อนให้อยู่ในร่องในรอย ซึ่งเรามักจะใช้ความตลกนี้เพื่อปิดบังความรู้สึกที่แท้จริงว่าเรากำลังกำหมัดแน่นๆ อยู่ เพื่อเป็นการบรรเทาโทสะให้ดีขึ้นผ่านการแสดงความคิดเห็นจิกกัดแสบสันออกไป
แต่ใช่ว่าความตลกนี้จะมีแต่ผลดีอย่างเดียว
การจิกกัดแซะเก่งจนนึกว่าเป็นชาวท่าแซะ ก็ใช่ว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อคนอื่นๆ การใช้ความตลกประเภทนี้มากเกินไปก็เข้าข่ายเป็นอารมณ์ขันทางลบ (Maladaptive Humor Style) โดยบทความ Style of Humor รูปแบบของอารมณ์ขัน โดยคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้อธิบายไว้ว่า อารมณ์ขันทางลบ เป็นการแสดงออกของอารมณ์ขันถึงความก้าวร้าว ทำให้ผู้อื่นอับอายหรือได้รับความเสียหายได้ บางครั้งเราอาจระบายอารมณ์ ณ ขณะนั้น ด้วยการพ่นมุขตลกออกไปโดยไม่ทันระวัง ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่มุขเหล่านั้นจะกระทบกระทั่งบุคคลที่เราสนทนาและผู้อื่น ส่งผลให้ความสัมพันธ์ต่อกันถดถอยลง ทั้งในเรื่องความเชื่อมั่นและความใกล้ชิดทางด้านอารมณ์ เกิดความล้มเหลวในการสื่อสาร และการใช้คำเสียดสีที่แรงเกินไปก็เป็นการทำร้ายความรู้สึกคนอื่นได้เช่นกัน
การใช้ความตลกที่เป็นหนึ่ง ในกลไกการป้องกันตนเอง ก็เป็นอีกวิธีที่จะช่วยเยียวยาอารมณ์เชิงลบของเราให้ดีขึ้นได้ในเวลาอันสั้น แต่วิธีนี้ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ดังนั้นพวกเราอย่าเพิ่งสติกระเจิง วิธีที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหานั้นคือการเผชิญหน้ากับมันอย่างมีสติและค่อยๆ จัดการไปทีละสเต็ปตามความสามารถของเราเองโดยไม่ต้องกดดันตัวเองมากนัก
อ้างอิง
Mindowl/ Why Do PeoPle Use Sarcasm
Verywellmind/ 20 Defense Mechanisms We Use to Protect Ourselves
คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย/ กลไกการป้องกันตนเอง-Defense Mechanism
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ/ รูปแบบการใช้กลไกทางจิต : โลกแห่งจิตมนุษย์
คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย/ Style of Humor รูปแบบของอารมณ์ขัน
