‘เสมือนสมาชิกในครอบครัว แต่สถานะเป็นอื่น’เมื่อแรงงานข้ามชาติกลายเป็นสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว

ส้มเป็นชาวพม่าจากเมืองเมียวดี พ่อแม่เสียชีวิตตั้งแต่เธออายุได้ 7 ขวบ จากภัยสงครามและความไม่สงบในประเทศเมียนมา เธอเดินทางหนีเอาชีวิตรอดข้ามมาฝั่งไทยตอนวัยรุ่น อาศัยทำงานรับจ้างใน จ.แม่ฮ่องสอน และเดินทางมาเรื่อยๆ จนถึง จ.สระบุรี 

จากที่นั่น เธอนั่งรถโดยสารประจำทางมาถึงปลายทางที่วงเวียนใหญ่ จ.กรุงเทพฯ โชคชะตาพาเธอให้ทำงานรับจ้างทุกอย่างที่เข้ามา จนกระทั่งเธอไปเจอเข้ากับครอบครัวคนไทย ที่จ้างเธอมาดูแลงานบ้านและดูแลเด็กๆ ทั้งสองคนคือเฟิร์นและฝ้าย ตั้งแต่ที่ทั้งสองยังแบเบาะ จากวันนั้นจนถึงวันนี้ เป็นระยะเวลากว่า 25 ปีแล้ว ที่ส้มทำงานดูแลบ้านและดูแลเด็กทั้งสองคนจนเติบใหญ่ จนใกล้ถึงวัยที่เธอต้องเกษียณอายุจากการทำงาน

“ถ้าวันหนึ่งไม่ได้อยู่ดูแลพวกเขาแล้วก็คงคิดถึง”

ส้มกล่าว เมื่อถูกถามถึงแผนการเกษียณอายุจากการทำงานในวันข้างหน้า

วันของส้มจะเริ่มขึ้นตั้งแต่ตีสี่ จากบ้านที่เธออยู่อาศัยกับครอบครัว เธอจะเดินมายังบ้านของเฟิร์นกับฝ้ายเพื่อซักผ้าตอนตีห้า จากนั้นเธอจะเดินต่อไปที่ตลาดเพื่อซื้อกับข้าวให้กับอาม่า ที่เป็นผู้สูงอายุในบ้าน เมื่อเตรียมอาหารเสร็จเรียบร้อย ส้มจะเดินกลับไปยังบ้านของเธอ เพื่อเตรียมอาหารเช้าให้ลูกสาวก่อนไปโรงเรียน จากนั้นจึงกลับมายังบ้านของเฟิร์นกับฝ้าย เพื่อทำความสะอาด โดยครึ่งวันเช้าเป็นการทำความสะอาดบ้านของเฟิร์นกับฝ้าย และตอนบ่ายส้มจะเดินทางไปทำความสะอาดบ้านอีกหลังของอาม่า

“เราทำงานเหมือนดูแลคนในครอบครัวเดียวกัน” ส้มกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ไม่เคยคิดว่าสิ่งที่ตนเองทำอยู่นั้นมันเหนื่อยหรือหนักเกินไป”

จากผู้ใช้แรงงานสู่สมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว

“หน้าที่ของฉันคือทำงานบ้าน ถูบ้าน ทำความสะอาด ซักผ้าและดูแลเด็ก ดูแลเฟิร์นกับฝ้าย

มาตั้งแต่อายุขวบกว่าๆ มองทั้งสองเป็นลูกหลานคนหนึ่ง”

วันนี้ส้มมีอายุ 47 ปี เธอแต่งงานกับคนไทย มีลูกสาวด้วยกันหนึ่งคน กำลังศึกษาอยู่ระดับชั้นมัธยมศึกษาโรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่ง แต่นอกจากลูกของตัวเองแล้ว ส้มเล่าว่าเธอเป็นพี่เลี้ยงที่คอยดูแลเฟิร์นและฝ้ายมาตั้งแต่เด็ก ทำให้ทั้งสองเปรียบเสมือนลูกของเธอ 

“ทุกวันนี้ยังหาข้าวให้เฟิร์นกับฝ้ายกิน เพราะในสายตาพี่ส้ม เขายังเด็กอยู่ พี่ส้มจะไปซื้อกับข้าวที่ตลาด บางทีทำกับข้าวให้กิน แต่ทำไม่ค่อยเก่ง ทำได้แต่ข้าวผัด”

ส้มสื่อสารภาษาไทยได้คล่องแคล่ว เธอเล่าว่า เพราะอยากเป็นแบบอย่างและคอยสอนลูกสาวของเธอ

“ที่ผ่านมามีโอกาสได้งานใหม่หลายครั้ง” ส้มกล่าวถึงงานปัจจุบันที่เธอทำมาแล้ว 25 ปี “ฉันเป็นคนขยัน ทำงานได้ทุกอย่าง แต่พี่ส้มไม่อยากไป เพราะเป็นห่วงเฟิร์นกับฝ้าย เราเลี้ยงเขามาตั้งแต่เด็กๆ รักเหมือนลูกคนหนึ่ง วันไหนที่เขาไม่สบาย พี่ส้มก็เป็นห่วง”

ในฐานะแรงงานข้ามชาติรุ่นบุกเบิก ส้มแชร์เทคนิคการทำงานของเธอให้ฟังว่า ในการทำงาน เธอจะตั้งใจทำทุกหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย เธอทำงานหนักแต่ด้วยใจรัก แม้จะได้เงินเดือนน้อยไปบ้าง เธอก็ไม่เคยใช้เป็นข้อในการเปลี่ยนงาน กรณีของส้มอาจไม่สามารถใช้เปรียบเทียบได้กับทุกกรณี ที่คนทำงานแต่ละคนเจอเงื่อนไขต่างกัน แต่เธอยืนยันหนักแน่นว่า ที่ยังทำงานอยู่เพราะมีความสุข และเพราะความผูกพันกับเด็กๆ ทั้งสองคน เธอจึงขอแค่มีเงินพอกินพอใช้ก็เพียงพอแล้ว

“ถ้าวันหนึ่งไม่ได้อยู่ดูแลพวกเขาแล้วก็คงคิดถึง” ส้มกล่าว เมื่อถูกถามถึงแผนการเกษียณอายุจากการทำงานในวันข้างหน้า

วันของส้มจะเริ่มขึ้นตั้งแต่ตีสี่ จากบ้านที่เธออยู่อาศัยกับครอบครัว เธอจะเดินมายังบ้านของเฟิร์นกับฝ้ายเพื่อซักผ้าตอนตีห้า จากนั้นเธอจะเดินต่อไปที่ตลาดเพื่อซื้อกับข้าวให้กับอาม่า ที่เป็นผู้สูงอายุในบ้าน เมื่อเตรียมอาหารเสร็จเรียบร้อย ส้มจะเดินกลับไปยังบ้านของเธอ เพื่อเตรียมอาหารเช้าให้ลูกสาวก่อนไปโรงเรียน จากนั้นจึงกลับมายังบ้านของเฟิร์นกับฝ้าย เพื่อทำความสะอาด โดยครึ่งวันเช้าเป็นการทำความสะอาดบ้านของเฟิร์นกับฝ้าย และตอนบ่ายส้มจะเดินทางไปทำความสะอาดบ้านอีกหลังของอาม่า

“เราทำงานเหมือนดูแลคนในครอบครัวเดียวกัน” ส้มกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ไม่เคยคิดว่าสิ่งที่ตนเองทำอยู่นั้นมันเหนื่อยหรือหนักเกินไป”

ส้มเลิกงานตอน 5 โมงเย็น เพื่อกลับมาทำงานบ้านของตนเองและเตรียมอาหารเย็นให้ลูกสาวกับสามี ในหนึ่งสัปดาห์ ส้มจะได้หยุดวันอาทิตย์ ซึ่งเธอบอกว่าวันไหนที่ไม่ได้ทำงาน เธอจะรู้สึกไม่มีความสุขเลย

“งานคือชีวิต พี่ส้มไม่เคยคิดเรื่องการหยุดทำงาน คิดแต่ว่าวันนี้พี่ส้มยังหายใจอยู่ ก็อยากทำงานต่อไป”

ส้มกล่าวว่า เธอรู้สึกผูกพันกับประเทศไทย เพราะทั้งชีวิตอยู่ที่นี่ เธอไม่เหลือญาติพี่น้องที่เมียนมาอีกแล้ว มากไปกว่านั้นกำลังใจในการใช้ชีวิตของเธอ คือเด็กสองคน ที่เธอได้เลี้ยงมากับมือ

“พี่ส้มภูมิใจมากที่เห็นพวกเขาเติบโต ดีใจมากที่เห็นเฟิร์นมีงานที่ดีทำ” ส้มกล่าวถึงเฟิร์นกับฝ้าย เด็กทั้งสองคนที่เธอดูแล “ทุกวันนี้ภูมิใจที่ทั้งสองเป็นเด็กดี ทั้งสองให้เกียรติพี่ส้มตลอด ไม่เคยมองว่าเราเป็นพม่า หรือเป็นคนรับใช้ในบ้าน”

แรงงานข้ามชาติในไทย หมดแรงก็หมดอายุ

ในช่วงปลายทศวรรษ 2530 ไล่เลี่ยกันกับช่วงเวลาที่ส้มเข้ามาทำงาน ประเทศไทยเผชิญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด โครงสร้างเปลี่ยนจากภาคเกษตรกรรมไปสู่ภาคอุตสาหกรรมและการส่งออก มีการเคลื่อนย้ายแรงงานไทยภาคเกษตรกรรม เข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมตามโรงงานต่างๆ  ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนแรงงานในภาคเกษตร นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่แรงงานข้ามชาติเข้ามาเติมเต็มการขาดแคลนแรงงาน

“จากความตั้งใจแรกในการจัดการคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย แต่มันเป็นช่วงประจวบเหมาะกับการขาดแคลนแรงงานพอดี”

อดิศร เกิดมงคล จากเครือข่ายปฏิรูปการโยกย้ายถิ่นฐาน (TMR) ให้ข้อมูลว่า ในช่วงปี พ.ศ. 2535 พลเอกตาน ฉ่วย (Than Shwe) ได้ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของพม่าอย่างเป็นทางการ มีการรุกคืบทางทหารเพื่อกวาดล้างกลุ่มต่อต้านตามแนวชายแดน ทำให้มีคนจากพม่าทะลักข้ามพรมแดนเข้ามาฝั่งไทย รัฐไทยพยายามจัดการกับกลุ่มคนที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย จึงเปิดช่องทางให้คนเหล่านี้ลงทะเบียนเป็นแรงงาน 

จนกระทั่งเข้าสู่ปี 2539 ได้มีมติคณะรัฐมนตรี เปิดจดทะเบียนผ่อนผันแรงงานหลบหนีเข้าเมือง 3 สัญชาติ (เมียนมา ลาว กัมพูชา) เพื่อทำงานได้ชั่วคราว ขยายครอบคลุมถึง 43 จังหวัด ซึ่งกิจการประมงทะเลเป็นหนึ่งในประเภทกิจการที่ได้รับการผ่อนผันให้แรงงานข้ามชาติทำได้ หลังจากที่ก่อนหน้านี้เป็นอาชีพสงวนสำหรับคนไทยเท่านั้น

ต่อมาในปี 2547 อดิศรระบุว่า มีการเปิดจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นรากฐานของการจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติจนมาถึงทุกวันนี้ และเป็นครั้งแรกที่มีการบันทึกสถิติว่า ประเทศไทยมีจำนวนแรงงานข้ามชาติมากกว่า 1 ล้านคน ตามมาด้วยมีการนำข้อมูลของแรงงานข้ามชาติเข้าสู่ฐานทะเบียนราษฎรไทย เกิดเป็นบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บัตรสีชมพู) ขึ้นมา 

ในเวลาไล่เลี่ยกัน เมื่อประเทศไทยตระหนักว่า แรงงานข้ามชาติกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับภาคเศรษฐกิจ จึงเริ่มมีระบบ MOU ร่วมกับ สปป.ลาว และกัมพูชาในปี พ.ศ. 2546 และเมียนมาในปี พ.ศ. 2547 เปิดการนำเข้าแรงงานอย่างถูกกฎหมายและเป็นระบบ เพื่อลดปัญหาการค้ามนุษย์และขบวนการนายหน้าเถื่อน

กล่าวได้ว่าเป็นเวลามากกว่า 34 ปีแล้ว ที่ประเทศไทยมีแรงงานข้ามชาติเข้ามาทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ในปัจจุบันแรงงานข้ามชาติรุ่นบุกเบิกหลายคน กำลังเข้าสู่วัยสูงอายุแล้ว 

“ประเทศไทยไม่มีแผนให้คนเหล่านี้อยู่อาศัยระยะยาวหลังเกษียณอายุการทำงาน”

อดิศรกล่าวอย่างชัดเจนว่า ไทยมีนโยบายการจัดการแรงงานข้ามชาติที่เกษียณอายุการทำงาน ในลักษณะการจัดระเบียบให้กลับประเทศต้นทาง 

โดยสำหรับกลุ่มที่เป็นแรงงานนำเข้า MOU นั้นมีการกำหนดอายุเกษียณอายุที่ 55 ปี ในขณะที่แรงงานข้ามชาติกลุ่มมติคณะรัฐมนตรี ที่จดทะเบียนภายในประเทศ ปัจจุบันไม่มีการกำหนดอายุในการทำงาน ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่กรมจัดหางานในการประเมินการต่ออายุใบอนุญาตทำงานเป็นรายครั้ง 

อย่างไรก็ดีอดิศรพบว่า แรงงานข้ามชาติกลุ่มที่อยู่มานานบางส่วนก็แต่งงานมีลูกกับคนไทย ทำให้คนกลุ่มนี้มีสิทธิ์ยื่นขอวีซ่าอุปการะภรรยาไทย/สามีไทย หรืออุปการะบุตรไทย ได้เช่นเดียวกับชาวต่างชาติชาติอื่นๆ แต่ก็มีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่น การไม่สามารถเปลี่ยนประเภทวีซ่าภายในประเทศได้ หรือการกำหนดให้ต้องมีเงินฝากในบัญชีธนาคารไทยไม่น้อยกว่า 400,000 บาท หรือมีรายได้ไม่น้อยกว่า 40,000 บาทต่อเดือน ทำให้ในทางปฏิบัติ แรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่ที่มีครอบครัวเป็นคนไทย ยังคงเลือกที่จะถือใบอนุญาตทำงานในฐานะ “แรงงาน” ต่อไป มากกว่าการเปลี่ยนไปใช้ “วีซ่าคู่สมรส”

เมื่อถามถึงข้อเสนอการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติที่กำลังเกษียณอายุการทำงาน อดิศรให้ข้อเสนอว่า ควรมีระบบที่พิจารณาการให้สิทธิการอยู่อาศัยหลังเกษียณอายุการทำงานของแรงงานข้ามชาติเป็นรายกรณี และต้องมีความรัดกุม โดยให้สิทธิแก่กลุ่มที่แต่งงาน มีสามีภรรยาหรือบุตรคนไทย แต่ภายใต้ข้อจำกัดนี้ ก็จะมีคนอีกจำนวนมากที่จะไม่ได้สิทธิเหล่านี้ และต้องเผชิญกับการถูกผลักดันกลับประเทศต้นทาง เมื่อกลายเป็นแรงงานหมดอายุ ทั้งที่ประเทศต้นทางอย่างเมียนมา ยังคงเผชิญกับภัยสงครามอย่างไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลง

“ไม่ต้องรัก…แต่ขอมองเป็นมนุษย์” เสียงสะท้อนจากครอบครัวไทย

“การมีพี่ส้มอยู่ในบ้าน ทำให้สมาชิกในครอบครัวอุ่นใจ”

เฟิร์นในวัย 26 ปีเล่าว่า ตั้งแต่เธอจำความได้ ส้มเป็นคนดูแลเธอตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน จุดเริ่มต้นที่ทำให้ส้มทำงานอยู่กับครอบครัวมาอย่างยาวนาน เกิดขึ้นเมื่อ 26 ปีที่แล้ว ครอบครัวของเธอทำธุรกิจขายผ้าอยู่ที่สำเพ็ง ในระหว่างที่แม่ของเธอกำลังตัดสินใจเลิกกิจการเพราะตั้งครรภ์ กลุ่มแรงงานในร้านได้ทิ้งงานไปทำงานที่ใหม่ โดยทุกคนทิ้งส้มในวัย 20 ปีไว้คนเดียวในร้าน วันนั้นเธอร้องไห้ จนแม่ของเฟิร์นตัดสินใจให้ส้มทำงานต่อเป็นคนดูแลเด็ก นับจากวันนั้น เฟิร์นบอกว่าส้มก็เป็นทั้งพี่สาวและแม่อีกคนของเธอ

“แม้วันนี้เราโตแล้วก็ยังสนิทกันมาก” เฟิร์นกล่าวถึงส้ม “ทุกวันนี้เวลามีปัญหาอะไร ก็ยังเล่าให้พี่ส้มฟัง เขาจะเป็นคนที่รู้ปัญหาของเราก่อนพ่อกับแม่แทบทุกอย่าง”

เฟิร์นกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะว่า ทุกวันนี้ส้มยังคอยหาข้าวให้เธอกินทุกเช้า แม้เธอจะพยายามบอกว่า เธอโตแล้วและหาข้าวกินเองได้ แต่ในสายตาของส้ม เฟิร์นยังเป็นเด็กเสมอ

“เวลาบอกว่าเราโตแล้ว ไม่ต้องทำให้แล้ว เขาจะน้อยใจ มองว่าเราไม่ได้มองเขาเป็นเหมือนคนในครอบครัว ทำไมไม่ยอมให้เขาดูแล”

เมื่อถามเฟิร์นว่ารู้สึกอย่างไรหากวันหนึ่งต้องแยกย้ายไม่ได้จ้างงานส้มต่อแล้ว เฟิร์นกล่าวว่า ถ้าวันหนึ่งที่เธอและน้องสาวแต่งงานมีครอบครัว ส้มอาจจะออกไปหางานใหม่หรือเกษียณอายุจากการทำงาน 

“ทุกครั้งที่คุยกันเรื่องนี้ จะเป็นความรู้สึกใจหายตลอด ไม่ใช่แค่กับเรา แต่กับพ่อแม่ด้วย เพราะพี่ส้มเป็นเหมือนตัวกลางในบ้านมาตลอด” 

เฟิร์นกล่าวว่าเวลาที่ในบ้านของเธอมีปัญหาทะเลาะกัน ส้มจะเป็นคนแรกที่สมาชิกในครอบครัวจะมาปรึกษา ดังนั้นแล้วนอกจากหน้าที่การทำความสะอาดและดูแลความเรียบร้อยในบ้าน ส้มทำหน้าที่เชื่อมความสัมพันธ์ของคนในบ้านไปในตัว

“เราไม่ได้ต้องการออกมาสื่อสารว่าให้สังคมไทยต้องเชิดชูแรงงานข้ามชาติ แต่อย่างน้อยควรมองพวกเขาในสายตาความเป็นมนุษย์ อยากให้มองว่างานหลายๆ อย่างที่คนไทยไม่อยากทำ คืองานที่คนเหล่านี้เข้ามาเติมเต็ม”

เฟิร์นเข้าใจความสะดวกสบายที่เธอได้รับจากการมีอยู่ของส้ม เมื่อเธอก้าวเข้าสู่วัยทำงาน การมีแรงงานข้ามชาติเข้ามาทำงานบ้าน ทำให้เฟิร์นมีเวลาพักผ่อนได้นานขึ้น ในขณะที่เพื่อนร่วมงานของเธอต้องคอยกังวลกับการซักผ้าหรือตากผ้า เฟิร์นกลับมีส้มที่คอยรับผิดชอบงานในบ้านทุกอย่างแทนเธอ และสมาชิกคนอื่นในครอบครัว

“เวลาเห็นข่าวสร้างความเกลียดชังระหว่างคนไทยกับแรงงานข้ามชาติ เรารู้สึกเศร้า ด้วยความที่เราได้รับรู้เรื่องราวของพี่ส้มกว่าจะมามีชีวิตถึงจุดนี้ เรามองว่าถ้าประเทศเขาดี ไม่มีใครอยากจากบ้านเกิดมาหรอก พี่ส้มพูดตลอดว่ามาไทยเพราะหนีความจน และความตาย”

แต่สถานการณ์ปัจจุบันที่เฟิร์นเป็นห่วงคือ การที่สังคมไทยเหมารวมแรงงานข้ามชาติว่าเป็นคนผิดกฎหมาย หรือเป็นภาระของสังคมไทย ทั้งที่ในความเป็นจริง การนำเสนอของข่าวทุกวันนี้ เลือกที่จะนำเสนอแต่เนื้อหาเชิงลบของกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ทั้งที่คนส่วนใหญ่เข้ามาตั้งใจทำงาน หรือเพียงแค่หนีเอาชีวิตรอดมาจากสงครามและความยากจน

“คุณไม่ต้องไปรักพวกเขาหรอก” เฟิร์นกล่าวทิ้งท้าย “แต่อย่างน้อยคุณควรจะปฏิบัติต่อเขาในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง”

สำหรับส้ม ในฐานะแรงงานข้ามชาติจากเมียนมารุ่นบุกเบิก เธอไม่อยากให้คนไทยเกลียดคนพม่าทุกคนที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย คนส่วนใหญ่หนีร้อนมาพึ่งเย็น เข้ามาทำอาชีพที่คนไทยไม่ได้ทำ คนส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการแย่งงานคนไทย แต่เธอเข้าใจคนไทย เพราะเวลาเห็นคนพม่ารวมกลุ่มกันเยอะๆ ก็คงรู้สึกกลัว และมองว่าคนพม่าจะมายึดครอง แต่เธออยากให้มองว่าคนพม่ามาอยู่เพียงเพื่อทำงาน และเมื่อใดที่ประเทศของพวกเขาสงบ หลายคนก็อยากกลับบ้านไปใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว

“คนไทยใจดี เราเจอแต่คนดี ขอความช่วยเหลือจากใครก็พร้อมช่วยเหลือกันตลอด” ส้มกล่าวทิ้งท้าย