บางคนเจอความน่ารักของตัวเองจากการคุยกับผู้อื่น และบางคนก็เจอความน่ารักของตัวเองโดยการคุยกับตัวเอง
จริงๆ มันมีวิธีหลากหลายที่ช่วยให้เราเจอกับความน่ารัก ความไนซ์ของตัวเอง ในงาน Soul Connect Fest 2025 : มหกรรมพบเพื่อนใจ ที่มาในธีม Humanice ครั้งนี้ จึงอยากพาทุกคนมาสำรวจคำถาม และคำตอบที่ยังไม่เคยเจอเกี่ยวกับใจของตัวเอง
แต่การจะไปเจอสิ่งเหล่านั้นได้ บางคนกลัวที่จะต้องเดินไปอย่างโดดเดี่ยว ในงานนี้จึงมี ‘อาสาสมัคร’ จำนวนหนึ่งที่พาเราไปเจอความไนซ์ของตัวเองอย่างไม่ยัดเยียดและเรียบง่าย
พวกเขาไม่ใช่คนที่จะหาคำตอบทุกอย่างให้กับเรา แต่จะพาเราเดินทางไปในงานเพื่อให้เราหาคำตอบได้ด้วยตัวเอง โดยระหว่างทางก็มีการแลกเปลี่ยนความไนซ์ของกันและกัน เพื่อย้ำเตือนกับคนเราว่ามนุษย์มีความน่ารัก ความดีอยู่ในตัวกันทุกคน ซึ่งถ้าเขามี เราเองก็มีเหมือนกัน
‘แว่น’ ไพโรจน์ วิสุทธิวงศ์รัตน์ ผู้ดูแลด้านอาสาสมัครทั้งหมดในงาน Soul Connect Fest บอกว่าถ้าเปรียบเหมือนเพื่อน อาสาสมัครก็จะเป็นเพื่อนที่เดินอยู่ข้างๆ กันเสมอ
“น่าจะเป็นเพื่อนที่เดินเข้ามาหาเราแบบสบายๆ แล้วพูดว่า ‘เฮ้ย เป็นไงบ้าง’ เขาจะไม่ใช่คนนำทางเราทุกอย่าง ไม่ใช่คนที่จะจูงมือพาเราไป แต่เขาจะแตะบ่าเราแล้วบอกว่า ‘ปะ ไปด้วยกัน’ เป็นเพื่อนที่พร้อมลงเรือลำเดียวกัน รู้หนาวรู้ร้อนไปด้วยกัน”
วันนี้เราพาเดินไปคุยกับอาสาสมัครในงาน มนุษย์ธรรมดาที่มีความไนซ์ ที่ช่วยพาเราไปหาความไนซ์ในตัวเองได้เหมือนกัน
‘แว่น’ ไพโรจน์ วิสุทธิวงศ์รัตน์: เป็นเพื่อนที่เดินเข้ามาหาเราแบบสบายๆ แล้วพูดว่า ‘เฮ้ย เป็นไงบ้าง

ระหว่างเดินเล่นภายในงาน เราเห็นผู้ชายคนหนึ่งสะพายกล้องและคอยตามถ่ายรูปคนอื่นไปทั่ว คนที่เขาถ่ายไม่ใช่ผู้เข้าร่วมงาน แต่เลือกถ่ายเฉพาะอาสาสมัคร
ผู้ชายคนนั้นคือ ‘แว่น’ ไพโรจน์ วิสุทธิวงศ์รัตน์ ผู้ดูแลด้านอาสาสมัครทั้งหมดในงาน Soul Connect Fest ครั้งนี้ แว่นบอกว่าเพราะเด็กๆ ที่มาเป็นอาสาสมัครที่นี่เขาก็อยากได้รูปเพื่อเก็บไปเป็นผลงานใส่ในแฟ้มสะสมผลงาน บางคนเอาไว้ยื่นเข้ามหาวิทยาลัย บางคนเก็บไว้ใช้ในการขอทุนการศึกษา แว่นบอกว่าเด็กๆ ไม่ต้องกังวลเลยว่าจะมีรูปไหม เพราะเขาคอยเดินถ่ายให้ทั้งงานเลย
จริงๆ อาสาสมัครในครั้งนี้มีตั้งแต่เด็กมัธยมไปจนถึงวัยทำงาน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นวัยเรียนมากกว่า ซึ่งแว่นบอกว่าถ้าเด็กๆ ได้มาทำงานอาสาครั้งนี้ มันจะเป็นการเรียนรู้ในชีวิตของพวกเขา
“ช่วงมัธยมปลายไปจนถึงมหาวิทยาลัย เป็นช่วงเวลาสำคัญในชีวิต มันคือช่วงรอยต่อการเรียนรู้ ความคิด การกระทำ อย่างคนที่อยู่มัธยมปลายก็ต้องเลือกแล้วว่าจะโตขึ้นไปเป็นอะไร พออยู่ในมหาวิทยาลัยก็เป็นช่วงเวลาแสวงหาคำตอบให้กับชีวิต”
“เราเคยถามวัยรุ่นคนหนึ่งว่า เรื่องใหญ่ที่สุดในชีวิตคืออะไร คำตอบคือ เพื่อนไม่ชวนไปกินข้าว สถานการณ์ก็คือว่านั่งกันอยู่ 4 คน เพื่อนตีขาอีก 2 คนแล้วบอกว่า ปะ ไปกินข้าวกัน แต่เพื่อนไม่มาตีขาเขา เขาเลยน้อยใจ เอากลับไปคิดเลยนะว่าไม่พอใจอะไรกันหรือเปล่า นี่เป็นความรู้สึกตามวัยที่พอโตขึ้นมันอาจจะเปลี่ยนไปเป็นอีกแบบเลยนะ”
อาสาสมัครในงานนี้ไม่ได้แค่ทำงานอย่างเดียว แต่ยังได้เรียนรู้คำตอบในชีวิตตัวเองอีกด้วย มหกรรมพบเพื่อนใจครั้งนี้มีจุดเชื่อมระหว่างความรู้สึกและความคิดของแต่ละคนอยู่ แว่นบอกว่าภายในงานเราอาจจะได้พบคำถามและคำตอบที่นำไปสู่การมีเพื่อนใจ ไม่แน่ว่าคำตอบอาจจะอยู่กับตัวเรามาตลอดแต่เรามองไม่เห็น
เช่น ความสุขที่เราทุกคนต่างก็พยายามวิ่งตามหา แต่จริงๆ แล้วความสุขมันอาจจะอยู่ตอนระหว่างที่เราอาบน้ำเพื่อจะเดินออกตามหา ความรู้สึกสดชื่นก็เป็นความสุขได้ แต่เพราะมันเล็กน้อยเกินไป บางคนเลือกมองข้ามความสุขตรงนี้
แว่นเองก็แนะนำให้ผู้ที่เข้ามาเป็นอาสาว่า ถ้าหมดกะของตัวเองแล้ว ก็อยากให้ลองเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้เข้าร่วมในงาน เชื่อว่ามันจะมีทั้งคำถามและคำตอบดีๆ ให้ทุกคนได้เรียนรู้แน่นอน
อีกอย่างการเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้เข้าร่วมบ้างก็ทำให้รู้ว่า ในฐานะผู้เข้าร่วมเราต้องการประสบการณ์แบบไหนจากในงาน พอถึงเวลาที่ได้ทำอาสาอีกครั้ง พวกเขาก็จะเรียนรู้ได้ว่าใครๆ ก็อยากได้ประสบการณ์ดีๆ กันทั้งนั้น ไม่ว่าจะผ่านลักษณะคำพูด น้ำเสียง การกระทำ การแต่งกาย และบุคลิก ทุกสิ่งทุกอย่างมันมาจากการเรียนรู้ภายในงาน
ก่อนจะมาเป็นอาสาสมัครได้ มีการคัดเลือกและกำหนดคุณสมบัติไว้ว่า ต้องเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส จากนั้นเมื่อมีการสอนงานก็จะมีข้อตกลงอื่นๆ เพิ่มเติม แต่สิ่งหนึ่งที่แว่นเน้นย้ำคือ อาสาต้องรู้ว่าตัวเองควรพูดอะไร และไม่พูดอะไร
“เราบอกอาสาว่าถ้ามีคนมาถามนอกเหนือจากสิ่งที่เขารู้ ไม่ต้องตอบ แต่ควรหาคนที่รู้มาตอบให้แทน เพื่อป้องกันการผิดพลาด ส่วนกรณีที่ไม่ควรพูดอีกอย่างก็คือ สมมุติว่า ผู้เข้าร่วมงานอยากเดินเล่นโซนโคคูน ซึ่งเป็นโซนที่ต้องขึ้นบันไดไปข้างบน ระหว่างที่ขึ้นก็จะมีการเรียนรู้เพื่อค้นพบตัวเอง ถ้าอาสาพูดว่า ‘พี่ขึ้นไปข้างบนได้เลยครับ แต่มันก็ไม่มีอะไรมากหรอก’ แบบนี้ มันจะทำลายวัตถุประสงค์ของกิจกรรมทั้งหมดเลย”
อาสาสมัครคือ ‘คนธรรมดา’ ไม่ได้พิเศษไปกว่าใคร เราเป็นมนุษย์คนอื่นๆ ที่ไม่ได้สมบูรณ์แบบไปทุกเรื่อง แต่เราเลือกที่จะไม่ตัดสินความไม่สมบูรณ์แบบของคนอื่นได้ – คือสิ่งที่แว่นพยายามสื่อสารกับอาสาสมัครตลอด
แน่นอนว่าการทำงานอาสาสมัครในแต่ละวันต้องเจอคนนับไม่ถ้วน การฝึกไม่ตัดสินใครไม่ว่าจะเจอคนที่แตกต่างจากเราขนาดไหน ก็ถือว่าเป็นทักษะที่ดีสำหรับเด็กรุ่นใหม่ให้เติบโตท่ามกลางความหลากหลาย เรียกได้ว่าการทำงานอาสาสมัครในงานนี้ก็คืออีกกิจกรรมการเรียนรู้อย่างหนึ่งที่อยู่ภายใต้งาน Soul Connect Fest
สำหรับแว่นเขาอยากให้อาสาสมัครเป็นเหมือนเพื่อนคนหนึ่งที่เดินอยู่ข้างๆ กันเสมอ
“น่าจะเป็นเพื่อนที่เดินเข้ามาหาเราแบบสบายๆ แล้วพูดว่า ‘เฮ้ย เป็นไงบ้าง’ เขาจะไม่ใช้คนนำทางเราทุกอย่าง ไม่ใช่คนที่จะจูงมือพาเราไป แต่เขาจะแตะบ่าเราแล้วบอกว่า ‘ปะ ไปด้วยกัน’ เป็นเพื่อนที่พร้อมลงเรือลำเดียวกัน รู้หนาวรู้ร้อนไปด้วยกัน”
แว่นหวังว่าอาสาสมัครทุกคนจะได้การเรียนรู้จากครั้งนี้ เกิดประสบการณ์ตรงจากการทำงาน และได้เรียนรู้จากกิจกรรมภายในงาน Soul Connect Fest ด้วย จริงๆ แล้วหลังจากจบงานก็มีการถอดบทเรียนกับอาสาสมัครโดยการใช้คำถามว่า ‘ประทับใจเรื่องอะไร’ และ ‘มีความสำเร็จอะไรบ้าง’
“บางคนมองว่าความสำเร็จของเขาคือการยืนได้นานๆ เห็นไหมว่าไม่ใช่เรื่องที่ยิ่งใหญ่เลย แต่เขาก็เห็นเป็นความสำเร็จได้ หรือบางคนบอกว่าเขาใจเย็นลง ปกติแล้วเป็นคนขี้เหวี่ยง แต่พอเจอคุณป้ามาถามเรื่องกิจกรรมเขาก็ค่อยๆ ใจเย็น พยายามไม่เหวี่ยง การที่เขาเข้าใจความเป็นมนุษย์ด้วยกันแค่นี้ก็เป็นความสำเร็จแล้ว”
ความสำเร็จจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ถือเป็นความสำเร็จเหมือนกัน การเรียนรู้จากงานอาสาสมัครจึงช่วยทำให้พวกเขามองเห็นความ ‘ไนซ์ (Nice)’ ในตัวเองได้
อ๊อตโต้ : อาสาตำแหน่งกอด

อาสาสมัครภายในงานมีหน้าที่หลากหลาย บางคนจะอยู่จุดลงทะเบียน บางคนอยู่หน้าประตูทำหน้าที่ต้อนรับ บางคนทำหน้าที่แนะนำกิจกรรมให้กับคนในงาน
มีอีกหน้าที่หนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ อาสาตำแหน่งกอด
ระหว่างเดินอยู่ในงานเราเห็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งสวมปลอกแขนอาสาสมัคร สวมเสื้อที่เขียนว่า ‘กอดได้นะ’ แถมยังถือป้าย ‘ขอกอดหน่อยยย’ ด้วยหน้าตายิ้มแย้ม
‘อ๊อตโต้’ บอกว่าจริงๆ แล้วก็ไม่ใช่คนที่ชอบกอดขนาดนั้น ถ้าให้เลือกสิ่งที่ชอบกอดมากที่สุดก็คงจะเป็นตุ๊กตาหมามากกว่าจะเป็นคน แต่ที่มาทำหน้าที่ในวันนี้เพราะอยากลองทำอะไรใหม่ๆ ดูบ้าง และหวังว่าคนที่ได้กอดจากเขาไปจะได้กำลังใจดีๆ กลับไปด้วย
“ความพิเศษของการกอดก็คือ มันสบาย ไม่ต้องคิดอะไร มีแต่พลังบวก รู้สึกถึงความเป็นเซฟโซน (Safe zone)”
สำหรับอ๊อตโต้เองเซฟโซนของเขาก็คือห้องนอนและพ่อแม่ แต่วันนี้อ๊อตโต้ก็ยินดีจะมาแบ่งปันเซฟโซนให้กับคนอื่นเหมือนกัน
“อยากให้คนที่มางานความสุขกับประสบการณ์ที่ดีกลับไป” นี่คือสิ่งที่อ๊อตโต้ต้องการ
ในเมื่อธีมงานปีนี้คือ Humanice เราก็ไม่ลืมที่ถามอ๊อตโต้ว่าความน่ารักของตัวเองคืออะไร อ๊อตโต้บอกว่าชอบที่ตัวเองเป็นคนกล้าแสดงออก เพราะความกล้าแสดงออกสามารถพาไปเจอเรื่องสนุกๆ ได้
เราบอกลากับอ๊อตโต้เพียงครู่เดียว หันไปอีกทีก็เห็นว่ามีคนเดินเข้ามากอดอ๊อตโต้อีกแล้ว ซึ่งอ๊อตโต้ก็ยิ้มรับทุกกอดจากทุกคน
ปลื้ม : เด็กกิจกรรมผู้เชื่อว่าพลังบวกเป็นสิ่งสำคัญของงานอาสา

“เกิดมาเป็นเด็กกิจกรรม”
นี่คือข้อความสั้นๆ ที่อธิบายความเป็นตัวเองของ ‘ปลื้ม’ ได้มากที่สุด ปลื้มบอกว่าเขาเป็นเด็กกิจกรรมตั้งแต่มัธยม ถึงแม้ตอนนี้จะจบมหาวิทยาลัยแล้ว เขาก็ยังนิยามตัวเองว่าเป็นเด็กกิจกรรมอยู่ การได้เข้ามาเป็นอาสาสมัครในงาน Soul Connect Fest ก็เช่นเดียวกัน
นี่เป็นครั้งที่ 2 แล้วที่ปลื้มมาเป็นอาสาสมัครให้กับงานนี้ ความสนุกของการเป็นอาสาก็คือการได้เจอคนใหม่ๆ ได้ท้าทายตัวเอง ได้แลกเปลี่ยนรู้มากมาย โดยเฉพาะในงานที่เกี่ยวกับสุขภาวะปัญญาแบบนี้ ปลื้มบอกว่าตัวเองไม่ค่อยจะได้เจอบ่อยเหมือนกัน
“เราไม่ค่อยเจองานที่มันเกี่ยวกับสุขภาพจิตหรือสุขภาพใจแบบนี้ ขนาดเราเป็นอาสาเรายังอยากเข้าร่วมงานด้วยเลย มันน่าสนใจมากนะ”
ปลื้มบอกว่าการเป็นอาสาไม่ได้ยากเท่าไหร่ สำหรับเขาทักษะที่อาสาจะขาดไปไม่ได้เลย คือ มีปฏิสัมพันธ์ที่ดี สื่อสารได้ เข้าหาคนเป็น แค่ 3 อย่างนี้ก็ทำงานอาสาได้แล้ว แต่สำหรับในงานนี้ อีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้กันคือการมี ‘เอนเนอร์จี้’ ที่สอดคล้องไปกับงาน
เพราะธีมงานของปีนี้คือ Humanice ที่หมายถึงความน่ารัก ความดีงาม ที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน อาสาสมัครที่เป็นด่านแรกที่ผู้เข้าร่วมงานต้องเจอ ก็ควรจะเป็นคนที่นำเสนอความน่ารักเหล่านี้ให้คนเห็นได้ทันทีเช่นเดียวกัน
ความน่ารักที่เรากำลังพูดถึงก็ไม่ใช่อะไรที่ทำยาก แต่คือการยิ้มและรับฟังซึ่งกันและกันก็เท่านั้นเอง
“ถ้าเราเป็นคนเข้าร่วมงาน แล้วเรามาเจอพลังงานลบจากคนรอบตัว เราก็คงไม่อยากเข้าหรอก อาสาสมัครเลยมีส่วนสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตร สร้างพลังบวก ทำให้ภาพรวมของงานไม่กร่อยด้วย”
ปลื้มให้นิยามคำว่าเพื่อนใจไว้ว่า เพื่อนใจคือคนที่เข้ามาคุย เข้ามารับฟังกันและกัน อาจจะไม่ต้องตลอดเวลาก็ได้ ซึ่งปลื้มเองก็ยินดีที่จะเป็นเพื่อนใจให้กับคนอื่นเช่นเดียวกัน
สิ่งที่อยากให้คนที่มาเข้าร่วมงานครั้งนี้ได้กลับไป คือ ความสบายใจ ฟังดูง่ายๆ แต่เชื่อไหมว่ายังมีอีกหลายคนที่ยังหาความสบายใจของตัวเองไม่เจอ หรือไม่ก็กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่มีแต่ความไม่สบายใจมากกว่าสบายใจ ปลื้มบอกว่าก็อยากเห็นพื้นที่นี้สร้างความสบายใจให้กับคนอื่นๆ ได้
ปลื้มทิ้งท้ายไว้ว่าอยากทำงานอาสาครั้งนี้แบบสนุกไปกับมัน แม้จะมีช่วงเวลาที่ยากบ้าง แต่เขาก็ตั้งใจทำอย่างเต็มที่เพราะอยากเชื่อมโยงกับงาน และคนที่มาเข้าร่วมงานครั้งนี้จริงๆ เพื่อให้สมชื่อกับธีมของ Humanice นั้นเอง
เมล : อาสาอินโทรเวิร์ตผู้ชอบการสานสัมพันธ์

“ความน่ารักของเราคือเป็นคนที่ยิ้มแย้ม ชอบให้คนฟังรู้สึกว่าเราเข้ากับเขาได้ เรารู้สึกไปกับเขาได้”
ความไนซ์ของ ‘เมล’ อาสาสมัครที่กำลังเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ระหว่างที่คุยกับเราเมลก็ยิ้มไปด้วย เป็นไปตามที่เธอแนะนำความไนซ์ของตัวเอง
กว่าจะได้คุยกับเมลก็ไม่ง่ายเลย เพราะเธอคอยดูแลผู้เข้าร่วมและเชิญชวนคนทั่วไปให้มาร่วมกิจกรรมตลอด อย่างคนต่างชาติที่เดินไปเดินมาเมลก็สามารถเชิญชวนให้เขามาร่วมงานได้
เห็นแบบนี้เมลบอกกับเราว่าจริงเธอเป็นอินโทรเวิร์ต (Introvert) เวลาอยู่ในกลุ่มเพื่อนก็ไม่ได้พูดเก่งเท่ากับวันนี้ แต่ก็เป็นคนชอบคุย เมลบอกว่าการเป็นอินโทรเวิร์ตแต่ต้องมาทำหน้าที่คุยกับคนเยอะๆ มันก็เหนื่อยนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้ยากเกินไปสำหรับเธอ
สิ่งที่เมลคาดหวังในวันนี้คือการได้เจอเพื่อนใหม่ เธอบอกพร้อมชี้ไปยังอาสาอีกคนว่าตอนนี้เธอมีเพื่อนเพิ่มแล้ว และเมลเองก็บอกกับเราว่าสิ่งที่เป็นจุดเด่นของเธอคือ การรักษาความสัมพันธ์ เพราะเวลาคุยกับใครเมลก็มักจะฮีลใจฝ่ายตรงข้ามไปด้วย
ถ้าเปรียบอาสาสมัครในงานเป็นเพื่อนสักคน เมลบอกว่าอาสาเหมือนเพื่อนที่พาเราไปเล่น ไปคุยได้ ในขณะเดียวกันก็พาเราไปเจอการเรียนรู้ได้ด้วย
ความฝันของเมลคือการได้เรียนในสายจิตวิทยาหรือไม่ก็สายเทคโนโลยี เธอยังไม่แน่ใจว่าจะเลือกอันไหนกันแน่ แต่ที่รู้ๆ คือชอบแนวทางนี้ เมลบอกว่าที่เลือกสายจิตวิทยาเข้ามาเพราะเธออยากเป็นที่ปรึกษาที่ดีให้กับคนอื่น แถมเธอยังรักการพูดถึงแม้จะเป็นคนพูดน้อยก็ตาม
ญาณา : อาสาเอ็กซ์โทรเวิร์ตที่ฝึกฟัง

“สำหรับเรา การเรียนรู้จากผู้คนมันง่ายกว่าอ่านหนังสือ มันคงเหมือนการฟัง audiobook (หนังสือเสียง) และเราเรียนรู้ได้ดีกว่าในห้องเรียนเสียอีก”
ญาณา อาสาสมัครวัย 28 ปี ที่กำลังเรียนปริญญาโทในสายจิตวิทยาการให้คำปรึกษา
ญาณาบอกว่าจิตวิทยากับจิตอาสามีความใกล้เคียงกันอยู่ หลักๆ มันคือเรื่องของ ‘การฟัง’ ถ้าเราอยากเป็นนักจิตวิทยาแต่ขาดทักษะการฟังมันก็คงจะยาก ในขณะเดียวกันเป็นอาสาสมัครในงาน Soul Connect Fest ครั้งนี้การเป็นผู้ฟังที่ดีก็สำคัญเหมือนกัน
“หน้าที่สำคัญในงานนี้คือการเข้าไปฟังคนหลากหลาย เรารู้สึกว่าเราไม่จำเป็นต้องให้คำปรึกษาเขาเสมอไปก็ได้ ไม่จำเป็นต้องไปบอกเขาว่า เธอทำแบบนี้สิ เธอทำแบบนั้นสิ แต่มันเป็นการฟังเฉยๆ เพื่อร่วม journey (เส้นทาง) ไปกับเขา และเขาก็จะตระหนักถึงทางออกของเขาเอง”
ถ้าเปรียบอาสาสมัครเหมือนเพื่อนคนหนึ่ง ญาณาบอกว่าน่าจะเป็นเพื่อนที่อาจจะไม่ใช่คนพูดเยอะ แต่จะเป็นคนที่ฟังเยอะ เวลาเราเจอปัญหาทีไร หันกลับไปก็จะเจอเพื่อนคนนี้เสมอ
ด้วยความที่ญาณาเป็นคนเอ็กซ์โทรเวิร์ต (extrovert) ปีที่แล้วเธอจึงทำงานอาสาในส่วนลงทะเบียน เพราะเป็นคนที่สามารถเชิญชวนคนแปลกหน้าให้เข้ามามีส่วนร่วมกับกิจกรรมได้ ญาณาชอบที่จะเป็นเริ่มบทสนทนาเพื่อสร้างบรรยากาศให้คนเข้าร่วมงานไม่เคอะเขิน และสบายใจ
และที่สำคัญเธอไม่ตัดสินใคร ญาณาบอกว่าถ้าให้ยกตัวอย่างความ Nice ตามธีมงาน Humanice การไม่ตัดสินใครคือสิ่งที่ญาณามองเห็นในตัวเอง
“เรารู้สึกว่าเวลาเราเจอใคร เราก็จะเปลี่ยนตัวเองเป็นกระดาษสีขาว ถ้าคนนั้นเขาอยากเป็นอะไรก็ให้เขามาเขียนเอง คิดว่าถ้าได้รายล้อมกับคนที่ไม่ตัดสินเราไม่ว่าจะทำอะไร มันก็คงสร้างความรู้สึกดีๆ ให้กันได้นะ”
และถ้าใครที่อยากเป็นอาสาสมัครในงานครั้งหน้าบ้าง แต่กังวลว่าตัวเองจะมีคุณสมบัติเพียงพอหรือไม่ ญาณาบอกว่าสำหรับเธอแล้ว แค่เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ก็ทำงานอาสาได้แล้ว
“ก็มีความเป็นมนุษย์ปกตินั่นแหละ ทุกคนมีความแตกต่าง มีจุดเด่นเป็นของตัวเอง สมมุติว่าเอาหนึ่งเรื่องมาเล่าให้คนหลายคนฟัง แน่นอนว่าก็มีมุมมองที่แตกต่างกันออกไป แค่เราทำความเข้าใจความแตกต่างของมนุษย์ได้ก็เพียงพอแล้ว”
เรื่องของมนุษย์เป็นเรื่องที่ซับซ้อน หาคำตอบกันไม่จบสิ้น แต่ก็สวยงามเช่นเดียวกัน เธอก็หวังว่างานครั้งนี้จะทำให้คนกลับมาสนใจเรื่องจิตใจ เรื่องภายในของตัวเองมากยิ่งขึ้น เพราะในที่สุดมันก็สามารถนำไปสู่การมีสุขภาพจิตที่ดีได้เหมือนกัน
