จะไถฟีดไปไหนในตอนนี้ก็เจอแต่ข่าวสารการเมือง เพราะประเทศไทยกำลังจะมีการเลือกตั้งใหญ่ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่กำลังจะมาถึง
นอกจากข่าวสารด้านนโยบาย แคนดิเดตของแต่ละพรรค และการลงประชามติ (ที่วุ่นวายเพราะการจัดการของกกต.) อีกสิ่งหนึ่งที่เราเห็นผ่านตาบ่อยๆ คือ โพสต์เกี่ยวกับผู้สมัครของแต่ละพรรคที่เป็น ‘ผู้หญิง’
ในปี 2566 ประเทศไทยมีสัดส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เพศหญิง 96 คน จาก 500 คน คิดเป็น 19.2% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 62 ที่มีผู้หญิง 74 คน จาก 445 คน ถือว่าเป็นความก้าวหน้าเล็กๆ (ที่เล็กมาก) ของความเท่าเทียมทางเพศที่จะเพิ่มขึ้น
ซึ่งนักการเมืองหญิงที่เป็นตัวแทนเพศหญิงไม่ใช่แค่ตัวเพิ่มสีสันหรือไม้ประดับสภาแบบที่หลายสื่อชอบแซว เพราะพวกเธอคือส่วนหนึ่งของ การเมืองเชิงอัตลักษณ์ (Identity Politics) กระบวนการขับเคลื่อนทางสังคมของคนที่ถูกโครงสร้างทางสังคมกดทับเนื่องจากลักษณะเฉพาะตัว อาทิ เพศ เชื้อชาติ ศาสนา และชนชั้น
เพราะเรื่องบางเรื่อง ต่อให้สามารถทำความเข้าใจได้ ความเข้าใจที่เกิดขึ้นก็ไม่อาจเทียบได้กับความเข้าใจที่ได้มาจากและอัตลักษณ์ของตัวเอง ระดับการเรียกร้องและการขับเคลื่อนจึงไม่เท่ากัน
การเห็นนักการเมืองหญิงบนหน้าสื่อมากขึ้นจึงเป็นเรื่องที่ดี แต่อีกมุม เพียงแค่กวาดสายตาบนหน้าจอไม่กี่วินาที เรากลับเห็นการคุกคามและด้อยค่านักการเมืองหญิงหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ‘การคอมเมนต์ด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย’ ‘การใช้เทคโนโลยี AI ในการสร้างภาพเท็จ’ บ้างก็ชุดชั้นใน บ้างก็ชุดว่ายน้ำ ‘การคอมเมนต์คุกคามทางเพศ’ อย่างกรณีที่โดม-ปกรณ์ ลัมคอมเมนต์คุกคามใต้ภาพของจินนี่-ยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคไทยสร้างไทย ตลอดจน ‘การให้ความสนใจที่หน้าตาของผู้สมัครเพศหญิง’ โดยมองข้ามสารที่เขาต้องการสื่อสาร และมองข้ามความสามารถที่เจ้าตัวมีอยู่
ข้อสุดท้ายอาจฟังดูไม่ได้ร้ายแรง แต่ถ้าเราสังเกตโทนการพิมพ์คอมเมนต์จะพบว่า คอมเมนต์ที่เอ่ยปากชมหน้าตา บอกว่าจะเลือกโดยไม่ได้พูดถึงการทำงาน โดยกลุ่มคนที่คอมเมนต์ทำนองนี้ถูกเรียกว่า ‘อาหวัง’
ปากชม แต่ใจหวังผล
“เปิดวาร์ปสาวปาร์ตี้ลิสต์”
“แบบนี้ต้องกากบาทหรือกากะเธอครับ”
“ระหว่างอุดมการณ์กับสาวแว่นคุณจะเลือกอะไร”
สายใจ เลี้ยงพันธุ์สกุล ผู้ก่อตั้ง Stop Online Harm Thailand กล่าวถึงรายงานที่ทางองค์กรและ WFD ได้ทำร่วมกันบนเวที SAFE FUTURE SAFE SPACE #Noexcuse จัดโดย UNDP เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 ว่า จากการเก็บข้อมูลหลังการเลือกตั้งปี 2566 พบข้อความที่เข้าข่ายคุกคามทางเพศนักการเมืองหญิงกว่า 458 ข้อความ โดยกว่าครึ่งเป็นการด้อยค่าทำลายชื่อเสียงและเบี่ยงประเด็นจากนโยบายไปยังเรื่องส่วนตัว และมี 16% ที่เป็นการล้อเลียนรูปร่าง เสื้อผ้า หน้าผม อีกทั้งยังพบการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว ตลอดจนความเสี่ยงจากการใช้ภาพตัดต่อหรือ Deepfake ที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต
“ระหว่างปี 2022 – 2023 มีสถิติการคุกคามที่รุนแรงมาก และในระยะเวลา 2-3 เดือน มีการแชร์ข้อความคุกคามมากกว่า 80,000 ข้อความ ทำให้เห็นว่าเป็นสังคมที่นักการเมืองหญิงอยู่ยาก” สายใจกล่าว
ซึ่งเป้าหมายของการคุกคามเหล่านี้ คือ การทำให้คนเลิกฟังนักการเมืองหญิงด้วยการลดทอนคุณค่า ลดความสามารถ และลดความเป็นคนของนักการเมืองหญิง ให้กลายเป็นแค่วัตถุทางเพศ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ผู้หญิงมีบทบาทในสังคม
บางคนอาจคิดว่า หากไม่ได้แตะเนื้อต้องตัว หรือใช้คำพูดคุกคามแบบโจ่งแจ้ง แปลว่าไม่เข้าข่ายคุกคามทางเพศ แต่เส้นที่จะตัดสินได้ว่าคุกคามหรือไม่ คือความรู้สึกของผู้ถูกกระทำ หากสายตาแทะโลมคำพูดสองแง่สองง่าม หรือคำชมในบริบทที่แปลกประหลาดทำให้เขารู้สึกเดือดร้อนรำคาญ อับอาย ถูกเหยียดหยาม หวาดกลัว หรือไม่ปลอดภัยในทางเพศ ก็นับว่าเป็นการคุกคามทางเพศทั้งสิ้น
เพราะฉะนั้นพฤติกรรมของกลุ่ม ‘อาหวัง’ ภายใต้โพสต์ของนักการเมืองหญิงก็เข้าข่ายเช่นกัน
อาหวัง เป็นคำสแลงโดยชาวเน็ต หมายถึงคนแสดงความหวังดี เอาใจใส่ ช่วยเหลือ หรือชื่นชมใครสักคนโดยแอบซ่อนความคาด ‘หวัง’ ในความสัมพันธ์เชิงโรแมนติกหรือเรื่องทางเพศ บ้างก็ใช้เหน็บแนมพฤติกรรมที่ไม่บริสุทธิ์ใจ บ้างก็ใช้คำนี้ในเชิงตลกขบขัน และอาหวังเป็นได้ทั้งหญิงชาย แต่ภาพรวมที่คนมักนึกถึงหรือหยิบมาเป็นเรื่องขำขันมักจะเป็นเพศชาย
ซึ่งตั้งแต่ละพรรคการเมืองทยอยเปิดตัวผู้สมัคร ทยอยออกมาหาเสียงและอยู่บนหน้าสื่อ มีหลายโพสต์หลายคอมเมนต์ที่ชัดเจนว่ามีเจตนาในการแทะโลมผู้สมัคร เพียงแต่ใช้ข้อความเชิงตลกขบขันฉาบหน้าเพื่อลดทอนความรุนแรง และพอมีคนทักท้วงก็โต้กลับว่าคิดมากหรือคิดไปเอง
ตัวอย่างเช่นกรณีของการเปิดตัว ฝ้าย-ภัณฑิรา มั่นสัมฤทธิ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แทนที่คนบางกลุ่มจะโฟกัสที่ประวัติการทำงาน เช่น การเป็นคนที่ขับเคลื่อนเรื่อง Open Data ร่วมกับทีมจาก WeVis องค์กรเทคโนโลยีภาคประชาชน เพื่อสร้างความโปร่งใสให้การเมืองไทย กลับไปโฟกัสที่การเปิดวาร์ป และเปรียบเทียบกับจินนี่ ยศสุดา พรรคไทยสร้างไทย ด้วยคำถามทำนองว่า “ต้องเลือกสาวแว่นคนไหน?”
ทั้งหมดนี้ ต่อให้ไม่มีถ้อยคำหยาบคาย แต่เป็นการลดทอนความสามารถและตัวตนของผู้สมัครในฐานะมนุษย์และในฐานะนักการเมืองหญิงให้เหลือเป็นวัตถุทางเพศในการสร้างสีสันให้กับคนบางกลุ่ม และให้ตัวนักการเมืองหญิงที่เป็นเป้าการคุกคามรู้สึกไม่ปลอดภัย ทั้งที่ตนแค่เข้ามาทำงานในพื้นที่การเมือง
ฝ้ายเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ตัดสินใจเข้ามาทำงานการเมือง เพื่อร่วมเปลี่ยนแปลงสังคม ฝ้ายเข้าใจดีว่าการเป็นบุคคลสาธารณะย่อมมาพร้อมกับการถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่ “การคุกคามทางเพศ” ไม่ใช่คำวิจารณ์ และไม่ควรถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะอ้างความสนุก การเมือง หรือเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น – ภัณฑิรา มั่นสัมฤทธิ์
อาหวังทำให้ผู้ชายดีๆ ไม่มีที่ยืน
ขอใส่ Not All ไว้ให้ผู้ชายอีกหลายๆ คนที่เป็นคนดี ใส่ใจในความเท่าเทียมทางเพศ และคอมเมนต์ด้วยความบริสุทธิ์ใจ เพราะไม่มีบทบัญญัติใดบอกว่าผู้ชายทุกคนที่จะต้องมีพฤติกรรมคุกคาม เป็นภัยสังคม เช่นเดียวกันกับก็ไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนที่ตระหนักว่าความรุนแรงทางเพศสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศ และเป็นปัญหาใหญ่ของสังคม มิเช่นนั้นเราคงไม่เห็นคอมเมนต์ของผู้หญิงบางคนใต้ข่าวคุกคามทางเพศว่ายินดีที่จะโดนคุกคามแทนผู้เสียหาย หรือคอมเมนต์แทะโลมนักเรียนมัธยมปลายชายล้วน
แต่ในกรณีของคำว่าอาหวังที่ใช้ในเชิงเหน็บแนมนั้น มีหลายครั้งที่ถูกนำไปใช้เรียกผู้ชายที่มีเจตนาบริสุทธิ์ในการแสดงความคิดเห็นปกป้องผู้หญิงที่ถูกคุกคามทางเพศ หรือแสดงความคิดเห็นที่ต่อต้านแนวคิดและพฤติกรรมที่อยู่ใต้กรอบชายเป็นใหญ่ (Patriacrchy) เพราะลึกๆ แล้วคนที่เหน็บแนมมองว่าไม่มีผู้ชายคนไหนทำดีโดยไม่หวังผล
การเหมารวมดังกล่าว ทำให้ใครหลายคนกลัวที่จะแทงสวนคอมเมนต์หรือความคิดที่คุกคามผู้อื่น บ้างก็เฮโลคอมเมนต์ในเชิงเดียวกันทั้งที่รู้ว่าไม่ควร เพราะกลัวที่จะแตกต่าง เกิดเป็นความเป็นชายเป็นพิษ (Toxic Masculinity) ที่สร้างบรรทัดฐานให้มีแต่ความคิดเห็นทำนองนี้เต็มหน้าฟีดราวกับเป็นเรื่องปกติที่ทำได้ ไม่ผิดอะไร
แม้ว่าในปัจจุบัน พ.ร.บ.คุกคามทางเพศฉบับปรับใหม่จะมีการขยายนิยามให้ครอบคลุมบริบทปัจจุบัน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า หากสังคมไม่ได้มีความตระหนักในเรื่องความรุนแรงทางเพศ และยังส่งเสริมให้เกิดการแทะโลม คอมเมนต์สองแง่สองง่าม ก็คงไม่มีพื้นที่ใดปลอดภัยสำหรับใครอีกเลย

อ้างอิง


