เกมบันไดงูที่เดินหน้ากี่ก้าวก็ถูกฉกให้ร่วง : คนจนเมืองกับโอกาสในการเข้าถึงบริการสุขภาพจิต

“ความจนมันสอนให้เราสู้นะ สู้ทุกอย่าง ความเครียดก็ต้องสู้กับมัน”

ความเห็นจากคุณป้าเจ้าของร้านขายของชำในชุมชนคลองเตยที่วันนี้มาเป็นตัวแทนสมาชิกชุมชนในวงแลกเปลี่ยนความเห็นประเด็น การเข้าถึงบริการสุขภาพจิตของคนจนเมือง ร่วมกับทีมวิจัย สมาชิกชุมชนหลายคนในวงพอได้ฟังประโยคนั้นก็หันมาพยักหน้าให้กันเพราะเข้าใจกันในความหมายเป็นอย่างดี

“ถ้าแพ้ก็ต้องเป็นคนบ้า คลุ้มคลั่งอยู่ในชุมชน”

คุณป้าเอ่ยปากขึ้นอีกรอบ แต่คราวนี้ดูเหมือนประสบการณ์ที่ต่างคนต่างเคยประสบกับเหตุการณ์ในประโยคนี้อาจจะไม่น่านึกถึงสักเท่าไร เพราะมันสะท้อนถึงความท้าทายที่คนจนเมืองต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน 

สำหรับคนจนเมื่อต้องเล่น ‘เกมชีวิต’ จนวันหนึ่งถ้าต้องกลายเป็นผู้ป่วยจิตเวช หรือที่คนมักเรียกว่า ‘คนบ้า’ เปรียบเสมือนการถูกตีตราให้เป็นผู้แพ้และถูกคัดออกจากเกม สำหรับพวกเขาการอยู่ในสถานะ ‘คนจนเมือง’ แม้จะชีวิตจะเป็นเกมที่ไม่สนุกและเอาชนะได้ยากแต่สิ่งที่ทำให้พวกเขายังไม่ยอมแพ้และขอถอนตัวออกไปจากเกมไปเสียก่อนคือ ‘ความหวัง’ ในทุกวันที่ตื่นขึ้นมาที่จะได้ ‘ลุ้นว่าจะได้เป็นผู้ชนะ’ สักครั้งในชีวิต

คนจนเมืองคือใครที่ต้องเดินบนกระดานเกมนี้?

ลองนึกภาพว่าเราต้องเล่นเกมบันไดงู แต่ทอยลูกเต๋าเมื่อไรก็ได้แต้มเกิน 1 แต้ม ในกระดานเกมแทบมองไม่เห็นบันไดที่เป็นทางลัด และช่องทางเดินเต็มไปด้วยงูที่ไม่ว่าจะเดินหน้าไปกี่ก้าวก็จะเจองูฉกให้ย้อนกลับมาเริ่มเกมใหม่อยู่เสมอ โอกาสในการชนะเกมแทบจะเป็นศูนย์ ความยากของเกมกระดานนี้คงพอทำให้เราพอจะจินตนาการถึงสิ่งที่คนจนเมืองต้องเผชิญเมื่อชีวิตมาถึงจุดที่พวกเขาต้องพาตัวเองไปเข้ารับบริการสุขภาพจิต แต่ความต่างจากการเล่มเกมบนโต๊ะคือเมื่อคนจนเมืองแพ้ พวกเขาต้องจ่ายด้วยชีวิต

“คิดดูว่าใครจะกล้าบอกว่าตัวเองบ้า”

เสียงของคนในชุมชนบางกอกน้อยสะท้อนสิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญ ว่าการยอมรับกับครอบครัวและคนในชุมชนว่าตัวเองมีปัญหาสุขภาพจิตก็เหมือนการประกาศตัวว่าเป็นคนแพ้ในเกมชีวิต ไม่มีใครอยากให้สังคมโดยเฉพาะคนใกล้ตัวมองว่าเป็นตัวปัญหา 

แล้วพวกเขาคือใคร? คนจนเมืองเป็นใครมาจากไหน? งานวิจัยชุดความเหลื่อมล้ำและคนจนเมืองโดย ดร.สุปรียา หวังพัชรพล และคณะ อธิบายว่า คนจนเมืองในประเทศไทยแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่ ๆ

กลุ่มคนจนเชิงรายได้ 

คนกลุ่มนี้เป็นผู้อาศัยดั้งเดิมในพื้นที่เมืองแต่ถูกทำให้เป็น ‘คนจน’ ในเมืองใหญ่เพราะมักถูกไล่รื้อที่อยู่อาศัยและที่ทำกินจากโครงการพัฒนาเมืองขนาดใหญ่อยู่เสมอ เช่น โครงการสร้างทางด่วน รถไฟฟ้า ทางรถไฟ การสัมปทานที่ให้เอกชนสร้างอาคารพาณิชย์  ทำให้พวกเขาต้องย้ายที่อยู่อาศัยและที่ทำกินไปเรื่อยๆ ไม่สามารถปักหลักอยู่ในพื้นที่ใดได้นานเพราะขาดสิทธิในการเข้าถึงกรรมสิทธิ์ที่ดิน ส่วนใหญ่จึงมักจะมีอาชีพรับจ้างรายวันที่เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของพวกเรา เช่น คุณลุงขับวินมอเตอร์ไซต์หน้าปากซอย คุณป้าพนักงานทำความสะอาดในออฟฟิศขนาดใหญ่ น้องพนักงานเสิร์ฟร้านบุฟเฟ่ต์หม่าล่า พี่สาวคนร้านขายเสื้อผ้าตามตลาดนัด คนจนเมืองกลุ่มนี้ต้องเผชิญกับความเครียดรายวันจนนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตเรื้อรัง

กลุ่มชุมชนดั้งเดิมในพื้นที่ 

คนจนเมืองกลุ่มนี้พวกเขาเคยเป็นผู้อยู่อาศัยเดิมในพื้นที่ที่วิถีชีวิตและวัฒนธรรมดั้งเดิมที่สูญเสียที่ดินทำกินและต้องละทิ้งวิถีชีวิตเดิม เพราะได้รับผลกระทบจากการพัฒนาของภาครัฐและการลงทุนภาคเอกชนทั้งในทางตรงและทางอ้อมในเมืองท่องเที่ยวหรือเมืองเขตเศรษฐกิจพิเศษ เช่น กลุ่มเกษตรกร  กลุ่มชาติพันธุ์ พวกเขาเหมือนถูกบังคับให้ปรับตัวให้เข้ากับเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปโดยไม่มีทางเลือก คนกลุ่มนี้มักมีความเครียดสะสมจากการต้องสูญเสียและละทิ้งอัตลักษณ์วิถีชีวิตดั้งเดิมของตน

กลุ่มแรงงานที่ย้ายเข้ามาในพื้นที่ 

คนกลุ่มนี้มีความหลากหลายทางเชื้อชาติและภูมิลำเนา เป็นกลุ่มแรงงานในระบบและนอกระบบที่ย้ายเข้าในเมือง เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ดูเหมือนเมืองไม่ได้ต้อนรับขับสู้พวกเขาดีเท่าใดนัก เช่น กลุ่มแรงงานข้ามชาติในแคมป์คนงานก่อสร้างที่มีลูก ๆ ตามมาด้วยบางคนเข้าไม่ถึงสวัสดิการรักษาพยาบาล และการศึกษาของลูกๆ รวมทั้งกลุ่มคนรุ่นใหม่จากต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานต้องเช่าหอพักและปรับตัวให้เข้ากับเมืองใหญ่ ด้วยความเป็นผู้มาเยือนและเป็นกลุ่มผู้ใช้แรงงานบางครั้งพวกเขาก็รู้สึกแปลกแยกจากคนในพื้นที่ รู้สึกโดดเดี่ยว จนกลายเป็นความยากจนทางศักดิ์ศรี ความรู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งของเมืองทำให้เป็นอุปสรรคในเข้ารับบริการสุขภาพจิต เพราะผู้ป่วยมักจะกังวลเรื่องความไม่มั่นใจในสิทธิของตนเอง

กลุ่มคนชายขอบ 

คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ยังไม่ได้รับโอกาส สิทธิพื้นฐาน และการยอมรับจากสังคมทำให้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในทุกมิติ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อย กลุ่มแรกคือ กลุ่มคนชายขอบทางสภาพร่างกาย ได้แก่ ผู้สูงอายุและคนพิการ  และคนชายขอบทางสถานะทางสังคม เช่น กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ และกลุ่มคนที่ประกอบอาชีพบริการทางเพศ คนกลุ่มนี้มักถูกเลือกปฏิบัติเมื่อเข้ารับบริการสุขภาพจิต หรือ ระบบให้บริการไม่ครอบคลุมพวกเขา เช่น ผู้ป่วยจิตเวชที่เป็นผู้หญิงข้ามเพศ แต่ในบัตรประชาชนยังมีคำนำหน้าเป็นนาย เมื่อต้องเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลก็ต้องพักรวมในวอร์ดผู้ป่วยชาย หรือกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีอุปสรรคด้านภาษาที่จะใช้สื่อสารอาการเจ็บป่วยทางใจกับคุณหมอ

เกมชีวิตของคนจนเมือง : เกมบันไดงูที่มีงูเยอะเกินไป

สำหรับคนจนเมือง การเล่นเกมชีวิตไม่ต่างอะไรกับการจำใจต้องเล่มเกมบันไดงูที่มีจำนวนงูบนกระดานมากเกินไป เดินไปกี่ช่องก็เจอแต่งู ซึ่งเปรียบได้กับอุปสรรคในชีวิตประจำวัน ทั้งปัญหาค่าแรงรายวันน้อยจนไม่เพียงกับการเลี้ยงปากท้อง ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่ต้องจำทนอยู่ ปัญหายาเสพติดที่กัดกร่อนจิตใจ อุปสรรคเหล่านี้ค่อยๆ สร้างภาระทางสุขภาพจิตให้กับพวกเขาทีละนิด บริการสุขภาพจิตซึ่งควรเป็นเหมือนบันไดก้าวข้ามไปสู่บริการสุขภาพจิต กลับมีจำนวนน้อยเกินไป กรรมการชุมชนบางกอกน้อยอีกคนหนึ่งเล่าปัญหานี้ให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า 

“ในกรุงเทพก็ต้องยอมรับเหมือนกันว่า หมอจิตเวชน้อยมาก ต่อให้มีก็ไปอยู่ในจุดที่คนอย่างเราเข้าถึงยาก ในคลินิกอะไรอย่างนี้”

 ลองนึกถึงเวลาที่เรากำลังเล่มเกมบันไดงูที่เดินไปตกช่องงูซ้ำแล้วซ้ำเล่าแล้วพอทอยลูกเต๋าครั้งนี้เราบนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในใจว่า ขอให้จำนวนช่องถัดไปที่เราเดินไปถึงตกช่องที่มีบันไดสักทีจะได้ใช้ทางลัดไปถึงเส้นชัยไวๆ แต่โชคก็ไม่เคยเข้าข้าง เหมือนโอกาสในการเข้าถึงคุณหมอจิตเวช ที่ถูกวางไว้ในที่ที่คนจนเมืองเข้าไปไม่ถึง เส้นชัยในได้การเข้ารับการรักษาสุขภาพจิตของคนจนเมืองก็มีโอกาสน้อยตามไปด้วย

การตื่นขึ้นมาใช้ชีวิตประจำวันของพวกเขาเหมือนการทอยลูกเต๋าแล้วเดินไปตามช่องตัวเลขที่ทุกการก้าวเดินต้องเสี่ยงดวงเจอกับปากงูที่พาดอยู่เต็มหน้ากระดานฉกให้ร่วงหล่นนับครั้งไม่ถ้วน ในปัจจุบันมีบริการตั้งจุดให้บริการสุขภาพจิตในชุมชน แต่โอกาสในการเข้ารับบริการก็เหมือนกับการทอยลูกเต๋าก่อนก้าวขาออกจากบ้าน ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะทอยได้แต้มสูงหรือต่ำ คุณป้าสมาชิกชุมชนคลองเตยอีกคนเล่าให้พวกเราฟังว่า

“หมอมาทุกวันจันทร์ครึ่งวัน ถ้าไม่หนักจริงไม่มีใครมารอหรอก เพราะบางอาทิตย์ก็มารอเก้อ หมอเขาไม่มา ก็ปล่อยจนอาการมันออกแล้วรอตำรวจเขาจับส่งโรง’บาล”

การถูกมองว่าเป็น “คนบ้า” ทำให้หลายคนเลือกซ่อนปัญหาแทนที่จะขอความช่วยเหลือ เพราะกลัวว่าจะถูกสังคมตีตรา จนกระทั่งอาการถึงขั้นวิกฤต หลายคนโชคดีที่ได้กลับมาอยู่ในชุมชนและรักษาต่อเนื่อง แต่ในบางครั้งชุมชนก็เกิดความสูญเสียที่น่าสะเทือนใจ

“บางคนมีอาการแล้วเราไม่รู้ ตกน้ำตายไปแล้ว” 

พี่คนหนึ่งในชุมชนบางกอกน้อยเล่าให้ฟังถึงเรื่องราวของสมาชิกชุมชนที่อาศัยอยู่เพียงลำพังและไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

เมื่อบันไดมีน้อยเกินไป ผู้เล่นจึงร่วมกันสร้างกติกาพิเศษขึ้นมาชั่วคราว

แม้บันไดจะมีน้อย แต่ในบางชุมชนพยายามสร้าง “กติกาพิเศษ” ขึ้นมาใช้ชั่วคราว เพื่อให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน กติกาพิเศษได้มาจากกิจกรรมที่อาสาสมัครและกรรมการ ในชุมชนเรียกว่า เซนเซอร์ชุมชน หรือ วงนินทา

“สิ่งเดียวที่เราเห็นและดูแลได้ คือ เซนเซอร์ของชุมชนถูกรับรู้ บอกเล่ากัน จริง ๆ มันคือวงนินทา แต่วงนินทามันไปค้นหาสิ่งที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดการ” 

เมื่อกรรมการชุมชนได้โจทย์มาจากวงนินทาบางชุมชนก็มีสมาชิกชุมชนผันตัวมาเป็นอาสาสมัครรวมกลุ่มกันจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ในชุมชนและเป็นกิจกรรมที่ทำให้คนในชุมชนรู้สึกมีคุณค่า เช่น ปลูกผักสวนครัว ทำความสะอาดชุมชน อบรมอาชีพซึ่งล้วนเป็นกิจกรรมที่ช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสมาชิกได้มีพื้นที่ปลอดภัย มีเวลาว่างในการรับฟังปัญหาชีวิตซึ่งกันและกัน บางชุมชนสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัวคอยติดตามและถามไถ่เมื่อสมาชิกในชุมชนหายหน้าหายไป หรือมีคนที่ทำหน้าที่ม้าเร็ว คอยแวะเวียนไปบ้านนั้น บ้านนี้ คอยส่งข้าว ส่งน้ำ คอยดูแลให้สมาชิกชุมชนกินยาจิตเวชอย่างสม่ำเสมอ 

แม้กติกาของเกมชีวิตยังไม่เปลี่ยนในตอนนี้แม้จะมีงูมากมายที่คอยเป็นอุปสรรคแม้บันไดสู่บริการสุขภาพจิตของรัฐจะเข้าถึงยากแต่การรับรู้ว่าพวกเขายังมีกันและกัน มีเครือข่ายและชุมชนคอยสนับสนุนคอยช่วยพยุงกันให้เริ่มต้นใหม่ทุกครั้งที่โดนงูฉก หรือคอยลุ้นทุกครั้งที่ทอยลูกเต๋า ก็เป็นอีกหนึ่งความหวังและกำลังใจให้พวกเขาไม่ยอมกลายเป็นผู้แพ้ในเกมนี้

“เราไม่ได้ทำได้ดีที่สุด แต่เราเป็นที่เดียวที่เขาจะมาพึ่งได้”

คุณป้าหนึ่งในคณะกรรมการชุมชนสรุป เธอเป็นอีกคนที่คอยรับฟังสารพัดปัญหาของสมาชิกชุมชนที่แวะเวียนมาซื้อของใช้ที่ร้านและใช้เวลาสั้นๆ ในระหว่างเลือกซื้อของและทอนเงินพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน

ออกแบบกระดานเกมใหม่: ฟังเสียงผู้เล่นตัวจริง

บทความนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการชวนมองปัญหาการเข้าถึงบริการสุขภาพจิตของคนจนเมืองโดยเปรียบเทียบกับเกมบันไดงู อะไรคืองูที่ขัดขวางการเข้าถึงบริการสุขภาพจิต บันไดที่ควรมีเพื่อทำให้การเข้าถึงบริการง่ายขึ้นควรวางไว้ตรงไหน ปัญหานี้เป็นเป้าหมายสำคัญของงานวิจัยนี้คือการระดมความคิดเพื่อการสร้างพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตที่เข้าถึงคนจนเมือง งานวิจัยชิ้นนี้จึงเหมือนการชวนทุกคนมาลองเล่นเกมกระดานเดียวกัน  รับฟังเสียงจากผู้เล่นตัวจริง เพื่อออกแบบเกมใหม่ให้สมาชิกเมืองทุกคนรู้สึกว่าชีวิตไม่ได้ถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง และมีสิทธิที่จะชนะในเกมชีวิตเท่าเทียมกับทุกคน

อ้างอิง
  • สุปรียา หวังพัชรพล และคณะ. (2560). ชุดโครงการวิจัยความเหลื่อมล้ำและคนจนเมือง. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม.
  • Wilkinson, R., & Pickett, K. (2555). ความไม่เท่าเทียม The Spirit Level: Why Equality is Better for Everyone (สฤณี อาชวานันทกุล, แปล). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ Openworld.
  • Binmore, K. (2562). ทฤษฎีเกม: ความรู้ฉบับพกพา (Game Theory: A Very Short Introduction) (พรเทพ เบญญาอภิกุล, แปล). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ Bookscape.