Zari : เป็นเด็กหญิงแต่ไม่ชอบกระโปรง เป็นพนักงานชายแต่ชอบเต้นรำ ย้อนดูกรอบเรื่องเพศจากหนังสั้นผ่าน ‘ส่าหรี’

บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์ Zari

ส่าหรี (साड़ी) เป็นเครื่องแต่งกายของหญิงชาวอินเดีย หรือเอเชียใต้ที่มีสีสันงดงาม มีการถักทอที่ประณีต ทำให้ผู้สวมใส่สวยสะดุดตาคนที่พบเห็น ไม่ใช่แค่เฉพาะการสวมใส่ในงานสำคัญ ในบางพื้นที่จะมีการสวมใส่ส่าหรีเป็นชุดธรรมดาๆ ในชีวิตประจำ แต่ก็ไม่ได้ทำให้คุณค่าและความงดงามจากการถักทอส่าหรีลดลง

วิธีสวมใส่ส่าหรีก็มีเป็นร้อยๆ วิธี ขึ้นอยู่กับสไตล์ของผู้สวมใส่ ส่วนการเลือกซื้อส่าหรีในแต่ละครั้งก็ใช้เวลานานจนกว่าจะได้ผืนที่ถูกใจที่สุด ตรงความต้องการมากที่สุด เพราะส่าหรีไม่ใช่แค่เครื่องแต่งกาย แต่มันยังทำหน้าที่สะท้อนตัวตนของผู้สวมใส่อีกด้วย

เช่นเดียวกับส่าหรีใน ‘Zari (ซาหรี)’ หนังสั้นฝีมือผู้กำกับ Shruti Parekh ซึ่งถูกรับเลือกมาฉายในงาน THAILAND INTERNATIONAL LGBTQ+ FILM & TV FESTIVAL 2025 (TILFF) เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2568 ที่สะท้อนตัวตนของนีลู (Neelu) เด็กหญิงที่ไม่ชอบสวมใส่กระโปรงและไม่อยากทำอะไรๆ แบบที่ ‘ผู้หญิง’ ถูกบอกให้ทำ และเซบ (Zeyb) ลูกจ้างร้านขายส่าหรีที่ไม่ค่อยพูดค่อยจา แต่สวมใส่ส่าหรีเป็นแบบให้ดูอย่างคล่องมือทั้งๆ ที่เป็น ‘ผู้ชาย’ 

การดิ้นรนหาที่ยืนให้ความเป็นตัวเอง

“ช่วยแนะนำอะไรดีๆ ที่ทำให้เด็กชายของเราดูเหมือนผู้หญิงหน่อยสิ”

แม้น้ำเสียงจะฟังดูไม่ได้มีเจตนาร้าย แถมแฝงด้วยความเอ็นดูตามฉบับคนเป็นแม่ แต่ประโยคนี้กลับทำให้นีลูรู้สึกอึดอัดจนต้องปัดมือของแม่ที่กำลังสัมผัสใบหน้าของเธอทิ้ง

นีลู เป็นเด็กผู้หญิงที่ถูกครอบครัวลากตัวมาจากอเมริกาเพื่อมาเข้าร่วมงานแต่งของพี่สาวแท้ๆ ซึ่งสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับการเข้าร่วมพิธีมงคลของพี่สาว อาจไม่ใช่การเดินทางไกล แต่เป็นเรื่องของ ‘เครื่องแต่งกาย’ ที่ทั้งแม่และพี่สาวอยากให้เธอสวมใส่

นีลูไม่ชอบใส่กระโปรง เธอสะดวกใจกับการใส่กางเกงมากกว่า ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอบอกคนรอบตัวเสมอ การแต่งกายของนีลูจึงไม่ได้มีอะไรซับซ้อน แค่เสื้อกับกางเกงที่ใส่สบายๆ ก็พอ แม่จึงชอบแซวว่าเธอเป็น ‘ลูกชาย’ ซึ่งนีลูก็ดูไม่ค่อยพอใจสักเท่าไหร่ที่ถูกเรียกแบบนั้น แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป

นีลูไม่ชอบการเต้นระบำในแบบที่พี่สาวของเธอทำ เธอพอใจที่จะเป็นแค่คนดู (ที่บางครั้งก็แอบเหม่อไปบ้าง)

นีลูไม่ได้รักสวยรักงามแบบว่าที่เจ้าสาว ถูกแม่เรียกว่า ‘อ้วน’ แบบเอ็นดูๆ ตามสไตล์ผู้ใหญ่เอเชีย แต่ก็ยอมงดขนมหวาน เพราะแม่กลัวว่าพอถึงวันงานเธอจะทำชุดปริ

นีลูจึงไม่อยากใส่ส่าหรี ไม่อยากแต่งหน้าทำผม แต่ก็ต้องยอมทำทั้งๆ ที่ฝืนใจ เพียงเพราะมันจะทำให้ช่วงเวลาแห่งความสุขของคนในครอบครัวผ่านไปด้วยดี

สิ่งที่นีลูต้องเผชิญ คือ บทบาทที่ถูกกำหนดโดยเพศสภาพ (Gender Role) ที่ถูกสร้างเพื่อให้คนมีพฤติกรรมและปฏิบัติตัวตามความคาดหวังที่สังคมมีให้เพศนั้นๆโดยมีสารตั้งต้นมาจากระบบสองเพศ (Gender Binary) ที่บอกว่า โลกนี้มีแค่หญิงและชาย

ในเมื่อนีลูเกิดมาเป็นผู้หญิง จึงถูกคาดหวังให้สวมใส่กระโปรง รักสวยรักงาม แบบเดียวกับพี่สาวของตัวเอง สิ่งนี้ทำให้นีลูรู้สึกสับสน ทุกข์ใจ และไม่สบายใจที่จะแสดงออกถึงความต้องการของตัวเอง

คริสติน มารี (Kristin Mmari) รองศาสตราจารย์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ และหัวหน้านักวิจัยด้านการวิจัยเชิงคุณภาพในโครงการ Global Early Adolescent Study ชี้ว่า ความคาดหวังที่มีสารตั้งต้นมาจากบทบาททางเพศส่งผลต่อปัญหาสุขภาพกายและสุขภาพจิตในเด็กและเยาวชน ซึ่งมีหลายครั้งที่เด็กเผชิญกับการฆ่าตัวตายเพียงเพราะพยายามท้าทายบรรทัดฐานทางเพศของสังคมเพื่อเป็นตัวของตัวเอง

ไม่แน่ว่านีลูอาจเป็นเด็กอีกคนที่ถูกสังคมทำร้ายจากบรรทัดฐานทางเพศที่เพิ่งเกิดขึ้นในโลกได้ไม่นาน แต่คนทั้งโลกดันถือเอาเป็นบรรทัดฐานของสังคมโดยไม่ได้สนใจว่ามันจะทำร้ายใคร

แม้จะได้รับการยอมรับมากขึ้น แต่สังคมไม่ได้ปลอดภัยมากพอให้ทุกคนได้ Come Out

Coming out of the closet (v.) การเปิดเผยว่าตนเป็นเพศหลากหลาย มักย่อสั้นๆ ว่า Come out

ในขณะที่นีลูและครอบครัวกำลังเลือกซื้อส่าหรี ประตูร้านก็เปิดออกพร้อมการปรากฏกายของ ‘กะเทย’ ที่สวมใส่ส่าหรีสีสด แม่ของนีลูจึงเตือนเธอกับพี่สาวไม่ให้สบตา เพราะเกรงว่ากะเทยจะมาขอเงิน ส่วนเซบในฐานะลูกจ้างของร้านที่น่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับพี่สาวของนีลู ก็ถูกสั่งให้ไปจัดการกับกะเทยให้ออกไปจากพื้นที่ร้าน

วินาทีแรกที่ฉากดังกล่าวฉายบนหน้าจอ สิ่งที่เราสัมผัสได้ คือ ความรู้สึกรังเกียจแกมกลัวของตัวละคร ที่ทำให้รู้สึกว่าตัวละครบนจออาจจะเป็นพวกเหยียดเพศ (Homophobic) แต่ตอนจบของหนังสั้นเรื่องนี้ กลับมีกะเทย 3 คนถูกเชิญด้วยความยินดีให้เข้ามาในพื้นที่งานแต่งของพี่สาวนีลูเพื่อร่วมอวยพรบ่าวสาว

กะเทยในวัฒนธรรมอินเดีย ถูกเรียกว่า ‘ฮิจรา (Hijra)’ หมายถึง บุคคลที่มีเพศกำเนิดชาย แต่มีจิตใจและการแต่งกายเป็นหญิง ซึ่งคนอินเดียที่นับถือศาสนาฮินดูเชื่อว่า ฮิจรามีพลังและอำนาจ พูดคำไหนคำนั้น จะสาปแช่งหรืออวยพรก็ล้วนเป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นจริง

ความเชื่อเหล่านี้ มาจากตอนหนึ่งของรามายณะเล่าว่า พระรามเคยประสาทพรให้ฮิจราสามารถให้พรใครก็ได้ และสามารถสาปแช่งใครก็ได้ ให้เป็นไปตามคำพูดของตน เพราะกลุ่มฮิจรามีความเคารพศรัทธาในคำพูดของพระองค์ กับเรื่องราวที่ว่า ‘พระแม่พหุชระ’ ภาคหนึ่งของพระแม่อุมาเทวี ทรงทราบถึงความรักของมนุษย์ว่าบนโลกนี้ไม่ได้มีความรักระหว่างหญิงชายเท่านั้น แต่ยังมีความรักในเพศเดียวกัน จึงให้ความอุปถัมภ์ ให้พลัง และให้พรกับคนกลุ่มนี้

แต่เมื่อเกิดการล่าอาณานิคมขึ้นในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 อังกฤษได้เข้ามามีอิทธิพลในการเปลี่ยนวัฒนธรรม และชี้ว่ากะเทยหรือฮิจรา คือ ‘ความผิดปกติ’ ผู้คนจึงลดการเคารพและให้เกียรติ กลายเป็นว่า “ฮิจรา = ชนชั้นที่ต่ำกว่าจัณฑาล”

หากบ้านใดมีลูกหลานเป็นกะเทย ก็จะถูกไล่ออกจากบ้าน ไม่ได้รับการศึกษา หน้าที่การงานที่พอทำได้ก็มีเพียงการเต้นรำ อวยพรในงานแต่งงานและวันแรกเกิดของเด็กๆ หรือไม่ก็เป็นขอทาน แบมือขอเงินไปวันๆ

แม้ปัจจุบันจะมีการเรียกร้องสิทธิเพื่อเพศหลากหลาย (LGBTQIA+) มากขึ้น ผ่านการยกเลิกกฎหมายที่สร้างขึ้นในยุคล่าอาณานิคม เช่น ประกาศรับรองอย่างเป็นทางการถึงการมีตัวตนของบุคคลข้ามเพศ (Transgender) ในปี 2557 และยกเลิกมาตรา 377 ที่ห้ามไม่ใช่บุคคลเพศเดียวกันมีเพศสัมพันธ์กันในปี 2561 แต่สมรสเท่าเทียมก็ยังไม่เกิดขึ้นในประเทศอินเดีย

มิหนำซ้ำ ถึงแม้ในเมืองใหญ่ของอินเดียจะสามารถพบกลุ่มเพศหลากหลายได้มากมาย บางคนก็เป็นคนดัง เป็นนักการเมือง แต่ไม่ใช่ทุกที่และทุกคนที่จะเข้าใจ เพราะยังมีบางหมู่บ้านในประเทศอินเดียที่มองว่า หากลูกหลานของตนเป็นพวกรักร่วมเพศ จะต้องส่งไปบำบัดเท่านั้น

ความคิดเห็นที่หลากหลายในสังคมจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเซบจึงเลือกที่จะไม่ป่าวประกาศออกมาให้สังคมรู้ว่าตัวเองมีอีกตัวตนที่ชื่อว่า “ซาหรี (Zari)” ในโลกออนไลน์ และอยากจะปิดบังนีลูที่บังเอิญมาเจอเซบกำลังเต้นรำในชุดส่าหรีด้วยการปิดประตูใส่ ทั้งๆ ที่ประโยคแรกๆ ที่ออกจากปากนีลูคือคำชื่นชมจากใจจริง

ในตอนกลางวัน เซบคือพนักงานชายของร้านขายส่าหรี แต่งตัวธรรมดาๆ และสวมใส่กางเกง แต่ตอนกลางคืนและในโลกออนไลน์ เซบจะหายไป เหลือเพียงแค่ซาหรีที่สวมใส่ส่าหรีสีสด แต่งหน้าแต่งตา สวมวิกสีน้ำตาลยาว และอัดคลิปเต้นระบำลงโซเชียลมีเดีย

ซึ่งชื่อซาหรี (Zari) ของเซบ เป็นคำพ้องเสียงกับคำว่า ส่าหรี (Sari) เครื่องแต่งกายที่เซบหลงใหล เพียงแต่เปลี่ยนตัวอักษรแรกสุดให้เป็นตัว Z เหมือนกับชื่อจริงๆ ของตัวเอง

เซบในร่างซาหรีให้เหตุผลกับนีลูว่า โลกความเป็นจริงกับโลกออนไลน์คือโลกคนละใบ แม้ในอินเทอร์เน็ตจะมีคนชอบซาหรีมากมาย แต่ในโลกความเป็นจริงที่เขายืนอยู่ตรงนี้ การจะแสดงตัวตนออกมาไม่ได้ง่าย และหากแสดงออกมา เขาอาจจะเสียพื้นที่ทั้ง 2 เลยก็ได้

และอย่างน้อยๆ การปิดบังตัวตนในที่หนึ่ง แต่ยังสามารถเปล่งประกายได้ในอีกสถานที่ ทำให้เขามีคุณค่าและเปล่งประกาย ไม่ต่างอะไรกับ ‘ดิ้นทองบนส่าหรี’ ที่งดงาม

“ปกติงานปักดิ้นทองมักจะอยู่ตรงขอบผ้า แต่มันทำให้ส่าหรีเปล่งประกาย” – เซบ

ในวันที่สับสน หากมีคนที่เข้าใจก็เพียงพอ

ทั้งนีลูและเซบต่างตกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่คล้ายคลึงกัน คือ ไม่มีใครเข้าใจในตัวตนลึกๆ ข้างใน ความสัมพันธ์ที่ไม่คาดคิดนี้จึงช่วยให้พวกเขาเข้าใจตัวเองมากขึ้น

สำหรับเซบ ที่ผ่านมาในตอนกลางวัน เวลาเขาดูผู้หญิงสวมชุดส่าหรีเต้นในจอ ก็มักโดนเพื่อนร่วมงานแซวว่าอย่ามัวแต่ดูสาวจนลืมปิดร้าน ทั้งที่จริงๆ เขาแค่อยากเต้นแบบนั้น พอถึงเวลาปิดร้านเขาก็จะรีบหยิบเอาส่าหรีสวยๆ เข้าห้องด้านหลังร้านเพื่อเปลี่ยนตัวเองเป็นซาหรี

การที่ร้านตัดเย็บเสื้อตัวในช้ากว่ากำหนด ส่งให้ถึงบ้านไม่ทัน จนทำให้นีลูต้องอาสาออกมาเอาแทนคนที่บ้าน และเจอเซบในร่างซาหรีเพราะเขาลืมล็อกประตูร้าน อาจจะเป็นโชคดีของเซบ เพราะนีลูชื่นชมทั้งเซบและซาหรี ทำให้เขารู้สึกถึงการยอมรับจากปากของคนในโลกความเป็นจริงที่เซบไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน

ถ้านีลูไม่ได้เป็นคนที่มาเจอ แต่เป็นเพื่อนร่วมงานของเซบ เป็นเจ้านาย หรือเป็นลูกค้าคนอื่นๆ โลกทั้ง 2 ใบของเขา ไม่ว่าจะเป็นเซบหรือซาหรี อาจพังทลายลง

ส่วนนีลู การบังเอิญมาเจอเซบที่กำลังแอบเต้นอยู่ในร้าน ทำให้งานแต่งของพี่สาวผ่านไปได้ด้วยดีโดยที่เธอไม่อึดอัดใจเท่าตอนแรก เพราะเซบผู้หลงใหลในผ้าส่าหรีแนะนำนีลูว่า เธอไม่จำเป็นต้องสวมส่าหรีเป็นกระโปรง จะสวมเป็นกางเกงก็ได้ นีลูในวันงานจึงสวมใส่ส่าหรีเป็นทรงโจงกระเบน และได้เต้นรำกับพี่สาวอย่างสุขใจ

รอยยิ้มของนีลูในช่วงท้ายเรื่อง อาจจะเป็นรอยยิ้มของความสบายใจที่ได้เป็นตัวของตัวเอง ได้รับรู้ว่าบนโลกใบนี้ยังมีคนอีกมากที่ไม่ได้แต่งตัวตามกรอบเพศที่วางไว้ และได้รู้ว่าเธอไม่ได้อยู่เพียงลำพังบนโลกใบนี้

อ้างอิง