“กรุงเทพฯ​ คือเมืองที่ต้องขับรถไปวิ่งในสวน” คุยเรื่องสวน 15 นาที และ ทำไมสุขภาพจิตดี มีราคาต้องจ่าย พรพรหม วิกิตเศรษฐ์  ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและผู้บริหารด้านความยั่งยืน

องค์การอนามัยโลก (WHO)  กำหนดไว้ว่า สัดส่วนพื้นที่สีเขียวของเมืองต่อจำนวนประชากรอย่างน้อยคือ 9 ตร.ม.ต่อคน  

“ถ้าเรานับพื้นที่สีเขียวทั้งหมด ตอนนี้เราอยู่ที่ประมาณ 7 ตร.ม.ต่อคน” 

พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ ผู้บริหารด้านความยั่งยืน (CSO : Chief Sustainbility Officer) ยอมรับว่าตัวเลขจริงยังไม่ถึงมาตรฐาน 

Heather Eliassen ศาสตราจารย์ด้านโภชนาการและระบาดวิทยา แห่ง Harvard T.H. Chan School of Public Health เผยว่าการใช้เวลากลางแจ้งในพื้นที่สีเขียว ส่งผลต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตอย่างมหาศาล และการฆ่าตัวตายที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 

Eliassen อธิบายว่า การเอาตัวไปปะทะสัมผัสกับพื้นที่สีเขียวทำช่วยให้นอนหลับดีขึ้น ความดันโลหิตลดลง และลดความเสี่ยงของเป็นโรคเรื้อรัง รวมถึงภาวะและโรคจิตเภทต่างๆ ทั้งการลดความเสี่ยงและมิติของการฟื้นฟู เพราะพื้นที่สีเขียวจะไปเพิ่มอารมณ์เชิงบวกและลดความวิตกกังวล ความเครียดครุ่นคิด  

คำแนะนำจาก ศาสตราจารย์ด้านโภชนาการและระบาดวิทยา ยังมีอีกว่า ถ้าเราอยู่ใกล้สวน ลองเดินไปหรือปั่นจักรยานไป หรือไม่ก็หาพื้นที่สีเขียวเล็กๆ ที่คุณสามารถเอาตัวเข้าไปอยู่ใกล้ๆ ได้ 

“พื้นที่สีเขียวหรือสวน ค่าฝุ่น PM น้อยกว่าข้างนอกแน่นอน เรามีเครื่องตรวจวัด 70 ตัวนะครับ 20 ตัวอยู่ในสวน เพื่อเป็น base line ของเมือง เราพบว่าค่าฝุ่นจากเครื่องตรวจวัด 20 ตัวนี้ต่ํากว่าข้างนอก 100 เปอร์เซ็นต์ตลอดเวลา”  

ประโยคของพรพรหม ยืนยันถึงการต้องมี ‘นโยบายสวน 15 นาที’ ซึ่งเป็น 1 ใน 34 นโยบายสิ่งแวดล้อมของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนที่ 17 ซึ่งแต่งตั้งให้ พรพรหม มานั่งเก้าอี้ ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ CSO ดูแลนโยบายสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน

ผ่านมา 2 ปี พรพรหมบอกว่าตอนนี้ สวน 15 นาที มีทั้งหมด 99 สวน รวมแล้วประมาณ 150 ไร่ ถามว่าน้อยไปไหม พรพรหมบอกว่า ‘น้อย’ สำหรับกรุงเทพฯ ชานเมืองชั้นใน อย่าง ลาดพร้าว วังทองหลาง สายไหม ฯลฯ ที่จำนวนประชากรเยอะ มีพื้นที่อยู่อาศัยมากกว่าพื้นที่สีเขียว 

ต่างจากชั้นในไข่แดงจริงๆ อย่างปทุมวันที่มีพื้นที่สีเขียวหนาแน่นและทับซ้อนกัน ยกตัวอย่างสวนลุมกับสวนเบญจกิติ คนที่อยู่ในเขตนี้ใช้เวลาเดิน 15 นาทีหรือรัศมีโดยรอบ 800 เมตรก็ถึงมากกว่า 2 สวน 

“พื้นที่สีเขียวในกรุงเทพฯ  มันมีความเหลื่อมล้ำอย่างมาก พื้นที่สีเขียวมักอยู่ในพื้นที่ที่ GDP ต่อหัวสูง” พรพรหมอธิบาย 

ค่าที่ดินที่สูงเกินเอื้อมของกรุงเทพฯ ชั้นในทำให้คนส่วนใหญ่เขยิบที่อยู่อาศัยมาไกลเมือง 

“พอคนย้ายมาอยู่เยอะ พื้นที่สีเขียวตามคนไปไม่ทัน กลายเป็นว่าคนถ้าอยากจะใช้สวน ก็ต้องขับรถไปที่สวนใหญ่ๆ ให้รถติดอีก” 

แต่ 15 นาทีเดินถึงจะครบทุกสวนเมื่อไหร่ เป็นไปได้จริงมั้ย แล้วเมื่อไหร่นะที่เราจะไม่ต้องขับรถไปวิ่งที่สวนอีกต่อไป บทสนทนานี้มีคำตอบ 

งานด้านบริหารความยั่งยืนมีอะไรบ้าง 

เรื่อง สิ่งแวดล้อมมีอยู่ 3 ประเด็นหลัก หนึ่ง การจัดขยะทั้งหมดอย่างครบวงจร สอง การจัดการคุณภาพอากาศและเสียง สาม พื้นที่สีเขียว

แต่เดิมพื้นที่สีเขียวเดิมจะเป็นในส่วนของการจัดการสวนสาธารณะ ที่รับผิดชอบการดูแลสวน  ท่านผู้ว่าฯ (ชัชชาติ สิทธิพันธุ์) มองขาด บอกว่างานที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมันมีมากกว่าแค่ที่สํานักสิ่งแวดล้อมทํา เช่น มลพิษ เรามองไปถึงสาเหตุว่า การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกรุงเทพฯ มันมาจากอะไรบ้าง จริงๆ แล้วส่วนใหญ่มันคือ ภาคพลังงาน และ ภาคขนส่ง / ภาคขนส่ง ก็มีสํานักจราจรที่ทําเรื่องนี้ แต่แทบไม่มีมิติสิ่งแวดล้อมเลย

แล้วก็เรื่องพลังงาน อาจไม่ใช่เป็นงานหลักของกทม  เพราะตามระบบ เรื่องพลังงานก็จะมีการไฟฟ้านครหลวง ที่เป็นเจ้าของโครงข่ายทั้งหมดเกี่ยวกับไฟฟ้า  จริงๆ แล้ว กทม. แทบไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องพลังงานเลย แต่คนก็คาดหวังมากขึ้นว่า กทม. ควรทําอะไรบ้าง เช่น มีนโยบายส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์หรือเปล่า 

ท่านผู้ว่าฯ เลยให้ผมไปศึกษา ท่านก็สรุปว่า ควรจะต้องมีตําแหน่ง CSO (Chief Sustainbility Officer) ซึ่งหน้าที่หลักคือรวมงานความยั่งยืนในแต่ละสํานักให้มาอยู่ที่เดียว เช่น เรื่องเสียง น้ำ ขนส่งมวลชน เป็นเหมือนการรวมศูนย์งานความยั่งยืน แล้วผมมีหน้าที่ที่จะไปดึง ให้ข้อมูลและชักชวนหน่วยงานต่างๆ ว่างานนี้มันเกี่ยวกับความยั่งยืนนะ เพราะถ้าไม่มีใครบอก เค้าก็ทําตามงานเดิมของเค้า 

ถามเจาะเรื่องพื้นที่สีเขียว งานมีอะไรบ้าง 

เมื่อก่อนคืองานดูแลสวนเป็นของสำนักงานสวนสาธารณะ สำนักสิ่งแวดล้อม แต่ท่านผู้ว่าเน้นย้ำคืองานของสํานักงานสวนมันไม่ใช่แค่สวน แต่เป็นการดูพื้นที่สีเขียวของเมือง

ซึ่งจริงๆ แล้วจะมีปรับโครงสร้างสํานักสิ่งแวดล้อมด้วย โดยเริ่มจากอะไรที่ง่ายที่สุดก่อนคือเปลี่ยนชื่อจากสํานักงานสวนเป็นสํานักงานจัดการพื้นที่สีเขียว ปักหลักไว้ก่อนแค่นี้ ผมว่ามันก็ช่วยให้คนเข้าใจดีเอ็นเอมากขึ้น

แล้วสวน 15 นาทีมาได้อย่างไร 

หลักคิดคือ พื้นที่สีเขียวในกรุงเทพฯ  มันมีความเหลื่อมล้ำอย่างมาก พื้นที่สีเขียวมักอยู่ในพื้นที่ที่ GDP ต่อหัวสูง การเข้าถึงพื้นที่สีเขียวในเมืองมันดีมาก ถ้าคุณอยู่ปทุมวัน คุณสามารถเดินถึงสวนได้ภายใน 15 นาทีหรือ 800 เมตรแน่นอน จะเดินสวนลุมหรือสวนเบญจกิติก็ได้ 

หรืออยู่แถวศาลาว่าการกรุงเทพฯ เสาชิงช้า ก็เดินไปสวนรมณีนาถหรือสวนสราญรมย์ได้  มันค่อนข้างสะดวก  แต่ปัญหาของความเหลื่อมล้ํา คือ พอคุณไปเขตที่เรียกว่า inner suburb หรือชานเมืองชั้นใน เช่น เขตลาดพร้าว เขตวังทองหลาง ประชากรหนาแน่นมากเพราะย้ายมาอยู่เยอะ พื้นที่สีเขียวตามคนไปไม่ทัน กลายเป็นว่าคนถ้าอยากจะใช้สวน ก็ต้องขับรถไปที่สวนใหญ่ๆ ให้รถติดอีก แล้วคนก็ใช้สวนแค่ 2 ช่วง ช่วงเช้าตรู่ กับช่วงเย็น กลายเป็นว่าที่จอดรถเต็ม 

เราก็เลยเน้นเรื่องสวนใกล้บ้าน15 นาที แปลว่า ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน คุณต้องเดินถึงสวนสักที่ไม่ว่าจะเป็นสวนใหญ่โต หรือสวนเล็กๆ น้อยๆ สวนหย่อมได้ภายใน 15 นาที 

ที่ผมทําก็คือไปดูแผนที่กรุงเทพมหานคร ว่าเรามีสวนอยู่ที่ไหนบ้าง แล้วไปตีรัศมี 800 เมตรล้อมสวนต่างๆ ถ้าคุณอยู่ในรัศมีแปลว่าคุณโอเคแล้วนะครับ จะเห็นเลยว่ากลางเมือง สวนมันทับซ้อนรัศมีกัน เขียวหมดเลย 

ขณะเดียวกันก็จะมีพื้นที่ที่เราไปตีวงแล้ว พื้นที่สีเขียวก็ยังแหว่งอยู่มากๆ  พอเราก็ไป cross  กับความหนาแน่นของประชากร เช่น วังทองหลาง ประชากรหนาแน่นมากเลยเป็นสีแดงเข้ม แต่เข้าถึงสวนไม่ได้เพราะไม่มีสวน พื้นที่นี้กลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ว่าจะเพิ่มสวนได้ยังไง อันนี้เป็นเป้าหมาย 

ถามอย่างตรงไปตรงมาเลยค่ะ ทำอย่างไรให้ประชากรเขตชานเมืองชั้นใน เช่น สายไหม ลาดพร้าว ให้เดินถึงสวนได้ใน 15 นาทีหรือ 800 เมตร  

เราต้องรู้ว่าตรงไหนที่เป็นปัญหาก่อนแล้วไปดูตรงนั้น ร่วมกับสํานักงานเขตทั้ง 50 เขต  อยู่ดีๆ จะไปเสกให้มีพื้นที่เลยมันก็ยาก โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่มันแน่นไปหมดแล้ว

มีการพิจารณา 3 รูปแบบของพื้นที่ หนึ่ง พื้นที่ที่ กทม. เป็นเจ้าของเอง อยู่ในกรรมสิทธิ์ของกรุงเทพมหานครอยู่แล้ว อาจจะเป็นที่ๆ คนเคยมอบให้นานมาแล้ว สองคือ พื้นที่ที่เจ้าของเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ หรือว่าหน่วยงานภาครัฐ เช่น พื้นที่ใต้ทางด่วน พื้นที่ของการรถไฟ และสาม ซึ่งเป็นมิติใหม่ คือพื้นที่เอกชน ถามว่าใหม่ยังไง คือเมื่อก่อนเอกชนอาจไม่สนใจ ก็ปล่อยรกร้างไป แต่ 5 ปีที่ผ่านมา มีเรื่องภาษีที่ดินที่ปลุกเจ้าของที่ว่า เฮ้ย คุณมีที่ตรงนี้ ถ้าคุณปล่อยรกร้าง คุณจ่ายภาษีอัตราสูงนะ คุณควรจะทําอะไรกับที่ดินบ้าง 

กลายเป็นว่าคนที่มีที่รกร้างอยู่ คนเอาที่ดินมาทำเกษตรเทียม ปลูกกล้วย ปลูกมะนาวกันไป เพราะภาษีมันถูก ผมเข้าใจว่าถ้าเป็นที่รกร้างคุณต้องจ่ายภาษี 0.3 เปอร์เซ็นต์ของราคาที่ดิน  ถ้าที่ดินราคาพันล้าน ก็ 3 ล้านบาท ไม่น้อยนะครับ แต่ถ้าคุณเปลี่ยนเป็นเกษตรเทียม คุณจ่ายแค่ 0.03 เปอร์เซ็นต์หรือ 3 แสนบาท คนก็ไปทําตรงนั้นหมด

แต่สิ่งที่กทม. ทำคือถ้าคุณมีที่ดินกรณีแบบนี้ คุณไม่ต้องปลูก แล้วมาคุยกัน อาจจะมอบที่มาให้กรุงเทพมหานครก็ได้ แต่เราก็ต้องมีเกณฑ์ คือไม่ใช่ว่าเรารับแล้วมันจะถือว่าฟรี ถึงแม้ว่าเราไม่ต้องจ่ายค่าเอาที่มาทำสวนให้ แต่เราก็จะเสียรายได้ในการที่เราไม่เก็บภาษีเค้า จึงต้องมีคณะกรรมการ มีรองปลัดกทม. เป็นประธานที่พิจารณาในแต่ละที่เลย แล้วแต่ละหน่วยงานก็ต้องมาสู้กัน  เช่น กทม.จะเอาที่แปลงนี้มาทำเป็นสวน มันตอบโจทย์อะไรบ้าง ขณะที่สํานักเทศกิจบอกว่าจะเอาที่ดินแปลงนี้ เพราะว่าอยากทําเป็นที่กินข้าวให้ชาวหาบเร่แผงลอย หรือก็จะมีสํานักการคลัง ที่เน้นเก็บภาษี เค้าอาจให้เหตุผลว่าที่ดินแพงมากเลย เอาเงินตรงนี้มาเข้าคลังดีกว่า 

จนถึงตอนนี้ ผ่านมา 2 ปี สวน 15 นาทีมีความคืบหน้าแค่ไหน 

ภายใต้นโยบายสวน 15 นาที เราทํามาแล้ว 98 สวน รวมแล้วประมาณ 150 ไร่ มันอาจดูน้อยเพราะแต่ละสวนมันเล็กๆ ไร่นึงก็ถือว่าใหญ่นะครับสําหรับสวน  ถือว่าเริ่มได้ดี ท่านผู้ว่าฯ คิดเลยว่าในปีงบประมาณหนึ่งแต่ละเขตต้องมีอย่างน้อย 2-3 สวน 

สวน 15 นาทีมีเกณฑ์อะไรบ้าง 

แยกเป็น 2 ส่วนนะครับที่องค์การอนามัยโลก (WHO)  กำหนดไว้ว่า สัดส่วนพื้นที่สีเขียวของเมืองต่อจำนวนประชากรอย่างน้อยคือ 9 ตร.ม.ต่อคน  ตอนนี้ถ้าเรานับพื้นที่สีเขียวทั้งหมด เราอยู่ประมาณ 7 ตร.ม.ต่อคน เพราะว่าเราไปนับพื้นที่สีเขียวอย่างเกาะกลางด้วย ซึ่งถึงแม้ไม่ได้ใช้งานแต่การมีเกาะกลางก็ช่วยในการลดอุณหภูมิบนถนน 

อีกส่วนหนึ่งที่เรานับสําหรับสวน 15 นาทีคือ หนึ่ง ต้องเป็นพื้นที่สีเขียว สอง ต้องเป็นพื้นที่สาธารณะ และสาม คนต้องเข้ามาใช้ได้ ถ้านับเกณฑ์นี้ จาก 7 ตร.ม.ต่อคน มันจะเหลือประมาณ 2 ตร.ม.ต่อคน   อันนี้ต้องพูดตามตรง 

แต่อีกตัวเลขหนึ่งที่เราเน้นและยังไม่ค่อยมีคนเน้น คือสัดส่วนของประชากรที่สามารถเข้าถึงสวนได้ภายใน 15 นาที เราเพิ่มได้จริงๆ จากตอนแรกก่อนเข้ามาทำงาน มีประชากรที่เข้าถึงสวนได้ภายใน 15 นาที ประมาณ 20 กว่าเปอร์เซ็นต์ ตอนนี้มันเพิ่มขึ้น ประมาณเกือบ 40 เปอร์เซ็นต์แล้ว จาก 98 สวนที่มีในตอนนี้ 

เราไม่ได้คาดว่าจะต้องมีลู่วิ่ง หรือจะต้องมีอุปกรณ์อะไรต่างๆ มากมายในสวน  คือ ทั้งสวนเล็กๆ ของเมืองลอนดอนหรือนิวยอร์กเขาเป็นที่ที่มีต้นไม้ มีม้านั่ง มีอะไรต่างๆ บางครั้งเป็นสวนแบบ connecting แทนที่คนจะต้องเดินอ้อมบล็อก เค้าเดินทะลุได้  

แต่เราก็มี quality check คือเรามีลิสต์อยู่ที่เราร่วมกับทาง we park (โครงการพัฒนาพื้นที่ว่างให้กลายมาเป็นพื้นที่สาธารณะสีเขียว)  ว่าสวนต้องหน้าตาเป็นยังไง มาตรฐานขั้นต่ำมันต้องแค่ไหน อันนี้เราก็ต้อง quality check  ถ้าเราสื่อสารไม่ชัด เจ้าหน้าที่เขตเขาก็ไม่รู้  จะมีคนทักว่าเอ๊ะ นี่เรียกสวนได้เหรอหรือแค่ปรับภูมิทัศน์

คนที่มาใช้บริการประจำของสวน  15 นาทีเป็นใคร

เรามีภาคีดีมาก คือ we park ซึ่งเค้าสนใจเรื่องกระบวนการทั้งหมด เริ่มจากการออกแบบ วางแผนที่จะทําสวน หลังจากมีที่ดินแล้ว ก็ไปตีรัศมี 800 เมตร อบๆ แล้วดูว่าตรงนี้มีชุมชนไหน ใครอยู่บ้าง ก็เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่อยู่ใกล้เคียง 

เรามีมหาวิทยาลัยนวมินทร์ที่อยู่ในสังกัดกทม.ที่จัดหลักสูตร ‘พื้นที่สีเขียว’ ให้เจ้าหน้าที่เขตมาอบรม  

วิชาแรกเลยคือ วิธีจัดวง public hearing  สองคือเรื่องดีไซน์สวน จากนั้น  เราอาจจะอยากทําเป็นคล้ายๆ pop up park เพื่อเอาไปประสานเอกชน แล้วเชิญคนมาให้ความคิดเห็นได้ว่าอยากได้อะไรเพิ่ม อยากให้เป็นสวนแบบไหน คุณคือใคร จะได้เก็บข้อมูลพื้นฐานไปด้วย บางครั้งยังมีให้เลือกชื่อเลยว่าอยากจะให้สวน 15 นาทีชื่ออะไร

ขั้นตอนสุดท้าย พอสวนเสร็จแล้ว คือเรื่องของการดูแลรักษา ซึ่งสวนที่ทําได้ดีคือ สวนตรงอุรุพงศ์

ที่มีกรรมการ มีประชาชนที่อยู่ชุมชนมาดูแลตรงนั้นเลย เพราะเราก็อยากให้คนที่ใช้เป็นคนดูแลด้วย

ไม่ใช่ว่ามาสร้างๆ เสร็จ แล้วก็จบ หายไป ไม่อย่างนั้นมันจะไม่ยั่งยืน

หลักสูตรอบรมเจ้าหน้าที่เขตในการดูแลสวนมีอะไรบ้าง 

จะมี 3 หน่วยในเขตที่เกี่ยวข้อง คือ ฝ่ายรักษากับสวนสาธารณะเป็นฝ่ายที่ต้องมาดูแลสวน และฝ่ายโยธา คือคนที่จะมาช่วยก่อสร้าง ซึ่งสถาปนิกก็จะอยู่ในนั้น แต่อีกหน่วยหนึ่งไม่เกี่ยวกับสวนเลย แต่เราบังคับให้มาเกี่ยวกับสวนคือฝ่ายพัฒนาชุมชน กลุ่มนี้คือคนที่จะต้องไปดูว่าคนที่จะมาใช้สวน คนที่อยู่บริเวณใกล้เคียงคือใคร

ปีแรกเราร่วมกับ we park อบรมตามเขต แล้วต่อมานโยบายสวน 15 นาทีมันเป็นนโยบายใหญ่ของกทม. เราก็เลยทําหลักสูตรนี้ ชื่อ หลักสูตรพัฒนาพื้นที่สีเขียว คือทุกเขตที่มา จะต้องมาพร้อมที่ดินที่เค้าจะพัฒนาเป็นสวนอยู่แล้ว หลักสูตรก็จะช่วยออกแบบ ช่วยดูเรื่องกระบวนการรับฟังความคิดเห็น 

ตอนนี้สวน 15 นาทีมีอยู่ประมาณเกือบ 40 เปอร์เซ็นต์แล้ว  ได้ฟีดแบคอะไรมาบ้าง 

ถ้าตัวฟีดแบคจริงๆ หรือความสุขของประชาชน ก็อาจจะยังไม่ได้มีการทําตัวเลขขนาดนั้น แต่ก็พยายามให้เขตประเมินมาว่า คนที่มาใช้สวน เขาใช้จริงหรือเปล่า ก็ไม่ได้เป็นหลักวิชาการอะไรนะครับ ผมแค่ขับผ่านสวน 15 นาทีที่นึงตรงถนนจันทน์ เห็นคนวิ่งเล่น เด็กๆ วิ่งเล่นเอง เปรียบเทียบกับก่อนหน้านี้มันเป็นที่ทิ้งขยะ แค่นี้ก็ดีแล้ว

ถามเรื่อง รุกขกรหรือหมอต้นไม้ กทม.มีนโยบายการดูแลงานรุกขกรยังไงบ้าง

นี่เป็นประเด็นที่เราโดนด่าอยู่  คือผมก็อยากรู้ ตอนแรกไม่รู้หรอกว่ายังไง ตอนมาใหม่ๆ ให้สํานักสิ่งแวดล้อมนัดกับคนหน้างาน ถามว่าประเด็นจริงๆ มันคืออะไร ก็ได้ฟัง pain point ที่ไม่รู้มาก่อน เช่น งานตัดต้นไม้ อันนี้เราพูดถึงตัดต้นไม้ริมถนนนะครับ 

หนึ่งคือ ตัดต้นไม้ เขาไม่สามารถทํางานตอนกลางคืนได้ เก็บขยะมันออกเก็บตอนกลางคืนได้ แต่งานตัดต้นไม้ต้องทําตอนกลางวัน เพราะไม่อย่างนั้นมันมองไม่เห็น จะขึ้นไปตัดต้นไม้ต้องใช้รถกระเช้า รถกระเช้าก็ต้องจอดเลนซ้าย จอดเลนซ้ายและใช้เวลาตัดแต่ง ซึ่งก็จะโดนด่าว่าทํารถติด 

สองคือ ยังมีมุมมองที่ต่างกันระหว่างผู้ตัดกับคนทั่วไป คนทั่วไปต้องการแบบฟูๆ อย่ามาตัด ขอร่มๆ แต่ถ้าต้นมันกางมาก แล้วมันไม่แข็งแรง พอพายุเข้ามา มันหัก แล้วไปโดนทรัพย์สินของใครสักคน เช่น โดนรถ หรือเข้าไปในบ้าน คนที่โดนฟ้องคือคนตัดหรือคนที่เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษานะครับ

มันก็จะมีประเด็นเรื่องของการไฟฟ้าว่า การไฟฟ้าก็จะสายไฟเป็นทรัพย์สินหลัก เพราะว่าสายไฟเขาราคาเป็นล้าน ต้นไม้มันอาจจะไม่แพงถ้าเทียบกับสายไฟ  เจ้าหน้าที่ก็เลยต้องรีบตัดอะไรที่อาจจะทําให้สายไฟมีปัญหา อันนี้มันเป็น pain point ที่เราก็พยายามจะเข้าใจและเห็นใจ 

นโยบายที่เราทําคือ ทุกเขตจะต้องมี หมอต้นไม้ หรือ รุกขกร คือหน้าที่เค้าไม่ใช่คนตัดนะครับ เพราะว่าคนตัดมีเยอะอยู่แล้ว แต่หน้าที่เค้าคือคนที่ไปวางแผนต้นไม้ว่าเวลาจะมาตัดต้องตัดอะไรบ้าง เหมือนเป็นคนที่มาหน้างานแล้วก็มาร่างแบบว่าถ้าจะตัด ต้นนี้ต้องตัดกิ่งนี้อย่างเดียว แล้วก็เซ็นต์ ถึงจะทําได้ คนปีนจะได้ไม่ต้องตัดสินใจ คุณก็แบ่งงานชัดเลย คนคิด คนวางแผน กับคนทํา  ถ้าคุณปล่อยฟรีเหมือนปัจจุบัน คนตัดต้องมาคิดด้วย อันไหนดีไม่ดี เดี๋ยวตัดไม่ถูกก็โดนด่าอีก 

ตอนที่เข้ามาทำงาน กทม.มีรุกขกรคนเดียวเอง ชื่อพี่เซียง เป็นหัวหน้าสวน สังกัดสำนักสิ่งแวดล้อม หลังจากเข้ามาทำงาน เราก็ส่งเสริมให้มีรุกขกร ตอนนี้มีประมาณ 10 กว่าคนแล้ว  เค้าต้องผ่านหลักสูตร ตอนนี้มันกลายเป็นเป็นวิชาชีพภายใต้กระทรวงแรงงานแล้ว  

แล้วเราก็ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กับกลุ่ม big tree จัดอบรม จัดอบรมทั้งรุกขกร คนปีนต้นไม้  พยายามจะให้ครบทั้ง 50 เขต และมีนโยบายจากผู้ว่าฯ เลยว่าห้ามตัดต้นไม้ ถ้ารุกขกรยังไม่อนุมัติ 

นโยบายว่าห้ามตัดต้นไม้โดยที่รุกขกรยังไม่ได้อนุมัติ เริ่มใช้หรือยัง

ถึงแม้ว่ารุกขกรยังไม่ครบห้าสิบเขต แต่มันก็ยังมี 10 กว่าคนอย่างที่บอก เป้าคือเอาให้ครบ 50 เขต เราก็รีบเร่งอยู่แต่ก็ยังมีคนสอบไม่ผ่าน มันไม่ง่าย  

มันมีสอบ แต่หลายคนเป็นนักปฏิบัติ เค้าอาจจะโตมาจากลูกจ้าง เค้าตัดเก่งมากเลย ปีนมือหนึ่งเลย แต่จะยกระดับเค้ามาเป็นหมอต้นไม้ มันต้องมีหลักสูตร มีตําราเยอะ ต้องสอบด้วย

ความพื้นที่สีเขียวที่ยั่งยืน สําหรับคุณพรพรหมเอง มัน connect กับหรือมีผล ส่งผลต่อเรื่องสุขภาพจิตยังไงบ้าง

แน่นอนครับ มันคือเป็นยาที่ดีที่สุด เพราะมันคือ prevention การป้องกัน คือไม่ต้องให้โรคเกิด แล้วค่อยไปหา ทําให้คนไม่เป็นโรคตั้งแต่แรก

การไปพื้นที่สีเขียว การออกกําลังกาย มันพิสูจน์ได้เลยว่า พื้นที่สีเขียวหรือสวน ค่าฝุ่น PM น้อยกว่าข้างนอกแน่นอน เรามีเครื่องตรวจวัด 70 ตัว 20 ตัวอยู่ในสวน เพื่อเป็น base line ของเมือง เครื่องตรวจวัด 20 ตัวนี้ต่ำกว่าข้างนอก 100 เปอร์เซ็นต์ตลอดเวลา  ถ้าวันไหนค่าฝุ่นมันสูงมาก มันก็สูงหมดนะครับ แต่ตัวในสวน ค่าฝุ่นมันต่ำกว่าข้างนอก

ชานเมืองชั้นในอย่างลาดพร้าว วังทองหลาง หรือว่าแบบ โซนอื่นๆ ที่มันอยู่ไกลออกไป เราจะทํายังไงให้การเดินทางไปถึงสวนมันโอเคที่สุด

คือผมคิดว่ามันอาจจะเป็นคําถามที่ตอบยาก เพราะมันก็แล้วแต่กรณี  ยังไงเราก็ต้องอยากทําทางเท้าให้ดีที่สุด ทุกถนน ทุกซอย เราก็พยายามทําเต็มที่อยู่แล้ว แต่เพราะทรัพยากรจํากัด เราก็ต้องไล่ทํา  และเน้นประสิทธิภาพแบบไม่ใช่ทําแป๊บๆ แล้วก็เจ๊งอีกแล้ว

แน่นอนว่ารื่องของการเข้าถึง ไม่ว่าจะเข้าถึงสวนหรือว่าจะเดินไปไหนก็ตาม มันเป็นโจทย์ที่เราให้ความสําคัญ เแต่ที่สําคัญมากกว่าการเดินไปสวนคือเดินจากบ้านไปขนส่งมวลชนนะครับ อันนี้คือปัจจัยแท้จริงที่มันจะทําให้คุณไม่ใช้รถยนต์ได้  สมมุติว่าอีก 4 ปีข้างหน้ารถไฟฟ้าจะครอบคลุม 800 กิโลเมตรทั่วเมือง แต่ถ้าจากบ้านไปถึงสถานียาก คนก็ไม่ใช้

ส่วนตัวคุณพรพรหมเอง พื้นที่สีเขียวไหนที่ชอบที่สุด

ผมชอบเบญจกิติครับ คอนเซ็ปต์สวนป่า แล้วก็มันก็มีต้นไม้ใหญ่ข้างในเยอะ 

อีกอันหนึ่งที่ผมคิดว่า เราทําน้อยแล้วได้มากเลยนะครับ คือสวนหมา คือผมคิดว่าคนชอบมากเลย เพราะคนไม่มีลูก เลี้ยงหมาเลี้ยงแมว เราไปทำสวนหมาที่เบญจกิติ สวนรถไฟ  บึงหนองบอน คนใช้เยอะ ผมคิดว่านี่เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เขาเอามาใช้ประโยชน์ได้