ร้อนตับจะแตก ขาดแดดก็เศร้า อย่าเพิ่งโทษตัวเองถ้าบางวันหัวร้อนหรืออกหักทิพย์ เพราะสภาพอากาศ(ที่แปรปรวน)อาจเป็นตัวการ

ทั้งๆ ที่นอนเต็มอิ่ม กินข้าวครบ 3 มื้อ ลุกขึ้นมาทำงานเหมือนเดิมทุกวัน แต่ทำไมบางวันเรากลับรู้สึกเศร้าแบบไร้ที่มา จิตตกว่าวันอื่นๆ หดหู่จนไม่อยากลุกไปทำงาน 

เหตุผลทั้งหมด อาจเกิดขึ้นได้โดยมีสาเหตุมาจาก ‘สภาพอากาศ’ ที่มีการศึกษาวิจัยยืนยันว่าชัดว่าบางครั้งที่เราเกรี้ยวกราด เพราะแดดแรงเกินไป หรือบางครั้งที่เรานอนซึมเหมือนอกหักทิพย์ (โดยที่ไม่มีแฟน) ก็เพราะว่าอุณหภูมิกำลังลดลง 

บาร์บารา ฟิลด์ (Barbara Field) ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต ได้เขียนบทความบนเว็บไซต์ Verywell Mind ไว้ว่า ‘อุณหภูมิ’ และ ‘แสงแดด’ เป็นปัจจัยด้านสภาพอากาศหลักๆ ที่สามารถส่งผลกับอารมณ์ นิสัย ความเครียด ทัศนคติ ไปจนถึงบุคลิกภาพของผู้คนได้

เริ่มกันที่อุณหภูมิ ฟิลด์ยกงานวิจัยของ เจมี มัลลินส์ (Jamie Mullins) และ คอรี ไวท์ (Corey White) ที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิและสุขภาพจิต โดยให้เหตุผลว่า ความร้อนส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตได้มากกว่าความเย็น ซึ่งงานวิจัยพบว่า อุณหภูมิเฉลี่ยต่อเดือนที่สูงขึ้นทุกๆ 1 องศาฟาเรนไฮต์ จะทำให้ชาวแคลิฟอเนียร์เข้าแผนกฉุกเฉินด้านสุขภาพจิตเพิ่มขึ้น 0.48% ในช่วงปี 2548-2559 และทำให้ชาวสหรัฐอเมริกามีอัตราการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น 0.35% ในช่วงปี 2503-2559

สุขภาพจิตที่ไม่ดี ไม่ใช่แค่มีอาการซึมเศร้า หรือมีความคิดฆ่าตัวตายเสมอไป เพราะความหงุดหงิดเล็กๆ ก็นับรวมด้วยเช่นกัน

เพราะฉะนั้นถ้าใครเกิดความสงสัยว่า เพื่อนออกไปซื้อก๋วยเตี๋ยวหน้าปากซอยแค่ครู่เดียว แต่ทำไมกลับมาแล้วกลายร่างจากนางฟ้าใจดีเป็นยักษ์หน้าบึ้ง อาจลองสันนิษฐานได้ว่าเป็นเพราะอากาศร้อนแน่นอน โดยเฉพาะในเมืองไทยที่มีแต่ฤดูร้อน ร้อนมาก และร้อนที่สุด!

ความร้อนไม่ใช่แค่สร้างความรำคาญใจ หรือเพิ่มอัตราการฆ่าตัวตายให้สูงขึ้น ฟิลด์อธิบายต่อว่า มันเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงด้วยเช่นกัน โดยอิงข้อมูลจากงานวิจัยเรื่อง ภาวะโลกร้อนและพฤติกรรมรุนแรง ของ สมาคมจิตวิทยา ประเทศสหรัฐอเมริกา (The Association for Psychological Science) ที่พบว่า อากาศร้อนส่งผลให้คนในประเทศแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว จนนำไปสู่เหตุการณ์ความรุนแรง

ฟิลด์ยกผลการสำรวจอีกชิ้นมาเสริมกัน เป็นงานวิจัยเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างสภาพอากาศและอัตราการกราดยิงในเมืองชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา โดย พอล รีพปิง (Paul Reeping) และ เดวิด เฮเมนเวย์ (David Hemenway) ซึ่งพบว่า ในช่วงปี 2555-2559 มีอัตราการกราดยิงสูงขึ้น 33.8% เมื่ออุณหภูมิภายในประเทศสูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิรอบตัวอาจเป็นสิ่งที่เราควบคุมได้อยู่บ้าง ถ้าร้อนก็แค่เปิดเครื่องปรับอากาศให้เย็นสบาย แต่เคยสงสัยไหมว่า ทำไมในวันที่เมฆฝนครึ้มคะนอง ไม่ได้มีความร้อนมากัดกินหัวใจเรา แต่ความเศร้ายังเข้ามาอยู่ในใจ

นั่นเป็นเพราะ ‘แสงแดด’ ที่มากขึ้นหรือลดลง ก็ล้วนกระทบกับอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์แบบที่ไม่รู้ตัว ชาวเอเชียนอาจจะไม่ได้คิดว่านี่เป็นเรื่องใหญ่ในชีวิต และรู้สึกอิจฉาทุกครั้งที่มองไปที่ประเทศแถบยุโรปที่มีหิมะตก หรือหน้าร้อนที่มีอุณภูมิมากสุดแค่ 20 องศา 

แม้งานวิจัยต่างๆ จะค้นพบว่า อากาศเย็นส่งผลดีต่อสุขภาพจิตได้มากกว่าอากาศร้อน แต่ในเมืองหนาวที่มีแสงแดดเพียงน้อยนิด โดยเฉพาะในฤดูหนาวและฤดูใบไม้ร่วง ส่งผลให้คนในประเทศมีแนวโน้มเป็น โรคซึมเศร้าตามฤดูกาล (Seasonal Affective Disorder : SAD) ที่ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับและอารมณ์เศร้า โดยมีชื่อเรียกว่า ‘The Winter Blues’

เรื่องนี้ฟิลด์อธิบายด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ว่า การได้รับแสงแดดที่น้อยเกินไป จะทำให้ร่างกายขาดสารเซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นสารที่ดีต่อการควบคุมอารมณ์ และส่งผลดีต่อสุขภาพจิต ในขณะที่ร่างกายจะเน้นผลิตสารเมลาโทนิน (Melatonin) ที่ให้ผลลัพธ์ตรงข้ามกัน

ผู้คนในประเทศกลุ่มนอร์ดิก ได้แก่ เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ และสวีเดน ซึ่งเป็นประเทศกลุ่มที่มีสภาพภูมิอากาศดังกล่าว จึงมักจะมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงอยู่เสมอ โดยเฉพาะในประเทศเดนมาร์ก ที่องค์การอนามัยโลก (World Health Organization : WHO) ระบุว่า มีคนฆ่าตัวตาย 10.7 คน ต่อประชากรหนึ่งแสนคน ในปี 2562 แม้ว่าดัชนีความสุขของคนในประเทศจะสูงเป็นอันดับสองของโลก จากสถิติของ World Happiness Report ในปี 2564

ท้ายที่สุดแล้วปัญหาเรื่องสุขภาพจิตอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสารแห่งความสุขภายในร่างกายที่แต่ละคนมีไม่เท่ากัน หรือสังคมที่ยังคงเต็มไปด้วยการตีตราเรื่องสุขภาพจิต แต่สิ่งที่อยู่รอบตัวเราในทุกๆ วันอย่างสภาพอากาศ ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

แต่อย่างน้อยสิ่งที่เราทำได้ คือการช่วยกันดูแลรักษาธรรมชาติให้เหมือนกับการดูแลใจคน เพราะการทิ้งถุงพลาสติกลงแม่น้ำ หรือตัดไม้ทำลายป่าเพียงเล็กน้อย นั่นอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน และเป็นต้นเหตุที่ทำให้สภาพจิตใจของคนเปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว

หากใครต้องการหาวิธีรับมือกับผลกระทบทางสุขภาพจิตที่มีสาเหตุมาจากสภาพอากาศ สำหรับเมืองเขตร้อนอย่างประเทศไทย กรมสุขภาพจิตได้ให้คำแนะนำเบื้องต้นไว้ว่า

  • รู้เท่าทันอารมณ์และความเครียดที่เกิดขึ้น
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว
  • รับประทานาหารให้ครบ 5 หมู่
  • พักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 6-8 ชม.
  • หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดร้อนจัด

และหากเป็นคำแนะนำจากประเทศที่มีอากาศหนาวเย็น สถาบันด้านพฤติกรรมสุขภาพในรัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา (The Florida House Experience Health) ได้ให้คำแนะนำไว้ดังนี้

  • เข้ารับการรักษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต
  • ดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจของตัวเอง
  • เข้าสังคมเพื่อหลีกเลี่ยงการอยู่เพียงลำพัง
  • พยายามโอบรับแสงแดดในทุกๆ วัน ในระดับที่ปลอดภัย