Waiting for the Sun

waiting for the sun สารคดีเล่าเรื่อง ‘ไท่หยางซุน’ ปลายทางของเด็กที่พ่อแม่อยู่เรือนจำ เมื่อบ้านพัง สังคมแบบไหนพร้อมรองรับพวกเขา? 

คำเตือน : โปรดเตรียมกระดาษหรือผ้าเช็ดหน้าก่อนรับชมสารคดีเรื่อง Waiting for the Sun 

“พ่อนายโดนคดีอะไร” 

“ติดคุกนานแค่ไหน” 

บทสนทนาระหว่างเด็กชายสองคนที่กำลังแกว่งชิงช้าในสนามเด็กเล่นของ ‘ไท่หยางซุน’ หมู่บ้านเด็กกำพร้า หรือสถานรับเลี้ยงเด็กในประเทศจีนที่ไม่ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐ โดยการก่อตั้งและดูแลของ ‘จาง’ อดีตเจ้าหน้าที่เรือนจำ

ไม่มีใครเคยจินตนาการว่าต้องทำตัวยังไง เมื่อวันหนึ่งแม่ฆ่าพ่อแล้วพ่อตาย แม่ติดคุกตลอดชีวิต เด็กหลายคนในไท่หยางซุนก็ไม่เคยคิดมาก่อนเช่นกันว่าต้องอย่างไร แต่เด็กส่วนใหญ่ที่อยู่ที่นี่ครอบครัวไม่เข้าข่ายคดีฆ่ากันตาย ก็มีคดีร้ายแรงสักทางใดทางหนึ่ง 

จางพูดว่าเมื่อเด็กไร้ที่พึ่ง สิ่งที่ผู้ใหญ่อย่างเธอทำได้คือเป็นที่พึ่งให้เด็กเอง เด็กทุกคนในไท่หยางซุนจึงเรียกเธอว่า ‘คุณยายจาง’ หลังนั้นสารคดีก็ค่อยๆ แพลนไปยังบรรยากาศโดยรอบที่มีบ้านชั้นเดียวเรียงกัน และค่อยๆ เล่าถึงชีวิตประจำวันของเด็กในบ้าน ‘ไท่หยางซุน’ ทั้งหมดนี้คือฉากเปิดภาพยนตร์สารคดี Waiting for the Sun ที่กำกับโดย คัสปาร์ อัสทรัป ชโรเดอร์ เป็นความร่วมมือระหว่าง เดนมาร์ก-จีน ที่ทางกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน มูลนิธิปัญญากัลป์ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และภาคีเครือข่ายการศึกษามากกว่า 20 องค์กร เลือกนำมาฉายในงาน “โอกาส Open House : สร้างโอกาสการศึกษา เปิดเส้นทางชีวิตใหม่” เมื่อ 9 กันยายน ที่ผ่านมา 

เป็นเวลาชั่วโมงกว่าที่สารคดีเรื่องนี้พาผู้ชมไปดูว่า ‘การรอพระอาทิตย์’ ที่สารคดีเรื่องนี้กำลังจะสื่อคืออะไร 

“แม่ชอบตบ”

เด็กแฝดสามบอกกับตากล้อง พวกเขามาอยู่ในไท่หยางซุนเพราะแม่ต้องโทษคดีฆ่าพ่อตาย สายตาของเด็กๆ คือไม่อยากอยู่กับแม่ “ผมไม่รักแม่ ปล่อยให้แม่ร้องไห้ไปเถอะ”  ยายจางเล่าเพิ่มว่าแม่ของเด็กๆ ตัดสินใจฆ่าสามีเพราะทนความรุนแรงในครอบครัวไม่ไหว 

หลังจากห่างจากแม่มาอยู่ที่ไท่หยางซุน 6 เดือน ยายจางพาเด็กๆ ไปเจอแม่อีกครั้ง แต่หนึ่งในสามร้องไห้ และกลัวว่าจะได้กลับไปอยู่กลับแม่ 

“พ่อไม่ผิด” 

สาวสองพี่น้องกล่าว หลังจากที่ถามว่าทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ เธอเล่าว่าพ่อติดคุกเพราะฆ่าแม่ โดยให้เหตุผลว่าเพราะว่าแม่ชอบหนีไปตลอด การกระทำของพ่อจึงไม่ผิดอะไร ตอนนี้สิ่งที่เธอทำได้คือตั้งใจเรียนอย่างที่พ่อหวังไว้ และเข้าเรียนมหา’ลัยในสักวันหนึ่ง 

เด็กหญิงสตรอว์เบอร์รี คือเด็กที่ถูกพบที่สถานีรถไฟแห่งหนึ่งตั้งแต่อายุไม่ถึงเดือน และเติบโตมาในไท่หยางชุน สตรอว์เบอร์รีมักเรียกเพื่อนรุ่นพี่ว่าแม่เสมอ 

“อยากเกิดเป็นเด็กกำพร้า ดีกว่ามีพ่อมีแม่ จะได้ไม่มีความทรงจำแย่ๆ”  

สามพี่น้องที่ต้องมาไท่หยางซุนเพราะพ่อฆ่าญาติตาย ความทรงจำแย่ๆ ที่หมายถึงคือการที่ทุกคนผลักให้เด็กๆ ต้องโดดเดี่ยวหลังจากพ่อติดคุก ญาติมีก็ไม่มีใครมาติดต่อ 

“ลุงอย่าลืมมารับผมนะ”

เด็กชายปาดน้ำตาขณะพูดกับลุงของตนเองก่อนที่จะเข้ามาที่ไท่หยางซุนเต็มตัว พ่อของเขาขับรถชนคน กำลังอยู่ระหว่างรอพิจารณาคดี แต่ลุงก็ไม่สามารถรับเลี้ยงเขาได้ และเขาก็ไม่ต้องการอยู่ที่นี่ 

จีนเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้ต้องโทษประหารชีวิตสูงที่สุดในโลก เด็กๆ แต่ละศูนย์ของไท่หยางซุนจึงมีจำนวนหลักร้อย คุณยายจางเองก็บอกว่าที่ผ่านมาต้องดูแลเด็กมาแล้วกว่า 6,000 คน

เด็กหลายคนในไท่หยางชุนมีพ่อ หรือแม่เลี้ยงเดี่ยว และพ่อหรือแม่ถูกตีตราว่าเป็นอาชญากรจากการกระทำผิดทั้งเจตนาและไม่เจตนา ระยะเวลายาวสั้นของการอยู่อาศัยในไท่หยางชุน จึงขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการชดใช้ความผิดตามระบบรัฐของพ่อหรือแม่ของพวกเขา อาจจะมีตั้งแต่ช่วงสั้นๆ แค่รอพิจารณาคดี ไปจนถึงจำคุกตลอดชีวิต 

ไท่หยางซุนไม่ได้สวยหรูสำหรับทุกคน เด็กเล็กไล่ระดับไปจนถึงเด็กโตต้องอยู่รวมกันจำนวนมาก แบ่งหน้าที่กันทำงาน ใช้ระบบพี่ดูแลน้อง การถูกกลั่นแกล้ง แบ่งพรรคพวก ความเหงา ความหดหู่ จึงแทรกซึมเข้าไปในทุกวินาทีที่สารคดีถ่ายทอดออกมา และสุดท้ายคือความอึดอัด เด็กๆ เหล่านี้ไม่ได้ผิดอะไร ทำไมเขาจึงต้องมาเผชิญเรื่องเหล่านี้ ดังนั้นแล้วใครที่อินกับเด็ก จึงต้องแนะนำว่าให้พกผ้าเช็ดหน้าก่อนเริ่มดู 

สารคดีเรื่องนี้ไม่มีจุดจบ หรือ Happy Ending มีแต่การจุดชนวนเครื่องหมายคำถามในใจว่า ทุกวันนี้เราให้ความสำคัญกับเด็กมากพอหรือยัง เพราะ ‘เด็ก’ คือกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบกลุ่มแรกไม่ว่าจะจากปัญหาใดๆ ก็ตามตั้งแต่ระดับครอบครัว จนถึงระดับประเทศ 

เด็กเล็กบริสุทธิ์ ลูกไอขี้คุก ไอ้เด็กเหลือเดน พวกเขาเหล่านี้ก็คือเด็กที่เป็นผลผลิตทางสังคมทั้งสิ้น  ความเปราะบางทางสังคมของเด็กๆ ในไทยมีไม่แพ้เด็กในไท่หยางซุ่น

ข้อมูลจากกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน พบว่าระหว่างปี 2561-2565 มีเด็กและเยาวชนช่วงอายุ 12-18 ปี กระทำความผิดรวม 134,747 คดี ถึงแม้เด็กและเยาวชนจะออกจากสถานพินิจฯ แล้วก็ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อม ครอบครัว ชุมชน ที่ผลักไส ตีตรา ไม่สามารถกลับไปศึกษาต่อที่โรงเรียนเดิมหรือใช้ชีวิตในครอบครัวหรือชุมชนได้ จนกลับมากระทำผิดซ้ำ 

“ประเทศไทยยังต้องการดอกไม้เล็กๆ ที่งดงาม ต้องการคนที่มาทำงานกับเด็กผู้เปราะบาง ทำงานกับกลุ่มคนที่ยังเข้าไม่ถึงสวัสดิการต่างๆ ไม่ควรทอดทิ้งเขาไว้ตามมุมมืดของสังคม” ‘ป้ามล’ หรือ ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก กล่าวเสวนาหลังสารคดีฉายจบ 

ในฐานะคนทำงานด้านสิทธิเด็กมายาวนาน คลุกคลีกับงานด้านการช่วยเหลือและเยียวยาเยาวชนที่กระทำความผิด ป้ามลมองว่าความรุนแรงใดๆ ต่อเด็ก เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับ และไม่มีเหตุผลใดรองรับการกระทำเหล่านั้นได้ 

โดยป้ามลย้ำว่า ทุกครั้งที่เกิดปัญหาการใช้ความรุนแรงต่อเด็ก หรือเด็กก่อความรุนแรง เรามักจะเห็นความไม่พอใจของสังคม เห็นความพยายามโยนปัญหาและผลักภาระให้ปัจเจกเป็นผู้รับผิดชอบ แต่มองไม่เห็นว่า คนคนหนึ่งจะเติบโตได้นั้น จำเป็นต้องมีระบบนิเวศทางสังคมที่เหมาะสมคอยเกื้อหนุน เด็กจะเติบโตอย่างมีคุณภาพต้องมีครอบครัวที่ปลอดภัย โรงเรียนที่ปลอดภัย สังคมที่ปลอดภัย และมีพื้นที่สร้างสรรค์ให้เขาได้ปล่อยแสง 

อีกฟากหนึ่ง อรุณฉัตร คุรุวาณิชย์ ผู้ก่อตั้ง Life Education Thailand มองว่า การ waiting for the sun ของเด็กๆ ในสารคดี ควรเป็น Walking to the Sun มากกว่า 

“หลักสำคัญที่ทำให้เด็กต่อสู้กับโลกทุกวันนี้ได้ คือ การสร้าง Self-esteem ให้พวกเขาเชื่อว่าตัวเองสามารถพาตัวเองเดินไปหาดวงอาทิตย์ได้ ไม่ใช่แค่การนั่งรออยู่เฉยๆ” อรุณฉัตรอธิบายเพิ่ม พร้อมเน้นย้ำว่าปัจจุบันโลกมีแต่พื้นที่ให้เด็กเฝ้ารอความหวัง แต่ยังไม่มีพื้นที่ที่ช่วยพาพวกเขาก้าวเดินไปหาความสำเร็จ

ช่วงท้ายงานเสวนา อรุณฉัตรชวนตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของวิธีการที่สังคมปฏิบัติต่อเด็ก และชวนนึกย้อนว่าทุกวันนี้เด็กมีพื้นที่ปลอดภัยให้เติบโตและเรียนรู้ เหมือนวันที่พวกเขาฝึกหัดเดินวันแรกแล้วหรือยัง

ที่มา : งาน “โอกาส Open house” กสศ. ร่วมกับ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน มูลนิธิปัญญากัลป์ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และภาคีเครือข่ายการศึกษามากกว่า 20 องค์กร เปิดลานกิจกรรม “โอกาส Open House : สร้างโอกาสการศึกษา เปิดเส้นทางชีวิตใหม่”