อยู่ให้ได้ถึง 100 ปี แค่กินอิ่ม นอนหลับยังไม่พอ ต้องมาจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายและสิ่งแวดล้อม และปรับแนวคิด สุขภาพจิตเป็นเรื่องการปรับอำนาจทางสังคม ไม่ใช่สารเคมีในสมองอย่างเดียว 

ณ ตอนนี้คนส่วนใหญ่ไม่เคยคาดหวังว่าตัวเองจะอยู่จนถึงอายุ 100 ปี จริงไหม? 

เพราะการมีอายุยืนยาว หรืออยู่บนโลกนี้นานๆ ก็อาจจะไร้ความหมายสำหรับบางคน ก็เพราะว่าการใช้ชีวิตอยู่บนถนนสายยาวที่วิวไม่สวย รถไม่พร้อม คนขับก็เหนื่อย และล้าที่จะเดินทางไปไกลแบบสุดลูกหูลูกตา Emory University เคยทำแบบสอบถามของคนหนุ่มสาววัยกลางคนชาวอเมริกันที่มีอายุระหว่าง 18 ถึง 64 ปี พบว่า 1 ใน 6 คนเลือกที่จะเสียชีวิตก่อนอายุ 80 ปี นักวิชาการด้านมนุษยศาสตร์หลายคนลงความเห็นว่าส่วนหนึ่งเพราะผู้คนกลัวภาวะชราภาพในบั้นปลายชีวิต 

แต่หลายๆ ประเทศก็พยายามผลักดันให้คนมีอายุยืนยาวขึ้น เหตุผลแบบไม่โลกสวยคือโลกนี้ขับเคลื่อนไปด้วยคน และทรัพยากรมนุษย์ล้วนมีค่าทุกวินาที เคยมีมุกฝรั่งที่เอาไว้เล่นในวงเมาส์ว่า คนที่ทำงานในซิลิคอนวัลเลย์อยากเป็นอมตะ เพราะพวกเขามีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนโลกใบนี้ผ่านธุรกิจมากมายแบบที่เทคโนโลยีก็แทนไม่ได้ (ตรงนี้ไม่แน่อาจจะแทนได้ในอนาคตหรือเปล่า..) 

ในปี 2005 แดน บุตเนอร์ (Dan Buettner) นักสํารวจ นักเขียน และช่างภาพชาวอเมริกันจาก National Geographic ได้ทำการสำรวจทั่วโลกเพื่อเปิดเผยความลับของการมีอายุยืนยาว จนพัฒนาไปสู่การค้นพบสถานที่ 5 แห่งทั่วโลกที่ผู้อยู่อาศัย อายุยืนมากกว่าปกติคือมีอายุที่ 90-100 ปี แบบที่สมบูรณ์ทั้งกายและใจ 

การค้นพบนี้ถูกตีพิมพ์และได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก พื้นที่เหล่านั้นเรียกรวมๆ ว่า Blue Zone ประกอบไปด้วย โอกินาว่า ในญี่ปุ่น, ซาร์ดิเนีย ในอิตาลี, นิโคย่า ในคอสตาริกา และชุมชนเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนติส ในเมืองโลมาลินดา สหรัฐอเมริกา

และสิงคโปร์ เพื่อนบ้านร่วมภูมิภาคของไทยก็กลายเป็นประเทศที่เพิ่งได้รับการจัดอันดับเป็น Blue Zones ล่าสุดของโลกในปี 2023 และเป็นประเทศแรกที่คว้าสถานะโซนสีน้ําเงินในรูปแบบ Blue Zone 2.0 

ในทศวรรษนี้เราจึงเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่มุ่งเน้นไปสู่ ‘สูงวัยอย่างมีสุขภาวะที่ดี’ สืบเนื่องจากผู้คนมีอายุ ยืนยาวขึ้นและมีสุขภาพดีขึ้น ส่งผลให้เกิดโอกาสและความ จําเป็นใหม่ ๆ สําหรับผลิตภัณฑ์และบริการที่สอดคล้อง กับประชากรสูงวัย การประชุม World Economic Forum ยังระบุอย่างน่าสนใจว่าความชราเป็นการให้ลำดับความสําคัญด้านการดูแลสุขภาพแบบใหม่ นอกจากนี้การศึกษาโดย AARP ยังพบอีกว่าผู้คนในวัย 70-80 ปี เรียกตัวเองว่า ‘มีความสุขมาก’ มากกว่าคนในวัย 40 50 และ 60 ปี 

สุขภาวะที่ดีจึงสอดคล้องกับอายุที่ยืนยาวแบบมีนัย แล้วสุขภาวะที่ดีแน่นอนว่าต้องรวมถึงสุขภาพจิตที่ดีประกอบด้วยเช่นกัน แล้วสุขภาพจิตที่ดีมาจากอะไร?

จากการสำรวจบุตเนอร์ (คนแรกที่ค้นพบ Blue Zone) ก็บอกไว้ในหนังสือที่เขาตีพิมพ์ว่า แม้แต่คนในพื้นที่ Blue Zone ก็ประสบกับความเครียด ความเครียดนำไปสู่อาการอักเสบเรื้อรังซึ่งเกี่ยวข้องกับโรคที่เกี่ยวข้องกับอายุทุกประเภท สิ่งที่คนอายุยืนยาวที่สุดในโลกมีซึ่งคนอื่นไม่มีคือกิจวัตรประจำวันในการระบายความเครียด ชาวโอกินาวาใช้เวลาสักครู่หนึ่งในแต่ละวันเพื่อรำลึกถึงบรรพบุรุษของพวกเขา ชาวแอดเวนติสต์สวดมนต์ ชาวอิคารีงีบหลับ และชาวซาร์ดิเนียก็ดื่มเครื่องดื่มหลังเลิกงาน

ดังนั้นสุขภาพจิตที่ดี ไม่ใช่การไม่มีความเครียด แต่มันคือการที่กลไกรองรับความเครียดนั้นต่างหาก เหมือนที่บุตเนอร์ สรุปลงหนังสือเขาไว้สั้นๆ ว่า 

“การทำให้คนอายุยืนไม่ใช่การมอบความรับผิดชอบในการดูแลสุขภาวะที่ดีให้กับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่มักมาจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายและสิ่งแวดล้อม และทำให้การเลือกสิ่งที่ดีต่อสุขภาพกลายเป็นทางเลือกที่ง่ายต่างหาก” 

เหล่มองสิงคโปร์ แล้วย้อนกลับมามองไทย เป็นไปได้ไหมกับการทำให้เป็นพื้นที่  Blue Zone

ข้างบนเกริ่นไว้ซะเยอะเกี่ยวกับพื้นที่ Blue Zone ที่เป็นแหล่งที่มีคนอายุยืนเฉลี่ย 100 ปี และเป็นต้องเป็นตาทวด ยายทวดที่มีความสุขทั้งกายและใจด้วยถึงจะประคองตัวเองให้มีอายุนานระดับศตวรรษ

ปัจจัยที่เกี่ยวข้องมีหลักๆ คือ ‘สุขภาวะที่ดี’ ที่ต้องมีทั้งอาหาร สภาพแวดล้อม รวมถึงอื่นๆ ประกอบกันมากมาย แต่ถ้าถามถึงหลักการเชิงงานบริหารที่เกี่ยวข้องกับค่าเฉลี่ยอายุคนในประเทศหนึ่งในนั้นคือ นโยบายด้านสุขภาพจิต

สิงคโปร์คว้าตำแหน่ง Blue Zone แบบ 2.0 โดยต่างจากแบบดั้งเดิมที่วัดจากผู้คนอายุยืน 100 ปีจากสุขภาพดี เพราะได้ใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติ แต่สิงคโปร์เกิดขึ้นจากการดําเนินนโยบายที่รอบด้าน และกําลังกลายเป็นศูนย์กลางของการมีอายุยืนยาว ด้วยการส่งเสริมในด้านต่างๆ ทั้งความสามารถในการเข้าถึง อาหารเพื่อสุขภาพในราคาที่เป็นมิตร ส่งเสริมการเดินมากกว่าใช้รถ ขยายพื้นที่สีเขียวให้ครอบคลุม ความเข้มงวดเรื่องยาเสพติดและสิ่งเป็นพิษ สนับสนุนการอยู่ร่วมกับครอบครัว การดูแลสุขภาพแบบ ถ้วนหน้าและการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ

แต่เดิมสิงคโปร์มีความเครียดเป็นภัยเงียบในสังคม รวมถึงโรคสุขภาพจิตอื่นๆ แต่รัฐบาลและเอกชนมีการเก็บข้อมูลเหล่านี้ และพัฒนาเป็นนโยบายเพื่อแก้ปัญหาเรื่อยมา และรัฐบาลจึงได้กำหนดให้สุขภาพจิตและความเป็นอยู่ที่ดีเป็นวาระสำคัญระดับชาติ ไม่ว่าจะออกนโยบายที่สอดรับกับสุขภาพของเยาวชนคือสุขภาพของอนาคต หรือสุขภาพจิตไม่ใช่แค่การไปโรงพยาบาล จนท้ายที่สุดสิงคโปร์ก็ทำให้คนประเทศอื่นๆ ตาร้อนได้เพราะเป็นสัญญาณที่ดีที่สื่อถึงคุณภาพของคนในประเทศที่สูงกว่าประเทศอื่นๆ 

เมื่อมองย้อนกลับมาที่ประเทศไทย จากข้อมูลเราก็ต้องกล่าวแบบตรงไปตรงมาว่าการจัดการสุขภาพจิตในระดับนโยบาย หรือการบริการงานระดับภาพกว้างไม่ได้น้อยหน้าใคร 

อาจารย์มิล ผศ.ดร.ธีรพัฒน์ อังศุชวาล คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล นักวิชาการ นักขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ กรรมการและผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต หรือ TIMS ชี้ว่าประเทศไทยไม่ได้ด้อยหรือล้าหลังไปกว่าใคร เพราะเมืองไทยมีทั้งโรงเรียนแพทย์ นโยบายด้านสุขภาพจิตโดยตรง และกฎหมายระดับพ.ร.บ. แม้แต่รายงาน Deinstitutionalization of people with mental health conditions in the WHO South-East Asia Region ขององค์การอนามัยโลกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปี 2024 ยังเผยอีกว่า รัฐไทยมีสัดส่วนรายจ่ายด้านสุขภาพจิต 2.3% จากรายจ่ายด้านสุขภาพของภาครัฐทั้งหมด ซึ่งสูงที่สุดจากกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาในกลุ่มภูมิภาคเอเชีย อาทิ อินเดีย อินโดนีเซีย เมียนมา แต่ยังไม่มีความสามารถในการควบคุมจัดการเรื่องนี้ได้ดี 

สูตรสำเร็จที่สิงคโปร์ที่ทำได้ ส่วนหนึ่งเพราะจำนวนประชากรในระดับไม่มากเท่าไทย รวมถึงขนาดประเทศ ที่อ.มิลบอกว่านี่เป็นข้อจำกัดที่เราไม่สามารถยกโมเดลแบบสิงคโปร์มาใช้กับไทยได้แบบ 100% แต่อุปสรรคอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นกับไทยคือที่ผ่านมาระดับผู้บริหารมักจะกำหนดเป้าหมาย แต่ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับวิธีการ 

“กระบวนการไปให้ถึงเป้าหมายสำคัญมาก หลายครั้งผู้นำเราไม่ค่อยใส่ใจเรื่องนี้ เมื่อเราตั้งเป้าหมายแล้วเราก็คิดว่าเป้าหมายนั้นต้องพิชิตแล้วมันต้องกลายเป็น quick win เพื่อพิสูจน์ผลงาน แต่มันไม่สามารถเกิดได้แบบที่เขาตั้งความหวังไว้” 

สิ่งสำคัญหลังจากเป้าหมาย ในมุมของนักวิชาการ นักขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ อ.มิล เทน้ำหนักว่าควรให้ความสำคัญกับการกำหนดและกำกับเพื่อให้ถึงเป้าหมายต่างหาก 

“ผมไม่ค่อยสนใจว่าผู้นำเขาจะประกาศพาไทยเข้าสู่ Blue Zone หรืออะไร แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่าก็คือไดเรคชั่นที่เป็นตัวกำกับวิธีการ ทิศทางว่าจะเดินไปถึงยังไง เช่นถ้าเราจะไปถึง Blue Zone อย่างน้อยต้องดูว่าด้าน mental health ที่สิงคโปร์ทำคือเจตจำนงทางการเมืองชัดเจน นายกประกาศให้เป็น National Agenda  แล้วเขาก็สั่งการทำงานร่วมกับหลายๆ กระทรวงให้กับเรื่องนี้อย่างจริงจัง”

อ.มิลเสริมว่าสิงคโปร์มีการทำนโยบายบนสิ่งที่เรียกว่ามาจากหลักฐาน (evidence-informed policy) คือการออกนโยบายบนฐานข้อมูลจริง เช่น การตามติดชีวิตคนที่เกิดหลังปี 2009 เพื่อสกัดเป็นข้อมูลทางสุขภาพของคนในช่วงนั้น แล้วใช้ข้อมูลนั้นมาดำเนินการทางนโยบายอย่างเช่น กำหนดนโยบายจำกัดการใช้สมาร์ทโฟนในเด็กและเยาวชนเพราะข้อมูลจากการเก็บมานั้นชี้ชัดว่าสมาร์ทโฟนและพฤติกรรมบนโลกออนไลน์ส่งผลให้เด็กและเยาวชนเผชิญความเครียดและ ปัญหาสุขภาพจิตอื่นๆ มากขึ้น รวมถึงการมีการร่วมมือกันหลายฝ่ายอย่างเหนียวแน่น 

“ผมคิดว่าเขามี partnership กับ network ที่แข็งแรงมาก อย่างเช่นสิงคโปร์เป็นเจ้าภาพของเครือข่ายด้าน mental health จำนวนมากแล้วก็มีงานวิจัยหรือความรู้จำนวนมากในเรื่องนี้ อย่างเครือข่าย MHIN (mental health innovation network) หรือโครงการพิเศษของ WHO ด้านสุขภาพจิต โดยสาขาเอเชียก็อยู่ในสิงคโปร์”

สูตรสำเร็จที่ไทยหยิบไปพร้อมปรุงได้ 

ข้อจำกัดการจัดการนโยบายแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน แต่ถ้าพูดถึงแนวทางเพื่อทำให้นโยบายสุขภาพจิตในไทยมีประสิทธิภาพโดยแท้จริง อ.มิล แนะนำว่าในระดับสากลสิ่งที่ควรเรียนรู้ได้มากๆ และสามารถนับเป็นทิศทางการขับเคลื่อนได้ มี 4 การขับเคลื่อนเชิงนโยบายด้านสุขภาพจิต 

1.

ความเคลื่อนไหวเพื่อพัฒนาการดูแลสุขภาพใจด้วยองค์กรชุมชน หรือ Deinstitutionalization of Mental Healthcare ที่เป็นการลดความเป็นสถาบันของการดูแลสุขภาพจิต เพราะในอดีตโดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้วมีการใช้โมเดลจับคนป่วยเข้าสถานบำบัด ดูแลโดยแพทย์อย่างเดียว แต่ถ้าสามารถลดบทบาทโรงพยาบาลโดยตรงลง แต่เพิ่มกลไกของชุมชน อาสาสมัคร นักศิลปะบำบัด หรือแม้แต่การทำให้ชุมชนในฐานะเป็นจุดจัดการดูแลสุขภาพจิตได้ การทำงานภาพรวมจะทำได้ง่ายขึ้นและเป็นองค์รวมมากขึ้น

2.

Person-Centered หรือ Human Right-Based Approach ก็คือการมองว่าการดูแลสุขภาพจิตต้องยึดเรื่องสิทธิและคนเป็นตัวตั้ง คำนึงหลักการ “คน” ที่มีสิทธิและเสรีภาพเป็นศูนย์กลางไม่ใช่เป็นเพียงผู้ป่วย (Patient) ที่รอการรักษาโรคเท่านั้น หลักการนี้จะเพิ่มความครอบคลุมในระบบการดูแลสุขภาพใจมากยิ่งขึ้น บริการดูแลสุขภาพจิตไม่ควรมองคนเป็นเพียงผู้ป่วย ระบบการดูแลจึงต้องยึดรวมทั้งคนที่อาจจะป่วยหรือไม่ป่วยก็ได้ 

“ดังนั้นเราต้องพูดถึงว่า Mental Health หรือเงื่อนไขทางสุขภาพจิต ความท้าทายสุขภาพจิต มันเป็นส่วนหนึ่งของความหลากหลายสังคม มันไม่ใช่สิ่งแปลกแยก อย่างประเทศอังกฤษจะแนวคิดคล้ายกันคือคนเราทุกคนมีโอกาสเจ็บป่วยสุขภาพจิตหมด” 

“เพราะสุขภาพจิตมันเป็นเรื่องการปรับอำนาจทางสังคม เมื่อไหร่ที่เรารู้สึกอำนาจเราสูญเสียไปจากปัจจัยทางสังคม เราอาจจะเปราะบาง ณ จุดนั้น เรามีโอกาสที่เราจะเจ็บป่วยก็ได้ ดังนั้นสุขภาพจิตมันมากกว่าแค่สารเคมีในสมองแล้วนะ มันเป็นเรื่องการสูญเสียอำนาจ ความสัมพันธ์ทางสังคม” 

ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายที่เคารพความเป็นมนุษย์ และสิทธิของทุกคน โดยให้กลุ่มคนที่มีปัญหาสามารถมาร่วมวางนโยบายที่เกี่ยวข้อง 

“เมืองไทยก็เริ่มมี movement เกิดขึ้นมาแล้ว แต่ผมว่าตรงนี้ยังเป็นเรื่องที่เมืองไทยขาดมาก หนึ่งในข้อเสนอของเครือข่ายทางสุขภาวะทางจิตคือการแก้กฎหมายตรงนี้ที่ต้องให้คนที่มีปัญหาเข้ามามีส่วนร่วมการออกนโยบายด้วย คืออย่างน้อยที่สุดสุขภาพจิตต้องเป็นสิทธิมนุษยชนด้านพื้นฐาน การออกแบบ บริการ นโยบาย ต้องเอาผู้ป่วย แล้วก็เอาคนอื่นๆ มาร่วมออกแบบด้วย” 

3.

ทิศทางเรื่องการสร้างเสริม (Promotion) การมีหมอเยอะไม่ช่วยยกระดับสุขภาพจิตคนได้ทั้งหมด แม้ว่าในอุดมคติการมีหมอเยอะก็ดีกว่า แต่ก็ต้องมีกลไกหลายตัวเป็นอย่างมาก 

“การสร้างเสริมสุขภาพจิต นอกจากเพิ่มหมอแล้วจะต้องมีส่วนที่เข้าไปจัดการปัจจัยสังคมด้วย เช่นเรื่องการจ้างงาน การศึกษา เรื่องสภาพแวดล้อม เพราะปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อสุขภาพจิตชัดเจน มีตัวอย่างเรื่องรายได้มูลฐาน (Basic Income) ซึ่งเป็นการทดลองเกี่ยวกับเรื่องรายได้ แล้วพบว่าคนเครียดน้อยลง มีความมั่นคงทางการเงิน อิสระและอำนาจในการควบคุมทางเลือกในชีวิตตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาแหล่งรายได้จากใครหรือองค์กรใดๆ เลย แล้วมันก็ลดการตีตราไปในตัวด้วย การเข้าไปจัดการกับปัจจัยสังคม คืองานด้านการสร้างเสริมทำให้คนป่วยน้อยที่สุด ลดอาการเจ็บป่วยแบบมีประสิทธิภาพ”

 4. 

Destigmatization คือการลดการตีตราผ่านกลไกทางนโยบาย เช่นทำนโยบายและมาตรการให้เข้าไปท้าทายอคติเชิงระบบที่มีอยู่ในระบบการดูแลเรื่องสุขภาพจิต แล้วก็ลดข้อจำกัดหรือทัศนคติของคนทำงานนอกระบบสุขภาพและในระบบสุขภาพ การบูรณาการบริการสุขภาพจิตให้เป็นส่วนสำคัญของระบบบริการสุขภาพทั้งหมดโดยไม่ได้ด้อยค่าไปกว่าเรื่องอื่นๆ จะเป็นการยกระดับและลดอคติเชิงระบบในนโยบายได้ด้วย นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงการส่งเสริมการศึกษาและมาตรการเชิงศิลปวัฒนธรรมเพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติของคนในสังคมด้วย

“4 ทิศทางนี้ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นเหมือนโจทย์ใหญ่มากๆ ที่เราจะเคลื่อนตัวไปข้างหน้า และเป็น Direction ที่ต้องสื่อสารให้ชัดอย่างน้อยที่สุดก็ในแวดวงคนทำงานว่านี่มันคือทิศทางที่เราต้องเดินหน้าต่อไปแล้วมันก็จะสอดคล้องจังหวะของสังคมโลกด้วย”