เมื่อพนักงานเข้มแข็งทางใจ บริษัทจะมั่นคงตาม : เสียงจาก 3 องค์กรที่รู้ว่า ‘คนทำงาน’ กับ ‘ความผาสุกทางจิต’ สำคัญแค่ไหน? และต้องทำยังไง?

‘ไม่มีใครที่จะซวยเท่าผมแล้ว วันๆ นึงโดนคนด่าเกือบ 30 คน ทุกเช้าไม่อยากตื่นมาทำงานเลย’

เรื่องเล่าของพนักงาน Call Center บริษัทแห่งหนึ่งถูกยกขึ้นมาเป็นประสบการณ์ตัวอย่างที่พาเชื่อมไปสู่การทำความเข้าใจเรื่องสุขภาวะทางปัญญากับการทำงาน ในเสวนา “องค์กรเกื้อหนุนชีวิตด้านใน”  ในงานประชุมวิชาการสุขภาวะทางปัญญา’ 68 “จิตวิญญาณ การร่วมทุกข์ ความหวัง” ซึ่งจัดขึ้นภายในงาน Soul Connect Fest 2025 ที่ผ่านมา 

คำว่า ‘องค์กรเกื้อหนุนชีวิตด้านใน’ ถ้าเป็นประโยคที่ได้ยินครั้งแรกยากจะตีความ พอๆ กับคำว่า ‘สุขภาวะทางปัญญา’ ยิ่งถ้าทั้งสองคำมารวมอยู่ในบริบทเดียวกันแล้ว ความคิดชุดแรกจะนึกถึงเรื่องศาสนา หรือสิ่งนามธรรมที่ดูจับต้องยาก

เพื่อทำลายกรอบความคิดที่เคยมี รศ.ดร.รัตติกรณ์ จงวิศาล ภาควิชาจิตวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และหัวหน้าโครงการ IDG Oneness by We Oneness ที่รับหน้าที่เป็นกระบวนกรชวนคิดว่า ‘ทุกวันนี้มีคนไม่มีความสุขกับการทำงานเต็มไปหมด’ ‘เราเกลียดวันจันทร์กันใช่ไหม?’ นั่นก็เพราะว่าคนทำงานยังมองไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง มองไม่เห็นความหมายในงานที่ทำ และเรื่องของสุขภาวะทางปัญญาก็คือการทำให้เราตัวเอง เห็นคุณค่าของงาน หรือการเชื่อมโยงกับทุกสิ่ง แล้วเมื่อเป็นเช่นนี้ภาวะหมดไฟในการทํางาน (Burnout Syndrome) ปัญหาที่คนทั่วโลกกำลังเผชิญก็อาจจะไม่เกิดขึ้น 

รศ.ดร.รัตติกรณ์ จงวิศาล

“จิตวิญญาณมันเกี่ยวข้องกับคนทํางานยังไง เพราะเราต่างจากเครื่องจักร AI เรามีสมอง มีจิตใจ มีอารมณ์ มีจิตวิญญาณที่อยู่ข้างใน ถ้าคนที่มีจิตวิญญาณในการทํางาน คือเขาเห็นเป้าหมายของงานที่ไม่ใช่แค่งานตรงหน้า มันก็จะไปสอดคล้องกับความผาสุกทางจิต อย่างการยอมรับตัวเองได้ มีสัมพันธภาพที่ดีต่อผู้อื่น มีเป้าหมายในชีวิต เห็นความสำเร็จของตัวเอง รู้สึกว่ามีอิสระ สิ่งนี้จะทำให้คนทำงานอยากทำงาน”

ข้อมูลนี้อาจารย์รัตติกรณ์ หยิบยกมาจาก ‘วิจัยโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสุขภาวะทางปัญญา ความผาสุกทางจิต และภาวะหมดไฟในการทํางานในคนวัยทำงาน’ ที่เป็นวิจัยงานร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยสรุปได้ว่า ความผาสุกทางจิต ส่งผลโดยตรงต่อภาวะหมดไฟ (burn out) ถึง 90% และสุขภาวะทางปัญญาช่วยลดภาวะหมดไฟในการทำงานได้ผ่านความผาสุกทางจิต หมายความว่า ถ้าคนทำงานมีสุขภาวะทางจิตสูง มีความผาสุกทางจิตสูง ก็จะมีภาวะหมดไฟต่ำ

“หลังจากที่พนักงาน Call Center เขาเข้าใจจิตวิญญาณในการทํางาน เขามองเห็นว่าเขามีประโยชน์อย่างไรกับองค์กร กรอบความคิดทัศนคติเขาเปลี่ยนไป เขาบอกกลับมาว่าเขารู้สึกโชคดีที่ได้ทำงานนี้ เพราะช่วยคน 20-30 คนให้คลายทุกข์ได้”

แต่แค่รู้หลักการอาจจะยังไม่เพียงพอ เพราะองค์กรจะต้องเข้าใจ และมอบสิ่งนี้ให้กับพนักงานไปด้วยกัน ห้องเสวนาจึงมีตัวแทนจาก 3 องค์กรมานั่งให้บอกเล่าถึงการทำงานเรื่อง  ‘คนทำงาน’ กับ ‘ความผาสุกทางจิต’ สำคัญแค่ไหน? และต้องทำยังไง? 

สร้างสิ่งยึดเหนี่ยว เพื่อภูมิใจในคุณค่าของการทำงานที่นี่ 

“พยาบาลต้องอยู่เวรแปดชั่วโมงต่อวัน ต้องทำงานที่นี่มากกว่าหนึ่งในสามของชีวิต ดังนั้นเราอย่ามองเขาแค่เป็นแค่คนทํางาน หรือว่ามาทํางานตามหน้าที่ ต้องดูแลเขาที่อยู่ในที่ทำงานด้วย”  

นพ.พิเชษฐ พัวพันกิจเจริญ ผู้อำนวยโรงพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี บอกเล่าถึงแนวคิดของการเสริมสร้างสุขภาวะที่ดีแก่พนักงาน ที่ส่วนใหญ่เป็นบุคลากรทางแพทย์ที่ต้องเผชิญการทำงานหนักเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การดูแลจึงไม่ใช่แค่การวัด Health Check Up ตรวจเลือด หรือตรวจโรคแบบปกติ แต่ต้องดูแลให้ลึกถึงร่างกาย จิตใจ ปัญญา และสังคม เพราะด้วยเข้าใจว่าบางคนใช้ชีวิตที่โรงพยาบาลมากกว่าที่บ้านเสียอีก 

นพ.พิเชษฐ พัวพันกิจเจริญ , เกศยา ชัยชาญชีพ, บุญช่วย ประสิทธิ์สัมฤทธิ์ (เรียงจากขวาไปซ้าย)

“งานของเราคือการดูแลคนป่วย ดูแลประชาชน เราเลยต้องดูแลคนต้นทางที่เรียกว่าการดูแลแบบองค์รวม (Holistic Care)  คือก่อนจะไปดูแลคนอื่นได้ต้องดูแลคนของเราก่อน ดูแลคนข้างในก่อน โดยสิ่งแรกคือเน้นการมีส่วนร่วม รับฟังความทุกข์ของเขาแล้วเอามาปรับ”

ส่วนสำคัญคือการดูแลพนักงานในระดับร่างกาย จิตใจ ปัญญา และสังคมประกอบกัน ดังนั้นสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจในที่ทำงานจึงสำคัญไม่แพ้ข้ออื่นๆ 

“สังคมไทยต้องมีสิ่งยึดเหนี่ยว และโรงพยาบาลพระจอมเกล้าที่เพชรบุรีเป็นที่พระราชทาน เลยใช้จุดนี้มาเป็นจุดแข็งสร้าง skill visual ขึ้นมา แล้วก็ทําให้พนักงานภูมิใจว่าคนในโรงพยาบาลพระจอมเกล้า ไม่ใช่แค่หมอพยาบาลธรรมดา แต่เป็นโรงพยาบาลศักดิ์สิทธิ์ เพราะฉะนั้นเรามีหน้าที่ดูแลชาวเพชรบุรี”

นพ. พิเชษฐ บอกด้วยว่าการที่สร้างแนวคิดนี้ขึ้นมามันจะสร้างแรงบันดาลใจให้คนทำงานภูมิใจในคุณค่าของตัวเอง และร่วมกันสร้างค่านิยมของการทำงานให้ดีขึ้น เหมือนที่โรงพยาบาลพยายามปรับภูมิทัศน์ให้มีบรรยากาศน่าเข้าถึงมากกว่าโรงพยาบาลรัฐแบบปกติ 

เมื่อสุขก็สุขทั้งองค์กร เมื่อทุกข์ก็เป็นความทุกข์ขององค์กรด้วยเหมือนกัน  

พนักงาน คือพลังที่ขับเคลื่อนองค์กรที่แท้จริง ดังนั้นแล้วยิ่งมีพนักงานในองค์กรมากเท่าไร ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับพวกมากเท่านั้น 

เกศยา ชัยชาญชีพ ตัวแทนจากบริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) ยอมรับว่ายิ่งบริษัทใหญ่เท่าไหน การบริหารยิ่งต้องคำนึงถึงส่วนได้ส่วนเสีย และมองเป็นตัวเลขเป็นหลัก แต่เรื่องของความสุขของพนักงานกลับตีค่าเป็นตัวเลขได้ยาก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะสร้างความสุขของพนักงานไปควบคู่กับความมั่นคงของบริษัท

“เรามีนโยบายจากผู้บริหารว่าอยากให้พนักงานเรามี Well-Being ส่วนที่ยากคือเราจะทำยังไงให้พนักงานทุกคนไปถึงตรงนั้น ไม่ใช่แค่มีนโยบายวางไว้เฉยๆ จนเมื่อ 2 ปีที่แล้ว HR ของเรามาเดินงาน Soul Connect Fest แล้วไปเจอเครื่องมือทดสอบความสุข เราจึงติดต่อขอเอาเครืองมือนั้นมาใช้วัดค่าความสุข และสิ่งที่พนักงานของเราต้องการ”

หัวใจสำคัญคือหลังจากวัดค่าความสุข คือการทำยังไงให้พนักงานมีความสุขมากขึ้น เกศยาเล่าว่าแต่ก่อนบริษัทเคยมีกิจกรรมเช่น Happy Relax แต่พนักงานส่วนใหญ่ไม่สนใจ จนปรับมาเป็น  Personal Life Activity ซึ่งเป็นกิจกรรมจากการวิเคราะห์จากแบบสอบถาม เช่น ถ้ารู้สึกไม่มีสมาธิ ก็จะเพิ่มคอร์สระบายสี หรืออยากใกล้ชิดธรรมชาติก็มีคอร์สจัดดอกไม้ 

“คนก็คิดว่า ตอนนี้ยังไม่อยาก relax อ่ะคืองานยังไม่เสร็จ ก็เลยไม่มา สาเหตุที่เป็นแบบนี้พราะว่าพนักงานไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่ามันได้ประโยชน์อะไรกับตัวเขา เราเลยต้องออกแบบกันใหม่ สร้างจุดประสงค์ที่เห็นประโยชน์ที่ชัดไปเลย อย่างการจัดคอร์สที่มาจากความต้องการของพนักงาน เช่น สปาใจ หากเขาต้องการสมาธิ หรือกิจกรรมอื่นๆ พอเราทำแบบนี้แล้วพนักงานมากันเยอะ รอว่าเมื่อไรจะจัดอีก แย่งกันลงทะเบียน”

ณ ปัจจุบันบริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ มี health policy ด้วยแนวคิด 3 ข้อเชื่อมโยงกัน คือบริษัทมีความเชื่อว่าถ้าพนักงานมีความสุขแล้ว พนักงานจะสร้างประสิทธิภาพออกมา ซึ่งสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้เมื่อมีการสร้างความสมดุลระหว่างสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิตใจของพนักงาน เพื่อเข้าถึงสุขภาวะที่แท้จริงที่จะส่งโดยตรงกับประสิทธิภาพของการทํางาน และสุดท้ายคือการสร้างแรงบันดาลใจ

“ความยั่งยืนขององค์กรจะต้องมีวัฒนธรรมองค์กรที่มีการเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน เพราะมันจะทำให้เกิดรอยยิ้ม เกิดความรู้สึกร่วม เกิดความรู้สึกเดียวกันว่า อ๋อ นี่คือความทุกข์ขององค์กรนะ ไม่ใช่ความทุกข์ของใครคนใดคนหนึ่งหรือถ้าเราไม่ทําจะเกิดอะไรขึ้นกับบริษัทของเรา”

ก็แค่เป่าเค้กวันเกิด แต่นี่คือการเป่าเค้กวันเกิดครั้งแรกในชีวิตของพนักงาน 

จุดเปลี่ยนของการอยากให้พนักงานเยียวยาด้วยตัวเองได้มาจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ชีวิตของพวกเขาแขวนบนเส้นดายที่แกว่งไปมา บุญช่วย ประสิทธิ์สัมฤทธิ์ ผู้บริหาร บริษัท ไทยประสิทธิ์เท็กซ์ไทล์ จำกัด เลยมองถึงการเกื้อหนุนภายในที่เป็นส่วนหนึ่งของสุขภาวะคนทำงาน

“ตอนนั้นเราทุกคนคิดตรงกันว่าโรงงานจะไปไหวไหม แล้วฉันจะทํายังไงต่อไป จนได้เข้าโปรแกรม MIO (สร้างสุขด้วยสติในองค์กร) และเริ่มเป็นนโยบายจริงจังมา ด้วยการให้ตั้งสมาธิ 5 นาทีก่อนทำงาน เพราะคิดว่า

ถ้าเราปูพื้นฐานตรงนี้ให้กับพนักงานแล้ว อนาคตข้างหน้า ไม่ว่าเขาจะเจอเหตุการณ์อะไรก็แล้วแต่ เขาน่าจะฟันฝ่าอุปสรรคด้วยตัวเขาเองได้โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาใครเลย ถ้าเขามีสติและสมาธิที่ดีพอ”

นพ.พิเชษฐ พัวพันกิจเจริญ , เกศยา ชัยชาญชีพ, บุญช่วย ประสิทธิ์สัมฤทธิ์ (เรียงจากขวาไปซ้าย)

การสุขของพนักงานตาม MIO ที่ไทยประสิทธิ์เท็กซ์ไทล์ทำคือเน้นการสร้างเสริมผ่านกิจกรรม แต่บุญช่วยก็ยอมรับว่าแต่เดิมการทำสิ่งเหล่านี้ต้องออกเป็นนโยบายบังคับทำ 

“เราจะมีการจัดกิจกรรม Deep Listening เพราะเราต้องการให้เขาเข้าใจถึงคําว่า deep listening จริงๆ เป็นยังไง แต่คนก็ไม่ค่อยสนใจ เพราะเขามองว่ามาแล้วไม่ได้อะไร มาแล้วหัวหน้าจะอนุญาตไหม แต่เราก็พยายามประชาสัมพันธ์แบบเต็มที่ แต่ก่อนเคยชี้เป้าเลยว่าคนนี้ต้องมาเรียนเรื่องนี้ คนนั้นต้องมาเรียนเรื่องนั้น ซึ่งถามว่าโอเคไหม ไม่ค่อยเวิร์กนะครับมันเหมือนกับเขาถูกบังคับ เราก็เลยลองเปลี่ยนพฤติกรรมดูว่า ถ้าไม่บังคับ แล้วเขามาด้วยตัวเองมันจะได้ผลดีกว่านี้ไหม ซึ่งครั้งนี้ก็อยู่ระหว่างทดลองทำ”

แต่กิจกรรมหนึ่งที่ประสบผลสำเร็จ และเป็นสิ่งที่ผู้บริหารอยากแชร์ต่อคือกิจกรรมเดือนเกิด บุญช่วยเล่าว่าที่บริษัทมีแรงงานต่างชาติ (ต่างด้าว) นับเป็น 1 ใน 3 ของพนักงานทั้งหมด และสิ่งที่เป็นปัญหาตลอดเวลาคือการสื่อสาร แล้วเมื่อเป็นเช่นนี้พนักงานกับบริษัทจะไม่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

“เราใช้คนงานที่อยู่มานานเป็นล่ามช่วย และก็จัดกิจกรรมเดือนเกิด เพื่อสร้างคุณค่าในที่ทำงานให้เขา ที่ทุกๆ เดือนจะให้หัวหน้าในแผนกไปจดรายชื่อคนที่เกิดในเดือนนั้น แล้วส่งการ์ดจดหมายเชิญมาร่วมกิจกรรมทุกเสาร์ต้นเดือน ที่จะมีการสวดมนต์ ถวายสังฆทาน เพราะเข้าใจว่าน้องๆ แรงงานชาวเมียนมาร์มีความเลื่อมใสในพุทธศาสนาแล้วก็มีการเป่าเค้ก”

กิจกรรมเดือนเกิดมีผลตอบรับที่ บุญช่วย ได้ฟังจากปากพนักงานโดยตรง และทำให้เขารู้สึกดีจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่ 

“เขามาเล่าให้ผมฟังว่า “ตั้งแต่เกิดมาเขายังไม่เคยเป่าเค้ก นี่เป็นเค้กก้อนแรกในชีวิต” ตอนนั้นผมรู้สึกเต็มอิ่มมาก และน้องๆ ก็เขาก็รู้สึกดี “ทำไมมันดีจังเลยเฮีย” ซึ่งการจัดเดือนเกิดแค่เดือนละครั้งให้กับน้องๆ ของเรามันเป็นความรู้สึกที่ดีมากนะครับ จนถึงปัจจุบันนี้กิจกรรมเดือนเกิดทําครบมาเกือบหนึ่งปีแล้ว”

เรื่องการเรียนรู้จิตใจ หรือให้ความสุขกับพนักงาน ในฐานะ CEO ถูกถามบ่อยครั้งว่าคุ้มเหรอ บุญช่วยตอบว่าที่พยายามผลักดันเรื่องพวกนี้ให้กับพนักงานเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะได้อะไรกลับมา 

“สิ่งที่ผมรู้ ณ ปัจจุบันนี้คือผมมีความสุขที่ผมได้ทําแค่นั้นเลย แล้วผมก็เห็นแล้วว่าพนักงานส่วนหนึ่งเขามีพฤติกรรมหรือมีความสุขมากขึ้นที่เดินเข้ามาที่บริษัทผม แค่นั้นผมก็ดีใจแล้ว”

ภาพ : Soul Connect Fest