เรื่อง ‘เหล้า’ ที่มีเรื่อง ‘เล่า’ ว่าที่วิทยานิพนธ์ตั้งตนจากการตีตรา สู่การทำความเข้าใจวัฒนธรรมการดื่มของคนไร้บ้าน มีความหมายมากกว่า ‘ความเมา’

ในภาพจำของสังคมไทย ‘คนไร้บ้านที่ดื่มเหล้า’ มักถูกมองด้วยสายตาที่ใส่ฟิลเตอร์แง่ลบ แต่สำหรับ โมเม – อารียา สุปรียาพร หญิงสาววัย 28 เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานพื้นที่ศูนย์พัฒนาศักยภาพคนไร้บ้านจ.ปทุมธานี (บ้านพูนสุข), ศูนย์คนไร้บ้าน สุวิทย์ วัดหนู (บางกอกน้อย) และในฐานะที่ปฏิบัติงานพื้นที่ที่ทำงานใกล้ชิดกับคนไร้บ้านมาหลายปี เหล้านั้นไม่ใช่แค่ความมึนเมา หากเป็น ‘ภาษา’  บางอย่างที่คนไร้บ้านใช้สื่อสารกันอย่างหนึ่ง 

“ตอนนั้นไปขอนแก่น เจอเขาหมักเหล้าเองค่ะ ตอนแรกคิดว่าทำเพราะงดขายเหล้า แต่เปล่าเลย มันเป็นภูมิปัญญา เป็นกิจกรรมคลายเครียดของเขา” 

จากประสบการณ์ทำงานภาคสนาม สู่การตั้งคำถามเชิงวิชาการ ณ ตอนนี้ โมเมกำลังพัฒนา ‘ว่าที่วิทยานิพนธ์’ จากการศึกษาเรื่อง “วัฒนธรรมการดื่มสุราของคนไร้บ้าน”: การศึกษาเชิงลึกเพื่อพัฒนาแนวทางการบำบัดฟื้นฟูสู่การพัฒนาาคุณภาพชีวิตคนไร้บ้าน นิสิตหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพัฒนามนุษย์และสังคม (สหสาขาวิชา) บัณฑิตวิทยาลัย (“ทุนสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม ประเภททุนพัฒนานักวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา สาขาสังคมศาสตร์ ประจำปีงบประมาณ 2568)

บทสนทนานี้ ไม่ได้สนับสนุนในคนกินเหล้า และโมเมก็ไม่ได้โรแมนติไซส์การดื่มเหล้า แต่อยากชวนทุกคนไปทำความเข้าใจว่าวัฒนธรรมการดื่มของคนไร้บ้าน มีความหมายมากกว่า ‘ความเมา’

เมื่อการดื่มไม่ใช่แค่ปัญหาส่วนบุคคล

โมเมเล่าว่า ในช่วงแรกของการทำงานภาคสนาม โมเมเองก็เคยมองการดื่มในกรอบเดียวกับสังคมทั่วไป แต่เมื่ออยู่กับคนไร้บ้านนานขึ้น โมเมเริ่มเห็นว่าการดื่ม เกิดขึ้นซ้ำๆ ในบริบทที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก

โมเมพบว่าการดื่มแอลกอฮอล์ของคนไร้บ้านไม่ใช่เรื่องเสพติด อย่างเดียว แต่มันคือ เครื่องมือเอาตัวรอดช่องทางสร้างสัมพันธ์ การเยียวยาใจที่แตกสลาย และวัฒนธรรมการนั่งรวมกันที่ทำให้รู้สึกไม่โดดเดี่ยว

งานวิจัยของ Journal of Urban Health (2021) ระบุว่า การดื่มของคนไร้บ้านมีความหมายทางสังคมสูงมาก โดยเฉพาะในสังคมเอเชียที่มีวัฒนธรรมวงเหล้า เป็นพื้นที่พูดคุยเรื่องส่วนตัว

“มันคือการรวมกลุ่ม การมีพรรคมีพวก  บางคนกินเพื่อชูกำลังก่อนทำงาน บางคนกินเพื่อยุติความเศร้าที่ค้างอยู่เป็นปีๆ”

เหล้าในฐานะเครื่องมือเยียวยาสำหรับคนไร้บ้าน 

โมเมแชร์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองไว้ 

“ตอนหนูโดนรถชนนะคะ คนที่เห็นเหตุการณ์คนแรกคือกลุ่มที่กำลังนั่งดื่มเหล้า เขาเป็นเหมือนกล้องวงจรปิดที่ดีที่สุดเลย กระจายข่าวเร็วกว่าใครด้วยซ้ำ” โมเมเล่า

โมเมอธิบายว่า การดื่มสุราในกลุ่มคนไร้บ้านไม่อาจแยกออกจากประสบการณ์ความสูญเสีย ความรุนแรง และความเจ็บปวดสะสม หลายคนผ่านการแตกหักกับครอบครัว การตกงาน การเจ็บป่วย หรือการถูกเลือกปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง

งานวิจัยสากล เช่น Substance Use & Misuse ปี 2021 ก็เน้นว่า การดื่มของคนไร้บ้านมักเชื่อมกับความสัมพันธ์ทางสังคม ไม่ใช่แค่การเสพติดโดยไร้เหตุผล 

สำหรับคนไร้บ้าน เหล้าคือยาชูกำลังราคาถูก ก่อนออกไปทำงานรับจ้างรายวัน และสำหรับอีกหลายคน คือผลพวงของความเครียดและความสูญเสียในชีวิตแบบที่ไม่มีระบบใดรองรับ 

โมเมย้ำว่า การมองเหล้าในฐานะเครื่องมือเยียวยา ไม่ได้หมายความว่าโมเมจะเห็นชอบกับการดื่มของคนไร้บ้านแต่เป็นการชี้ให้เห็นว่า หากไม่เข้าใจหน้าที่ของมัน การบำบัดฟื้นฟูที่เน้นแค่การเลิกเหล้า ย่อมไปไม่ถึงรากของปัญหา

“สุขภาพพังค่ะ โดยเฉพาะคนที่เคยใช้สารเสพติดมาก่อน มันนำไปสู่ปัญหาจิตเวชได้ คนไร้บ้านหลายคนอยากเลิกแต่เลิกไม่ได้ เพราะเขาไม่รู้จะเลิกไป ‘เพื่ออะไร’ ไม่มีแรงจูงใจ ไม่มีสภาพแวดล้อมสนับสนุน”

เช่นเดียวกับที่ผลสำรวจ Substance Use Among Homeless Populations พบว่าความโดดเดี่ยว ความเครียด และการขาดพื้นที่ปลอดภัย เป็นปัจจัยหลักของการดื่ม ไม่ใช่ ‘นิสัยติดเหล้า’ 

จากการตีตรา สู่การออกแบบการบำบัดที่เข้าใจชีวิตจริง

โมเมเล่าว่าจุดประสงค์หลักๆ ของการศึกษาวิทยานิพนธ์หัวข้อนี้นอกจากเพื่อศึกษาพฤติกรรมการดื่มสุราและวัฒนธรรมการดื่มสุราของกลุ่มคนไร้บ้านทั้งในช่วงก่อนและหลังเมื่อเข้าสู่สภาวะการกลายเป็นคนไร้บ้านแล้ว ยังอยากให้เห็นแนวทางการบำบัดฟื้นฟูคนไร้บ้านติดสุราที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และนำไปสู่การพัฒนาข้อเสนอแนวทางการบำบัดฟื้นฟูที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมการดื่มสุราของคนไร้บ้าน

โมเมมองว่า ระบบการช่วยเหลือจำนวนมากยังตั้งอยู่บนกรอบศีลธรรม คนไร้บ้านต้องเลิกเหล้า เลิกพฤติกรรมเสี่ยง ก่อนจะได้รับโอกาส

“แต่คำถามคือ เราเคยถามเขาไหมว่า เหล้าช่วยเขารับมือกับอะไรอยู่ แล้วถ้าไม่ดื่ม เขาจะเหลืออะไรไว้ประคองชีวิต หรือจับเขาไปบำบัดคนส่วนใหญ่เขาก็ไม่โอเค เข้าไปบำบัดแล้วออกมาก็ยังอยู่สภาพเดิม เพราะเขาขาดแรงจูงใจส่วนตัว ” 

ณ ตอนนี้ วิทยานิพนธ์นี้ถูกเก็บข้อมูลไปแล้วกว่า 60% แต่โมเมก็หวังว่าอยากให้สังคมเลิกตีตราคนไร้บ้าน เหมือนสายตาที่ใช้มองตอนเขาดื่มเหล้า เพราะทุกอย่างมันมีเบื้องลึกเบื้องหลังและเหตุผลทั้งนั้น