เป็นอะไรก็ได้ ยกเว้นคนรู้จัก : ทำความรู้จักวีทูปเบอร์ ตัวตน ‘เสมือนจริง’ และความสัมพันธ์แบบพาราโซเชียล คิดไปเองว่าเรารู้จักกัน

อาชีพออนไลน์ที่คนส่วนใหญ่ในสมัยนี้คุ้นตา คือ พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ หมอดูในทวิต สตรีมเมอร์บนยูทูป หรือครีเอเตอร์ใน TikTok ที่ผลิตคอนเทนต์ละครคุณธรรมตอนละไม่กี่นาที แต่มีคนดูหลักหมื่น

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กับ บริษัทมาร์เก็ตเมทริกซ์ เอเชีย จำกัด ได้ศึกษาโมเดลธุรกิจของแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง พบข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของคนไทยว่า คนไทยชอบดูคอนเทนต์ที่ไม่ได้ผ่านการปรุงแต่ง ไม่จำเป็นต้องมีโปรดักชันที่อลังการ และเน้น ‘ความเรียล (Real)’ เหล่าผู้ผลิตคอนเทนต์ (Content Creator) จึงต้องปรับตัว ทำเนื้อหาให้ใกล้ชิดคนดูมากขึ้น

การเติบโตนี้ทำให้เกิดครีเอเตอร์ออนไลน์หน้าใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ และในช่วงปีที่ผ่านมา มี 1 อาชีพในสายนี้ที่ค่อยๆ เติบโตและได้รับความนิยมจากผู้ใช้อินเทอร์เน็ตภายในไทย โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ตั้งแต่เจนวายจนไปถึงเจนอัลฟ่า นั่นก็คืออาชีพ ‘วีทูปเบอร์’

วีทูปเบอร์ (VTuber) ย่อมาจากคำว่า Virtual Youtuber หมายถึง ผู้ผลิตคอนเทนต์ที่ใช้ตัวตนจำลองบนโลกเสมือนจริง (Virtual Avatar) ซึ่งมีหน้าตาส่วนใหญ่เป็นตัวการ์ตูนในการสื่อสารกับผู้ชมบนแพลตฟอร์มอย่าง Youtube และ Twitch

ถ้าพูดให้เห็นภาพง่ายๆ คือ แทนที่บนหน้าจอจะขึ้นภาพคนที่กำลังไลฟ์ (Live) อยู่เหมือนพวกไลฟ์สดทั่วไป กลับขึ้นเป็นตัวการ์ตูนที่เป็นตัวตนจำลองของวีทูปเบอร์คนนั้นๆ 

การที่ Virtual หมายถึงเสมือนจริง ทำให้เหล่าวีทูปเบอร์มีการแสดงบทบาทสมมติตามเรื่องราวของตัวอวาตาร์นั้นๆ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าตัวจริงของคุณจะเป็นใคร แค่ก้าวเข้ามาเป็นวีทูปเบอร์ คุณจะสามารถเป็นได้ทุกอย่างตามที่ใจจะปรารถนา (หรือตามที่บริษัทต้นสังกัดกำหนดไว้) ไม่ว่าจะเป็นลูกคุณหนูตระกูลดัง เทพตกสวรรค์ หรือแม้กระทั่งเอเลี่ยนจากนอกโลก

ซึ่งวีทูปเบอร์มักถูกเข้าใจผิดบ่อยครั้งว่าเป็นเอไอ (AI) เพราะภาพบนจอเป็นตัวการ์ตูนที่สามารถหันซ้ายขวา แสดงสีหน้า และขยับปากพูดโต้ตอบกับคนดูในช่องแชทได้ แต่การขยับของภาพบนหน้าจอมาจากโปรแกรมที่เชื่อมต่อกับกล้องที่จับภาพของคนที่กำลังสวมบทบาทอีกที โดยเป็นเทคโนโลยีจับการเครื่องไหวของร่างกาย (Motion capture) ที่ใช้ในวงการเกม อนิเมชัน และภาพยนตร์

ฉะนั้น ต่อให้สวมบทบาทเป็นตัวละครที่ไม่มีอยู่จริงบนโลก หรือจะเป็นหมาเป็นแมว แต่ตัวตนหลังจอของวีทูปเบอร์ก็คือมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อเชื้อไขเช่นเดียวกับคนในสายอาชีพครีเอเตอร์คนอื่นๆ ไม่ใช่ปัญญาประดิษฐ์แต่อย่างใด

ทำไมไม่เป็นตัวเอง?

‘เพื่อความเป็นส่วนตัว’ ‘ต้องการแยกชีวิตจริงกับโลกออนไลน์’ ‘อยากเพิ่มโอกาสในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ตามต้องการ’

3 เหตุผลนี้ คือ เหตุผลหลักว่าทำไมเหล่าวีทูปเบอร์ต้องสวมบทบาทเป็นตัวตนใหม่ที่ไม่ใช่ตัวเอง

วีทูปเบอร์เป็นครีเอเตอร์ที่ผลิตเนื้อหาหลากหลายประเภท บ้างก็เล่นเกม บ้างก็ไลฟ์พูดคุยสัพเพเหระ บ้างก็ร้องเพลง ซึ่งมีวีทูปเบอร์จำนวนไม่น้อยที่จัดแฟนมีตติ้งของตัวเอง วีทูปเบอร์บางคนจึงถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่เดียวกันกับไอดอล เหมือนกับไอดอลเกาหลีและไอดอลญี่ปุ่น

เวลาเจอไอดอล หรือดารานอกสถานที่ คนที่จำได้ก็จะกรูกันไปทักทาย ขอถ่ายรูป ล่าลายเซ็น แต่สำหรับวีทูปเบอร์ เพียงแค่ปิดจอลงไปก็ไม่มีใครรู้ว่าเป็นใคร วีทูปเบอร์ก็จะสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้แบบคนทั่วไป โดยไม่มีใครเข้ามาทัก เข้ามาขอถ่ายรูปในวันที่เดินไปซื้อข้าวหน้าปากซอยในสภาพที่ไม่พร้อม

วิจัยเรื่อง ‘สำรวจ VTubing กับการนิยามใหม่ของตัวตนสตรีมเมอร์: มิติของอัตลักษณ์ การแสดง และเพศ (Investigating VTubing as a Reconstruction of Streamer Self-Presentation: Identity, Performance, and Gender)’ โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยซิตี้ ฮ่องกง (City University of Hong Kong) ประเทศจีน อธิบายว่า การใช้อวาตาร์แทนตัวตนจริงเปิดโอกาสให้เหล่าวีทูปเบอร์ได้สร้างตัวตนนิรนามที่สามารถแสดงออกได้ตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็นอุปนิสัย ความชื่นชอบ หรือแม้กระทั่งเพศวิถี

เพราะฉะนั้นหากตัวตนจริงของคุณเป็นพนักงานออฟฟิศเพศกำเนิดชายอายุ 25 ปี คุณก็สามารถเป็นแม่มดสาว อายุ 800 ปีได้ ผ่านอวาตาร์ที่ตัวเองกำลังสวมบทบาทอยู่

ซึ่งการกำหนดว่าตัวตนเสมือนจริงของตัวเองเป็นใคร ชื่ออะไร อายุเท่าไหร่ หรือมีประวัติความเป็นมา (Lore) อย่างไร จะทำให้วีทูปเบอร์สามารถควบคุมแนวทางของคอมมูนิตี้ (Community) ผู้รับชมได้ อาทิ กำหนดว่าตัวตนเสมือนเป็นฉลามที่ร้องเพลงเก่ง กลุ่มผู้ชมก็จะเป็นคนที่ชอบฟังเพลง

แม้จะได้ยินเสียงแทบทุกวัน แต่ ‘เรา’ คือคนแปลกหน้าซึ่งกันและกัน

แน่นอนว่าการที่วีทูปเบอร์เล่าอะไรสักอย่างเกี่ยวกับตัวเอง จะทำให้ผู้ชมรู้จักวีทูปเบอร์มากขึ้น แต่สิ่งที่ผู้ชมรู้จักนั้นไม่ใช่ ‘ตัวตนจริง’ ที่อยู่นอกบทบาทวีทูปเบอร์ สถานะของวีทูปเบอร์กับผู้ชมจึงเป็นคนแปลกหน้าซึ่งกันและกัน

ทว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่ชื่นชอบวีทูปเบอร์แบบถลำลึก รู้สึกว่าตัวเองรู้จักตัวตนเขาจริงๆ เมื่อไหร่ที่วีทูปเบอร์คนดังกล่าวถูกโจมตี หรือเขามาเล่าเรื่องร้ายๆ ที่เจอในชีวิตผ่านไสฟ์สตรีม คนกลุ่มนี้ก็จะมีความรู้สึกร่วมด้วย เป็นเดือดเป็นร้อน และคับข้องใจ รู้สึกเหมือนต้องทำอะไรสักอย่าง ประหนึ่งว่าวีทูปเบอร์เป็นคนสำคัญในชีวิตจริงของตัวเอง ทั้งที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวตนใต้อวาตาร์ของเขาเป็นใคร

สิ่งนี้เรียกว่า ความสัมพันธ์แบบกึ่งมีส่วนร่วมทางสังคม (Parasocial Relationship)

ความสัมพันธ์แบบกึ่งมีส่วนร่วมทางสังคม (Parasocial Relationship) ถูกนิยามในปี 2499 โดยนักสังคมวิทยา โดนัลด์ ฮอร์ตัน (Donald Horton) และ ริชาร์ด โวห์ล (Richard Wohl) ว่า เป็นรูปแบบความสัมพันธ์ข้างเดียวที่เราคิดเอาเองว่าตนมีความสัมพันธ์กับคนดัง ทั้งๆ ที่เขาไม่รู้จักเราแม้แต่น้อย

ซึ่ง แองเจล่า ฟิกเคน (Angela Ficken) นักจิตบำบัดจากเมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกา กล่าวไว้ว่า คนที่หมกมุ่นในความสัมพันธ์แบบพาราโซเชียลมากเกินไปสามารถนำไปสู่ความผูกพันด้านอารมณ์ที่เพิ่มมากขึ้น จนทำให้เกิดความผิดหวังที่รุนแรงหากคนที่ตัวเองชอบไม่เป็นอย่างที่วาดฝันไว้

เช่น พอวีทูปเบอร์ที่ตัวเองติดตามไม่ได้มีเพศกำเนิดเป็นผู้หญิงแบบในบทบาทที่เขากำลังสวมอยู่ ก็รู้สึกเหมือนที่ผ่านมาโดนหลอกลวง

งานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสารของมหาวิทยาลัยคอร์เนล (Cornel University) หัวข้อ “ไม่อยากเชื่อเลยว่าฉันจะร้องไห้ให้กับผู้หญิงในอนิเมะ” : การไว้อาลัยแบบพาราโซเชียลและการรับมือของสาธารณะต่อการ ‘จบการศึกษา’ และ ‘ยุติบทบาท’ ของ VTuber ชี้ว่า วีทูปเบอร์มีการผสมผสานองค์ประกอบของการเล่าเรื่อง การแสดง และการโต้ตอบแบบเรียลไทม์ เพื่อสร้างการเชื่อมต่อกับผู้ชม ซึ่งการผสมผสานระหว่างตัวตนดิจิทัลและโลกความเป็นจริงทำให้เกิดความใกล้ชิด เกิดการมีส่วนร่วมกับผู้ชมที่แตกต่างจากครีเอเตอร์ประเภทอื่น เพราะทำให้ขอบเขตระหว่างโลกเสมือนและโลกจริงเป็นเพียงเส้นบางๆ ที่แทบมองไม่เห็น

เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ชมหรือแฟนๆ ของตนพากันพาราโซเชียลกันทั้งหมด จึงมีวีทูปเบอร์หลายคนที่เขียนกฎการรับชมคอนเทนต์ของพวกเขาว่า คนดูรู้จักวีทูปเบอร์แค่ในบทบาทนี้ แต่ในโลกความเป็นจริง เราต่างไม่รู้จักกัน

ไม่ต้องตามหาว่าหลังม่านเป็นใคร

พอตัวตนของวีทูปเบอร์มีความนิรนาม บางคนก็เกิดความอยากรู้ในตัวตนที่แท้จริงของพวกเขา ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลที่ดีหรือไม่ก็ตาม แม้จะรู้ดีอยู่แก่ใจว่า ถ้าเขาอยากเปิดเผยตัวตนก็คงเปิดเผยด้วยตัวเองไปแล้ว

พออยากรู้ก็พาไปสืบเสาะแสวงหา ขุดค้นข้อมูลส่วนตัว ซึ่งพฤติกรรมประเภทนี้เรียกว่า ด็อกซิ่ง (doxing)

ด็อกซิ่ง (Doxxing หรือ Doxing) คือ การตั้งใจค้นหา รวบรวม และเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัวของคนคนหนึ่งตามแหล่งต่างๆ บนอินเทอร์เน็ต เช่น อีเมลส่วนตัว ที่อยู่อาศัย สถานที่ทำงาน แม้ข้อมูลเหล่านี้เจ้าตัวจะเผยแพร่ด้วยตัวเอง และสามารถเข้าถึงได้โดยสาธารณะอยู่แล้ว แต่การหยิบชิ้นส่วนข้อมูลที่กระจัดกระจายอยู่มาปะติดปะต่อกันเพื่อ ‘สร้างเรื่องราว’ สามารถสร้างความเสียหายได้

อาทิ สืบข้อมูลเกี่ยวกับวีทูปเบอร์ A จนได้อีเมลส่วนตัวของเขามา ซึ่งชื่อในอีเมลคือชื่อจริงของวีทูปเบอร์ A พอมีคนตั้งกระทู้ดราม่าเกี่ยวกับคนในวงการวีทูปเบอร์ก็ไปเจอคอมเมนต์แย่ๆ ที่ใช้ชื่อ Username เหมือนกับชื่อจริงของวีทูปเบอร์ A ก็เลยแคปหน้าจอมาปะติดปะต่อ เผยแพร่ในช่องทางออนไลน์ว่าเจ้าของคอมเมนต์แย่ๆ คือ วีทูปเบอร์ A แน่นอน เพราะชื่อจริงเหมือนกัน ทั้งที่อาจจะไม่ใช่ก็ได้

Crystal Rosaline Bell อดีตวีทูปเบอร์สัญชาติอินโดนีเซีย เป็นเหยื่อที่ได้รับผลกระทบจากการด็อกซิ่ง ซึ่งเธอถูกเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวและภาพถ่ายของเธอ ทำให้เกิดข่าวลือไม่ดีมากมายและทำให้ภาพลักษณ์วีทูปเบอร์ที่เธอตั้งใจสร้างเสียหาย ผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้เธอต้องยุติบทบาทวีทูปเบอร์และลบผลงานที่เคยทำตลอด 3 ปีที่ผ่านมาทิ้งทั้งหมด ทั้งที่เธอรักงานนี้และรักแฟนคลับของเธอมากๆ การด็อกซิ่งจึงเป็นการทำลายเส้นทางอาชีพ ทำลายชีวิต และทำลายความทรงจำที่มีค่าของคนคนหนึ่งได้เลย

ซึ่งการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวแบบนี้ไม่ได้มีเพียงวงการวีทูปเบอร์หรือผู้ผลิตคอนเทนต์ออนไลน์เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงคนทั่วไป ตลอดจนนักกิจกรรมทางการเมือง โดยความเสียหายที่เกิดขึ้นตามมาก็จะแตกต่างกันออกไป

ท้ายที่สุดแล้ว คนที่อยู่หลังตัวอวาตาร์ก็เป็นเพียงคนทั่วไปที่ต้องการรักษาความเป็นส่วนตัว และอยากให้ความสนใจของผู้ชมอยู่ที่ผลงานที่เขาทำ

การเป็นผู้ชมที่เข้ามานั่งฟังทุกวัน โดเนทเงินสนับสนุนให้วีทูปเบอร์คนที่ตัวเองชื่นชอบเป็นจำนวนมาก ไม่ได้หมายความว่าเราเป็นเจ้าของชีวิตเขา ถึงวีทูปเบอร์จะจำชื่อ Username ของเราในช่องคอมเมนต์ได้ก็ไม่ได้หมายความว่าเรากับวีทูปเบอร์รู้จักกัน หากรู้สึกถลำลึกเกินไปจนเกิดความไม่สบายใจก็ต้องรีบรู้ตัวเพื่อถอยออกมา เพราะวีทูปเบอร์เป็นอาชีพที่สร้างความบันเทิงประเภทหนึ่ง การเสพติดจนเกิดความทุกข์จึงผิดวัตถุประสงค์ของการรับชม และสามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของเราในอนาคตอีกด้วย

อ้างอิง