คำว่าใจร้ายของคุณคือแบบไหน?
แบบราชินีใจร้ายที่วางยาพิษเด็กสาวเพราะไม่อยากให้ใครสวยกว่าตัวเอง
หรือแบบคุณครูใจร้ายที่กล้อนผมนักเรียนเพราะทรงผมผิดระเบียบหรือเปล่า?
บทความจาก BBC ระบุว่า โดยพื้นฐานแล้วมนุษย์ใช้ชีวิตเพื่อตามหาความสุขและหลีกหนีจากความเจ็บป่วยทั้งทางกายและทางใจ ซึ่งเราต่างรู้ดีว่าการทำร้ายผู้อื่นจะทำให้พวกเขาเจ็บปวด และเราต่างไม่ชอบความรู้สึกผิดที่เกิดขึ้นในใจ เราจึงมีความยับยั้งชั่งใจในการกระทำของตัวเอง
ฉะนั้น เมื่อพูดถึงคำว่าใจร้าย (Unkind) คนส่วนมากจึงจะนึกถึงพฤติกรรมเชิงลบที่เห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายร่างกาย การทำลายข้าวของของผู้อื่น หรือการด่าทอด้วยถ้อยคำรุนแรงซึ่งหน้า เราจึงพยายามระมัดระวังไม่ให้ตัวเองทำพฤติกรรมเหล่านั้น เพราะเราไม่อยากเป็นคนใจร้ายในสายตาชาวบ้าน
พฤติกรรมใจร้ายที่ไม่จำเป็นต้องลงไม้ลงมือ
จริงอยู่ที่พฤติกรรมที่รุนแรง การลงไม้ลงมือ เช่น ครูตีนักเรียน เป็นตัวอย่างของความใจร้ายที่เป็นที่ประจักษ์ แต่หากเราทบทวนถึงความหมายของคำว่าใจร้าย จะพบว่าไม่จำเป็นต้องรอให้มีแผลบนตัวถึงจะเรียกว่าความใจร้าย เพราะแค่ทำให้ใครสักคนรู้สึกไม่ดี คุณก็อาจจะกลายเป็นคนใจร้ายสำหรับเขาแล้ว
เพราะความหมายที่พจนานุกรมส่วนมากมีร่วมกันเกี่ยวกับคำว่าใจร้าย คือ การกระทำในรูปแบบต่างๆ ที่เกิดจากความประมาทตลอดความโหดร้าย ซึ่งนำไปสู่ ‘ความทุกข์ของผู้อื่น’ เพราะฉะนั้นการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ที่เราทำโดยไม่ทันฉุกคิดว่าจะส่งผลกระทบกับใคร หรือการกระทำที่เรามองว่าไม่ใช่เรื่องผิดอะไรจึงอาจเข้าข่าย ‘ความใจร้าย’ สำหรับผู้ถูกกระทำ
เพราะรักเลยไม่รู้ว่ากำลังร้าย : เมื่อความรักจากเราทำร้ายคนอื่น
ถ้าคนเราเลือกที่จะใจร้ายกับใครสักคนได้ คนที่จะถูกตัดออกจากตัวเลือกเป็นอันดับแรกๆ คือคนที่เราจำกัดความว่าเป็นคนที่เรารัก เพราะเราต่างไม่อยากให้คนกลุ่มนี้ต้องพบเจอกับความเสียใจ
แต่บางครั้งความรักที่เรามอบให้พวกเขากลับกลายเป็นความใจร้ายที่มีคนต้องทุกข์ใจ
ในฐานะแฟนคลับหรือติ่งคนหนึ่ง การได้สัมผัสประสบการณ์หรือ ‘มีโมเมนท์’ ร่วมกับสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบถือว่าเป็นเป้าหมายในชีวิตที่ต้องติ๊กถูก (✅) สักครั้งให้ได้ ทว่าการไขว่คว้าให้ได้มาซึ่งประสบการณ์นั้นๆ ของบางคนอาจจะเป็นการใจร้ายกับคนที่เรารักอย่างไม่รู้สึกตัว นำมาสู่พฤติกรรมที่เรียกว่า ‘ซาแซงแฟน’
ซาแซงแฟน (사생팬) เป็นคำศัพท์ภาษาเกาหลี หมายถึงแฟนคลับที่คุกคามชีวิตและเวลาส่วนตัวของศิลปิน ไม่ว่าจะเป็นการติดตามศิลปินนอกตารางงาน กว้านซื้อข้อมูลเที่ยวบินของศิลปินเพื่อเดินทางในไฟลท์เดียวกัน สืบค้นเบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวของศิลปินเพื่อโทรหาเขาในยามวิกาล หรือบุกตามศิลปินไปถึงที่บ้าน

เรื่องราวของซาแซงฟังดูเป็นเรื่องไกลตัวเพราะเป็นคำศัพท์ที่เกิดขึ้นเพื่ออธิบายสถานการณ์ในวงการบันเทิงของประเทศเกาหลีใต้ แต่เมืองไทยเองก็มีเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นเช่นกัน
ปลาน้อย (นามสมมติ) ทีมงานดูแลศิลปินซึ่งเป็นศิลปินไทยเล่าว่า มีครั้งหนึ่งที่เธอและทีมงานกำลังทำการถ่ายทำร่วมกับศิลปินที่มีชื่อเสียงในสตูดิโอแห่งหนึ่ง ช่วงระหว่างนั้นกลับมีแฟนคลับของศิลปินบุกเข้ามาในสตูดิโอเพื่อมาหาศิลปินที่ตนชื่นชอบ โดยมีการวิ่งเข้าไปตัดหน้ากล้องเพื่อประชิดตัวศิลปิน และทำให้ฉากต่างๆ ที่ทีมงานจัดทำขึ้นเกิดความเสียหาย จนการถ่ายทำต้องหยุดชะงักเพื่อควบคุมตัวแฟนคลับออกจากสตูดิโอ ทำให้งานล่าช้ากว่า 2 ชั่วโมง
“สิ่งที่เขาทำมันไม่ได้กระทบแค่กับศิลปินที่เขารัก แต่มันกระทบกับคนอื่นๆ ที่ต้องทำงานกับศิลปินที่เขาชอบด้วย ในการเป็นคนทำงานเรารู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ใจร้ายที่สุดเท่าที่คนคนหนึ่งจะทำกับศิลปินและทีมงานแล้ว”
ไม่ใช่แค่ความรักที่บุคคลมีต่อบุคคลเท่านั้นที่ปรากฏให้เห็นถึงความใจร้าย เพราะขนาดฮิปโปแคระขวัญใจชาวโลกอย่างหมูเด้งเองก็มีแฟนคลับที่ใจร้ายเหมือนกัน
เพราะช่วงกันยายนที่ผ่านมา มีการเผยแพร่คลิปที่จับภาพนักท่องเที่ยวปาเปลือกหอยใส่หมูเด้ง เพื่อปลุกให้ลูกฮิปโปแคระตื่นขึ้นมาวิ่งให้ดูเหมือนที่เคยเห็นผ่านจอ ทั้งที่หมูเด้ง ณ เวลานั้นเป็นฮิปโปเด็กที่ต้องการเวลาพักผ่อน การกระทำดังกล่าวนอกจากรบกวนเวลาพักผ่อนแล้ว ยังเป็นการกระทำที่ผู้ชมวิดีโอส่วนมากเทคะแนนเสียงว่าเป็นการกระทำที่ใจร้ายกับหมูเด้ง แม้ว่าหมูเด้งจะไม่ได้ต่อว่าอะไรก็ตาม (เพราะพูดไม่ได้)
ใจร้ายกับคนอื่นไม่ใช่เรื่องดี…แล้วไง ใครแคร์?
เราต่างรู้กันดีว่าการใจร้ายใส่คนอื่นเป็นพฤติกรรมที่ไม่น่ารัก แต่มีหลายต่อหลายครั้งที่ใครหลายคนใจร้ายใส่คนอื่นด้วยความตั้งใจ
บ้างก็ใจร้ายใส่คนอื่นเพื่อปกป้องอัตตาของตัวเอง เช่น เมื่อเกิดการโต้เถียงที่รุนแรงขึ้น จนเราหมดความอดทน เราเลือกที่จะใช้ถ้อยคำดูถูก หยาบคาย เพื่อด่าทอและผลักไส เพราะเรารู้สึกว่าการมีอยู่ของอีกฝ่ายสร้างความลำบากใจให้กับเรา
บ้างก็ใจร้ายใส่คนอื่นเพราะมองว่าตัวเองคือคนที่ถูกต้องที่สุดในสมการนี้ อย่างการเอาเปรียบร้านอาหาร ผ่านคติ ‘ลูกค้าคือพระเจ้า’

สำนักข่าว The Guadian รายงานว่า ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องการบริการลูกค้าที่ยอดเยี่ยมอย่างประเทศญี่ปุ่นกำลังประสบปัญหากับลูกค้าที่ถือตัวเป็นพระเจ้า ซึ่งลูกค้าเหล่านี้ถูกเรียกว่า ‘คาสุฮาระ (カスハラ)’ โดยกลุ่มลูกค้าเหล่านี้ต่างคุกคามพนักงานผ่านการกระทำที่เอารัดเอาเปรียบ
1 ในตัวอย่างที่ถูกรายงานคือ กรณีของผู้ช่วยผู้จัดการซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งในโตเกียวที่ได้รับโทรศัพท์จากลูกค้าว่า เต้าหู้ที่ซื้อไปหมดอายุแล้ว แต่เมื่อเข้าไปตรวจสอบที่บ้านของลูกค้ากลับพบว่า เต้าหู้ถูกซื้อมาก่อนการแจ้งร้องเรียนถึงสองสัปดาห์ ซึ่งเต้าหู้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีอายุการเก็บรักษาค่อนข้างสั้น จึงไม่ใช่ความผิดของทางซูเปอร์มาร์เก็ต
ทว่าแม้ผู้ช่วยผู้จัดการซูเปอร์มาร์เก็ตคนนี้จะพยายามเจรจากับลูกค้าอย่างไร ลูกค้ากลับไม่ฟังและสั่งให้เขาหมอบกราบและขอโทษ เพราะมองว่าตนมีฐานะเป็นลูกค้าที่ไม่ว่าอย่างไรพนักงานต้องยอมตัวเอง
ใจร้ายผ่านโลกออนไลน์ ด้วยสถานะไร้ตัวตนตามสไตล์นักเลงคีย์บอร์ด
สังเกตไหมว่าคนบนโลกออนไลน์มักไม่รักษาน้ำใจต่อกันด้วยถ้อยคำ Hate Speech (ถ้อยคำว่าร้าย) ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว เจ้าของประโยคใจร้ายเหล่านั้นไม่กล้านำคำพูดเหล่านั้นไปพูดกับคนในชีวิตจริงเสียด้วยซ้ำ และถึงแม้จะมีกรณีที่ถ้อยคำเหล่านั้นกลายเป็นคดีหมิ่นประมาทก็ไม่สามารถหยุดสงครามตัวอักษรที่ต่างคนต่างใช้ถ้อยคำเชือดเฉือนทำร้ายกันได้
ในฐานะคนมีแสงเพราะเป็นบุคคลสาธารณะ รตา ชินกระจ่างกิจ นักพากย์อดีตไอดอลหญิง เล่าว่า คนใจร้ายสำหรับเธอคือ คนที่ไม่เห็นใจคนอื่น และไม่คิดว่าถ้อยคำที่ไม่ดีที่พิมพ์ลงในช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ เป็นมีดกรีดกลางใจคนอ่าน

“คนใจร้ายคือคนที่ไม่เห็นใจ ไม่คิดที่จะเข้าใจ และไม่คิดว่าตัวเองกำลังพ่นคำที่ไม่ดีออกไป เขาคิดว่ามันเป็น Free Speech (การพูดโดยเสรี) จะพูด จะพิมพ์อะไรใส่ใครก็ได้ แต่ไม่ได้คำนึงว่าคนที่อ่าน หรือคนที่รักคนที่ถูกว่าร้ายอยู่มีหัวใจเหมือนกัน ไม่ใช่พระอิฐพระปูน เรารู้สึกเสียใจกับคอมเมนต์พวกนั้นนะ”
บทความจากคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลว่า ความนิรนาม (anonymity) บนโลกออนไลน์เป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมก้าวร้าว เนื่องจากการซ่อนตัวตนทำให้ผู้คนกล้าแสดงออกอย่างไม่มีขีดจำกัด โดยไม่ต้องกังวลกับผลกระทบที่ตามมา ผลการวิจัยทางจิตวิทยาหลายชิ้นสนับสนุนว่า ความนิรนามทำให้บุคคลรู้สึกปลอดภัยที่จะแสดงความคิดเห็นที่รุนแรงหรือไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องคำนึงถึงกฎเกณฑ์ทางสังคม

แต่ความนิรนามบนโลกออนไลน์ไม่ได้หมายความว่าจะไม่สร้างแผลใจในชีวิตจริง เพราะคนที่อยู่หลังจอก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีหัวใจ ไม่ใช่ AI ที่ไร้ความรู้สึก ความเจ็บปวดที่ได้รับในโลกออนไลน์จึงไม่ได้น้อยไปกว่าการโดนใครสักคนชี้หน้าด่าในโลกความเป็นจริง
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะหยุดใจร้าย
แม้สถานการณ์ในตัวอย่างที่ยกมาจะมีความแตกต่าง แต่สิ่งหนึ่งที่การกระทำใจร้ายเหล่านี้มีร่วมกันคือ ‘การนึกถึงแต่ตัวเอง’
การให้ความสำคัญกับตัวเองไม่ใช่เรื่องเลวร้าย เพราะสำหรับตัวเราแล้ว เราเป็นคนที่สำคัญที่สุด และไม่ใช่เรื่องผิดที่จะไขว่คว้าหาสิ่งมาตอบสนองความต้องการของตัวเอง แต่เราจำเป็นต้องระลึกเสมอว่าการกระทำของเราจะส่งผลกระทบกับใครบ้าง
ถ้าที่ผ่านมาเราใจร้ายอย่างไม่ตั้งใจ หลังจากนี้เราจำเป็นต้องฝึกตัวเองให้มีสติรู้ตัวมากขึ้น โดยรวิตา ระย้านิล นักจิตวิทยา คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แนะนำในบทความว่า หนึ่งในวิธีที่นักจิตวิทยาแนะนำคือการให้เวลากับตัวเองในการจัดการอารมณ์ เพื่อนำไปสู่การคิดแบบเอาใจเขามาใส่ใจเรา หรือ การเข้าอกเข้าใจคนอื่น (Empathy) ที่มากขึ้น ซึ่งวิธีการนี้เหล่าคนที่เคยใจร้ายกับคนอื่นบนโลกออนไลน์สามารถนำไปปรับใช้ได้เช่นกัน เพราะการพิมพ์มีเวลาให้คิดมากกว่าการปะทะซึ่งหน้าเสมอ
แต่สำหรับใครที่ใจร้ายกับคนอื่นโดยตั้งใจ อาจจะต้องเริ่มจากการสำรวจความคิดของทัศนคติก่อนว่าชุดความคิดไหนของเราที่ต้องเปลี่ยนแปลง ผ่านการพูดคุยและรับฟังความคิดเห็นของคนรอบตัวเพื่อนำมาปรับปรุงตัว
หากเราสามารถปรับปรุงและแก้ไขความใจร้ายของตัวเองได้ ท้ายที่สุดแล้วจะนำไปสู่การลดลงของจำนวนคนใจร้ายบนโลกของใครบางคนอย่างน้อยๆ 1 คน
อ้างอิง
sanook.com / คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย / marketingoops.com
