เมื่อรถเก่าคือภาระทางใจชิ้นใหญ่ที่คนไทยไม่ทิ้ง

เพราะ Romantic Rain ใช้ไม่ได้กับวันที่ฝนตกในประเทศไทย ทางเลือกที่มีคือการพึ่งพาบริการรถโดยสารสาธารณะที่ก็ทำเอาท้อใจทุกครั้งเวลานั่งรอที่ป้าย หรือไม่ก็ทางเลือกสุดท้ายคือการขับรถส่วนตัว แม้ว่าเราจะต้องเสียเวลากับการจราจรติดขัดที่กินเวลามากกว่าครึ่งของการเดินทางก็ตาม 

ขอสารภาพว่าตัวผู้เขียนก็เพิ่งออกรถใหม่ (รถคันแรก) เมื่อไม่นานมานี้ หลังจากที่แม่พูดกรอกหูตั้งแต่ก้าวเท้าออกจากรั้วมหาวิทยาลัยว่าให้ออกรถใช้เองได้แล้ว!  

สภาพจราจรที่เลวร้าย ไม่เท่ากับระบบการคมนาคมในเมืองใหญ่ที่ชำรุดระบบโคม่า บางคนบ้านไม่ไกลจากที่ทำงาน แต่การรอรถเมล์ที่ต้องโหนราวจับประจันหน้ากับคนตรงข้ามทุกๆ วันมันบั่นทอนไม่น้อย หรือบางคนบ้านไกล การขึ้นรถไฟฟ้าไปทำงานด้วยต้นทุนที่สูงตามขึ้น ปัจจัยทั้งหมดแบบไม่หลอกตัวเองเป็นตัวกระตุ้นให้คนไทยซื้อรถยนต์ส่วนตัวใช้มากขึ้น ประกอบกับการกระตุ้นผ่านนโยบายที่ติดหูเมื่อหลายสิบปีก่อนว่า ‘รถคันแรก’

ปี 2567 คนไทยมีสถิติมีรถมากถึง 20 ล้านคัน เฉลี่ย 277 คันต่อประชากร 1,000 คน ตอนนี้รถล้นทางด่วนแบบที่ว่าจะออกไปไหนต้องวางแผนการจราจรให้ดี และทุกๆ ปีมักจะมียอดขายรถยนต์ใหม่ หรือจดทะเบียนรถใหม่ออกมาให้นักเศรษฐศาสตร์วิเคราะห์มูลค่าเศรษฐกิจกันหลายรอบ โดยเฉพาะช่วงงานมอเตอร์โชว์ แต่มีปีไหนบ้างที่เราเคยเห็นยอดตัวเลขรถเก่าในไทยผ่านตาแบบจริงจัง 

ในซอยบ้านผู้เขียนก็เห็นรถเก่าของใครไม่รู้จอดทิ้งไว้เกิน 10 ปีแล้ว และก็ขอสารภาพว่าตอนออกรถใหม่ ไม่คิดถึงการทิ้งรถไว้เผื่อเลย คิดไว้แค่ว่าจะผ่อนหมดปีไหน

ปลายทางรถเก่าไปไหน? แล้วส่งผลอย่างไรกับสังคม? 

1 ใน 3 ของรถยนต์ที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจของไทยมีอายุเกิน 15 ปี หรือกว่า 6.5 ล้านคันคือรถเก่าในไทย 

นี่คือข้อมูลจาก รศ.ดร.เกรียงไกร เตชกานนท์ อาจารย์จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ขึ้นพูดในงานเสวนา Sustrends 2026 ที่จัดโดย The cloud  เมื่อ 27 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา

อาจารย์เกรียงไกรชูตัวเลขรถที่อายุเกิน  15 ปี เพื่อเชื่อมโยงถึงข้อเท็จจริงว่าแม้ในประเทศไทยจะได้มีกฎหมายว่ารถที่มีอายุเกิน 15 ปีห้ามใช้สำหรับขับขี่บนท้องถนน แต่อีกมุมหนึ่งรถเหล่านี้คือขยะชิ้นหนึ่งที่ไร้ประสิทธิภาพเกินกว่าจะใช้งาน 

“รถเหล่านี้คือตัวปัญหา เนื่องจากรถยนต์เก่าปล่อยมลพิษมากกว่าและมีความปลอดภัยต่ำกว่า และในมุมของนักเศรษฐศาสตร์ รถยนต์เหล่านี้คือความสูญเสียทางเศรษฐกิจ เพราะมันคือทรัพยากรที่ควรนำกลับมาใช้ใหม่” อาจารย์เกรียงไกรกล่าว 

แม้ว่าจะมองว่ายิ่งใช้รถนานๆ ยิ่งคุ้มค่ากับเงินที่ซื้อมา หรือที่เรียกศัพท์วิชาการคือดูสอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) แต่จริงๆ ผลเสียกลับมากกว่าหลักการที่กล่าวไป โดยที่เห็นหลักๆ คือผลกระทบเชิงลบ 2 มิติ

“มิติแรกคือปัญหาจากการใช้งานรถยนต์เก่าเหล่านี้เป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศที่สำคัญ และสร้างผลกระทบต่ออุบัติเหตุร้ายแรง ความปลอดภัยบนท้องถนนที่สร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินจากสมรรถนะและอุปกรณ์เสื่อมสภาพตามกาลเวลา นี่เรียกว่าต้นทุนแฝงที่เกิดขึ้น”

สิ่งที่อาจารย์เกรียงไกรบอกสอดคล้องกับรายงานของ UN ที่ระบุว่ารถยนต์เก่าเหล่านี้ปล่อยมลพิษออกมามากกว่า 90% 

“มิติที่สองคือ รถยนต์เป็นสิ่งที่คนไม่ค่อยกล้าทิ้ง เราจึงมักเห็นรถยนต์เก่าจำนวนมากถูกจอดทิ้งไว้เฉยๆ ตามตรอกซอกซอยสาธารณะเป็นเวลานาน ส่วนรถยนต์ที่ขายให้ธุรกิจจัดการซากรถก็ใช่ว่าจะไร้ปัญหา เพราะธุรกิจแบบนี้ในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังเป็นธุรกิจขนาดเล็ก มีเครื่องมือจำกัด การดึงวัสดุมีค่ากลับมายังทำได้ไม่เต็มที่ และอาจมีความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม”

สิ่งที่อาจารย์เกรียงไกรยกขึ้นมาในมิติที่สองสะท้อนถึงสิ่งที่ผู้เขียนกล่าวไว้ข้างต้นว่าในซอยบ้านเรามักจะเห็นรถยนต์เก่าจอดทิ้งไว้ บางคันก็มีผ้าคลุม บางคันก็ปล่อยไว้ตามมีตามเกิด หรือถ้านึกถึงสุสานรถก็มักจะนึกถึงแต่ในหนังผีสยองขวัญมากกว่าในชีวิตจริง คนไทยไม่กล้าทิ้งรถเก่า ไม่อยากทิ้งรถเก่า หรือจริงๆ ไม่มีที่ทิ้งรถเก่า

อะไรคือเหตุผลที่คนไทยไม่กล้าทิ้งรถ

“ผมบอกเลยนะว่าคนไทยไม่ทิ้งรถเก่า เก็บมันไว้แบบนั้นแหละ จอดไว้ในบ้าน จอดไว้ตามซอย สิ่งนี้มันมีรากบริบทผ่านประวัติศาสตร์ ในอดีตคนไทย 1 คนกว่าจะมีรถยนต์เป็นของตัวเองหนึ่งคันนี่ต้องเก็บเงิน ต้องมีเงิน ต้องไขว่คว้ากว่าจะได้มา เพราะรถยนต์มีราคาแพง ทัศนคติของคนไทยส่วนหนึ่งที่มองต่อรถเลยเป็นแบบทรัพย์สินของฉัน มากกว่าสินค้าอุปโภค เราเลยมีทัศนคติว่าต้องใช้รถไปนานๆ รถพังก็ซ่อม ซ่อมจนสุดทาง ก็ขายต่อไปเป็นมือสองแล้วก็ซ่อมใช้ต่ออีก น้อยคนที่จะตัดใจทิ้ง” 

แม้ว่าไทยจะเป็นฐานการผลิตรถยนต์เบอร์ต้นๆในเอเชีย แต่ในอดีตนโยบายกำแพงภาษีที่สูงเพื่อส่งเสริมการผลิตในประเทศ ทำให้รถยนต์มีราคาแพงมหาศาลเทียบเท่ากับการซื้อบ้านหนึ่งหลัง 

สิ่งนี้ขอพยักหน้าแรงๆ เห็นด้วยกับคำพูดของอาจารย์เกรียงไกร เพราะค่านิยมมีรถ = การเติบโต หรือได้ประสบความสำเร็จในชีวิตแล้วยังคงฝังรากมาจนทุกวันนี้ เหมือนที่ญาติของผู้เขียนชอบทักว่าเรียบจบแล้วทำไมยังไม่มีรถขับอีก​?

เรียนจบต้องมีรถ ทำงานสักระยะต้องมีบ้าน แล้วแต่งงานมีลูก สูตรสำเร็จคนไทยถูกจำกัดกรอบให้วนเวียนอยู่ประมาณนี้ 

รถถูกมองเป็นทรัพย์สินในการไขว่คว้ากว่าจะหามาได้ ในขณะที่ต่างประเทศรถยนต์อาจจะไม่ได้ถูกให้ค่าเป็นสิ่งสำคัญในชีวิต

เพราะมีค่า ยิ่งต้องทำให้มีค่า 

“รถเก่ามีค่า เพราะมีโลหะมีค่าที่ขายได้ประมาณ 70% คิดแบบถูกๆ ก็คันละ 30,000 บาท เมื่อคูณรถยนต์ 6.5 ล้านคันที่กำลังจะหมดอายุเร็วๆ นี้ คิดเป็นมูลค่าเกือบ 2 แสนล้านบาท นี่คือการดึงทรัพยากรที่อยู่ในเมืองกลับมา หรือที่เรียกว่า Urban Mining (การทำเหมืองในเมือง)”

อาจารย์เกรียงไกรชวนมองว่ารถเก่าเป็นทั้งปัญหาและโอกาสในคราวเดียวกัน โดยยกตัวอย่างว่า ในยุโรปและญี่ปุ่นมีกฎหมายจัดการซากรถยนต์โดยเฉพาะ เรียกว่า End-of-Life Vehicle (ELV) โดยใช้หลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) ที่กำหนดให้ผู้ผลิตมีหน้าที่เก็บกลับซากรถเพื่อรีไซเคิล จนถึงขั้นเหลือชิ้นส่วนที่จะไปถึงบ่อขยะแค่ 5% ส่วนเวียดนามและมาเลเซียก็กำลังผลักดันเรื่องนี้ 

“เราอาจจะต้องมาคิดว่า ประเทศไทยควรมีกฎหมายจัดการซากรถอย่างเป็นรูปธรรมแล้วหรือยัง” 

อีกประเด็นคือที่ประเทศไทยควรทำ คือการเพิ่มการกำกับดูแลผู้ประกอบการธุรกิจรีไซเคิลให้เข้มข้นกว่านี้ เพื่อให้ได้มาตรฐานและป้องกันมลภาวะ 

“การส่งเสริมธุรกิจเกี่ยวกับการรีไซเคิลคือโอกาสใหม่ที่จะพาเราสู่ภาคเศรษฐกิจที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น การลงทุนที่กรีนขึ้น การจ้างงานที่ใช้ทักษะที่สูงขึ้น แล้วเราจะไม่ตกขบวนในการรีไซเคิลซากรถ เพื่อให้การผลิตรถยนต์เป็นเศรษฐกิจหมุนเวียนที่แท้จริง”

สิ่งที่อาจารย์เกรียงไกรพยายามบอกคือ ไม่ผิดที่คนไม่อยากทิ้งรถเก่าเพราะมองว่าคือทรัพย์สินอย่างหนึ่งที่มี แต่ภาครัฐต้องสร้างวงจรกระตุ้นให้คนหันมาสนใจรถเก่า และการกำจัดมากขึ้นไม่เพียงแต่จะช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย แต่ยังเป็นการสร้างเศรษฐกิจที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น