‘ผอมแห้ง’ ‘ไร้ประโยชน์’ ‘ดีไม่พอ’ แง้ม 3 ภาพจากเวิร์กชอป สู่นิทรรศการที่ใช้ศิลปะเพื่อค้นหาและรู้จักการตีตราจากข้างใน

รอยตีตรา…หน้าตาเป็นยังไงนะ?

ในชีวิตประจำวัน เราเชื่อว่าทุกคนเคยผ่านประสบการณ์การถูกตีตราจากคนรอบข้าง หรือแม้แต่จากภายในใจของตัวเองไม่มากก็น้อย เพราะมนุษย์มีความหลากหลาย และไม่ได้ถูกผลิตออกมาจากโรงงานเหมือนโรบอต แต่ก็เพราะมนุษย์นี่แหละที่กำหนดกรอบ และสร้างบรรทัดฐานของทุกสิ่งในสังคมเอาไว้ เลยทำให้คนที่ไม่ได้อยู่บนเส้นมาตรฐานนั้นถูกกดให้กลายเป็นสิ่งผิดแปลก 

และการตีตรา (Stigma) คือกลไกลหนึ่งที่ทำให้ความผิดแปลกนั้น อยู่ในภาวะหนักหนาสาหัสกว่าเดิม การทำให้สิ่งที่คนหนึ่งมีหรือเป็นนั้นถูกด้อยค่า ไร้ค่าในสังคม ทำให้คนที่ถูกตีตราถูกกีดกัน ถูกเลือกปฏิบัติ และหากการตีตรานั้นเกิดขึ้นในผู้ป่วยด้านสุขภาพจิต พวกเขาเหล่านั้นจะหลีกเลี่ยงการขอความช่วยเหลือ และท้ายที่สุดจะทำให้ไม่สามารถเข้าถึงการรักษาหรือการฟื้นใจได้เลย

เมื่อท้ายปี 2567 ที่ผ่านมา Mutual ได้จัดกิจกรรม ‘ติดกาย ฝังใจ : เวิร์กช็อปศิลปะบำบัดว่าด้วยการตีตรา’ ร่วมกับทีมนักศิลปะบำบัดจาก Studio Persona และ Eyedropper Fill สตูดิโอนักออกแบบประสบการณ์ โดยกิจกรรมภายในงานเป็นการใช้กระบวนการศิลปะบำบัดในการแงะ แกะ ดึงร่องรอยตีตราที่ติดกาย ฝังใจ และหลับใหลอยู่ข้างในมาเนิ่นนาน ออกมาคลี่คลาย

กระบวนการภายในเวิร์กช็อปจะเริ่มจากการทำความรู้จักกับเครื่องมือ Safety Plan ซึ่งปัท-ปรัชญพร วรนันท์ นักศิลปะบำบัด และผู้ก่อตั้ง Studio Persona อธิบายว่า Safety Plan คือเทคนิคกราวด์ดิง (การใช้ฝ่าเท้าได้สัมผัสกับพื้นโลก) ที่จะทำให้ผู้เข้าร่วมเวิร์กช็อปรู้ว่าเมื่อรู้สึกไม่สบายใจระหว่างทำกิจกรรมจะต้องทำอย่างไร เช่น บีบฝ่ามือ บีบแขนของตัวเอง ค่อยๆ หายใจเข้า-ออกเป็นจังหวะ และเมื่อผู้เข้าร่วมเวิร์กช็อปทุกคนเข้าใจ Safety Plan แล้ว สเต็ปถัดไปจะเป็นการเขียนคำตีตราหรือความรู้สึกที่แบกรับไว้บนโพสอิทและนำไปแปะตามร่างกายของตัวเอง ก่อนจะเข้าสู่กิจกรรม Body Tracing

การวาด Body Tracing เป็นการที่ผู้เข้าร่วมเวิร์กช็อปได้นอนลงบนผืนผ้าสีขาวเพื่อให้เพื่อร่วมเวิร์กช็อปช่วยร่างกรอบรอบร่างกายให้ และเมื่อเส้นดินสอบรรจบกัน ก็เป็นเวลาที่เจ้าของร่างกายจะลุกขึ้นมา ‘สร้าง’ ผลงานศิลปะจากรูป ‘ร่าง’ ตัวเอง

Body Trace มีจุดประสงค์เพื่อให้เจ้าของร่างกายได้สำรวจส่วนต่างๆ ของร่างกายตัวเองว่ามีประสบการณ์อะไรมาบ้าง เคยเจอถ้อยคำตีตรารูปแบบไหน ซึ่งการวาดออกมาในขนาดเท่าตัวเองจะทำให้ผู้เข้าร่วมเวิร์กช็อปได้ ‘เผชิญหน้า’ กับตัวเอง และอาจนำไปสู่การตัดสินใจว่าต่อจากนี้เราจะอยู่ร่วมกับสิ่งนี้อย่างไร 

“การที่เรามองเห็นประสบการณ์ของการเจ็บปวดทั้งเซนส์ที่ดีและเซนส์ที่อาจจะท้าทายร่างกายที่ติดกายฝังใจเรามา เราอาจจะได้เห็นภาพรวมของตัวเองว่า ร่างกายของเราถืออะไรมาตลอดเวลาที่ผ่านมา แล้วพอได้เห็นของตัวเอง ได้เห็นคนอื่นด้วย เราอาจจะได้รู้สึกว่าเรามีจุดร่วมว่าจริงๆ ทุกคนก็มีประเด็นของตนเองที่ติดตัวมาเช่นกัน ทุกคนอาจจะมีทั้งความรู้สึกที่ดีและไม่ดี เขาพยายามจะอยู่ร่วมกับมัน ก้าวผ่านมันเหมือนกัน ไม่ต่างจากเรา”

ผลงานที่เราแอบแง้มมาบางส่วนในบทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของผลงานกว่า 60 ชิ้นที่จะนำไปจัดแสดงที่งาน See the Unseen ซึ่งจะไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงศิลปะสวยๆ บนกระดาษ แต่เป็นเครื่องมือที่จะทำให้คนทุกคนสนใจในประเด็นเดียวกันด้วยเรื่องราวหรือประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกัน เกิดการยอมรับความแตกต่างและเรียนรู้ความเข้าอกเข้าใจ (Empathy) ผ่านการได้เป็นพยานของงานศิลปะของผู้อื่น แล้วส่งต่อไปยังผู้ที่ไกลออกไป เหมือนน้ำหนึ่งหยดที่สร้างแรงกระเพื่อมบนผิวน้ำ

ภาพจากคำตีตราที่บอกว่า “ฉันยังเก่งไม่พอ ดีไม่พอ กินไม่พอ”

“เขาให้ไปนอนลงกระดาษแล้วก็ทำท่าเพื่อสื่อถึงความรู้สึกในใจใช่ไหมคะ เลยลงไปนอนทำท่าเหมือนทุกวันที่ทำ ก็คือนอนแบบหมดหวังบนเตียง”

ปราง (นามสมมติ) คือหญิงสาวที่เรียนเกี่ยวกับด้านศิลปะ สำหรับเธอการได้วาดรูปคือความสนุกสนาน และเป็นสิ่งที่ชอบ แต่เมื่อเวลาผ่านไปความรู้สึก ‘ยังดีไม่พอ ยังเก่งไม่พอ’ ก็เกิดขึ้นกับปราง เพราะการเรียนวาดรูปไม่เหมือนการวาดรูปเล่น ประกอบกับความกดดันจากการแบกความคาดหวังเอาไว้จากการสร้างชิ้นงาน 

เมื่อมาเวิร์กช็อปติดกายฝังใจ ปรางจึงเลือกทำผลงานเพื่อระบายความรู้สึกอัดอั้นตันใจของเธอ ด้วยการใช้เชือกเจาะรูบนผืนผ้าเพื่อสอดห้อยบริเวณคอของตัวเอง สื่อถึงความรู้สึกโดนทำร้ายจากสิ่งที่รัก แต่เพราะปรางยังมีความหวังที่จะกลับมาสนุกกับศิลปะอีกครั้ง ผีเสื้อจึงเป็นตัวเลือกที่เธอวาดไว้กลางอกเพื่อแสดงถึงอิสระให้การสร้างสรรค์งานที่ใฝ่ฝัน

“พอเรียนไปแล้วมันทรมานกับสิ่งนี้มาก แบบว่าวาดรูปไม่สนุกอีกแล้ว ก็เลยทำให้มาเข้าร่วมเวิร์กช็อปนี้เผื่อตัดสินใจว่าเราจะสนุกกับศิลปะได้อีกครั้งไหม คือศิลปะก็ยังดูเป็นสิ่งที่น่าสนุก แต่มันก็รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ทำร้ายเราเหมือนกัน”

หนึ่งสิ่งที่สะดุดตาบนผืนผ้าของปราง คือชอล์กสีแดงที่ถูกระบายอย่างสะเปะสะปะทั่วตัว เมื่อให้ปรางอธิบาย เธอบอกว่ามันคือร่องรอยของการตีตราที่คนรอบข้างมอบให้เธอ เพราะว่าเธอ ‘ผอมเกินไป’

“หนูน้ำหนักน้อยแล้วก็ผอมมาก พยายามตะบันกินเท่าไหร่มันก็น้ำหนักไม่ขึ้น คนเลยชอบบอกว่าแขนขาเหมือนจะหักได้ มันทำให้เราพยายามปกปิดร่างกายแบบใส่เสื้อแขนยาว ใส่กระโปรงยาว เลยเลือกที่จะเอาสีชอล์กสีแดงมาบดตามแขน ตามขา เรารู้สึกเจ็บปวดตรงแถวนั้นจนอยากปกปิดไว้”

ภาพจากคำตีตราที่บอกว่า “ฉันไร้คุณค่า”

“คำตีตราที่เราแบกมา คือ คำว่าหมดคุณค่า เรื่องมาก แล้วก็ไร้ประโยชน์

ผลงานที่สร้างในเวิคชอปของนุ่น (นามสมมติ) คือคนตัวเล็กที่นอนขดอยู่บนผืนผ้า โดยมีหนามแหลมหลากสีสันพุ่งลงมาทิ่มแทง เธอเล่าว่าถ้อยคำตีตราที่คอยทิ่มแทงเธอมาตลอดชีวิตเป็นสิ่งที่ทำให้ตัวตนของเธอค่อยๆ เล็กลงด้วยจิตใจที่ห่อเหี่ยวและสิ้นหวัง แม้จะพยายามสะบัดคำตีตราเหล่านั้นออกจากตัว แต่สะบัดอย่างไรก็ไม่หลุด

“สีแดงที่เราใช้ (ถมรอบๆ ตัว) คือ สีของความเข้มแข็ง เราเหมือนแสดงออกไปว่า เราเป็นคนเข้มแข็ง แต่ลึกๆ ในใจเรา มันก็คือสีชมพูกับสีม่วงที่เราชอบ เราเลยหยิบสองสีนี้มาระบาย เพื่ออธิบายว่าตัวตนเรายังอยู่ในใจของเรา เป็นชิ้นส่วนเล็กๆ อยู่ในใจของเรา”

ส่วนสำคัญของภาพนี้ คือ ด้านหลังของผืนผ้าที่เมื่อพับขึ้นมา ผ้าผืนนี้จะโอบกอดร่างกายสีแดงที่นอนขดได้อย่างพอดี

“พอมันเป็นขนาดเท่าตัวเราจริงๆ เรารู้สึกว่าอยากดูแล อยากทะนุถนอม”

“เราไม่ชอบพื้นที่ว่างตรงหลังของเรา อยากมีอะไรสักอย่างมาปกป้องเราตรงจุดนี้ได้ เราเลยห่มผ้าขึ้นมาเพื่อปกป้องตรงนี้ กับเลือกคำว่า you’re best จาก you are the best มาไว้บนผ้าห่มเพื่อบอกตัวเอง”

ภาพจากคำตีตราที่บอกว่า “ฉันทำอะไรได้ไม่ดี ทั้งที่เหลือเวลาอีกไม่นาน”

“ภาพนี้เป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่าตัวเองคำนึงถึงเรื่องเวลา แต่ขณะเดียวกันเราอยากจะได้ภาพความสวยงาม อยากจะมองเห็นอนาคตที่ดี มีสิ่งที่เหลือไว้ให้ลูกให้หลาน”

ด้วยวัยเกษียณ ทำให้พงศ์ (นามสมมติ) รู้สึกขาดความเชื่อมั่นและมองว่าตัวเองเหลือเวลาไม่มากที่จะสะสางภาระที่มีอยู่ให้สำเร็จ พงศ์จึงตีตราตัวเองอยู่บ่อยครั้งว่า ‘ยังทำอะไรได้ไม่ดี ไม่เหมือนกับสมัยก่อน’

ผลงานของพงศ์เป็นภาพคนที่กำลังวิ่งไปข้างหน้า โดนขาข้างหนึ่งถูกเขียนด้วยตัวอักษรหลากหลายภาษา สะท้อนถึงความต้องการที่จะเติมเต็มความรู้ความสามารถให้กับตัวเอง ส่วนขาอีกข้างเป็นลายเส้นกล้ามเนื้อสื่อถึงความตั้งใจที่จะทำให้ร่างกายตัวเองแข็งแรง

ซึ่งขาทั้งสองข้างจะไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้เลย ถ้าไม่ลงมือวิ่ง รองเท้าในภาพจึงมีสัญลักษณ์ของแบรนด์ NIKE เจ้าของสโลแกน ‘Just Do It (หยุดกลัวและลงมือทำ)’

“ภาพนี้ทะลุออกจากความอึมครึมในใจ ทำให้เราได้มอง ได้สำรวจตัวเอง บางทีถ้าเราไม่ได้มานั่งคิดตรึกตรองกับตัวเอง เราจะนึกอะไรไม่ค่อยออก ปล่อยมันไป แต่พอได้มาเก็บประเด็นเรื่องความคิด ความติดขัด สิ่งที่ยังฝังอยู่ในใจเรา ทำให้รู้สึกว่ามันมีเรื่องที่เราจะต้องจัดการแก้ไข แล้วก็ปรับตัวเองให้ดี เพื่อให้ได้สิ่งที่เราต้องการจริงๆ ”

ยังมีเรื่องราวอีกกว่า 60 ชีวิตที่มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์จริงจากการถูก ‘ตีตรา’ ทางสุขภาพจิตออกมาเป็นผลงานศิลปะด้วยวิธีการแตกต่างกันอีกกว่า 3 ห้อง 4 ชิ้นงาน และสารคดีในห้อง ‘เห็นกายสัมผัส 3 ใจ’ ที่อยากชวนทุกคนมาดู มาฟัง ภายในงาน See the Unseen เห็นกาย สัมผัสใจ นิทรรศการศิลปะแบบ Experiential Design

หากอยากรู้ว่าศิลปะจากการแงะรอยตีตราเป็นแบบไหน ผลงานแต่ละชิ้นปลดปล่อยเรื่องราวมากเพียงใด ติดตามได้ที่งาน See the Unseen เห็นกาย สัมผัสใจ นิทรรศการศิลปะแบบ Experiential Design ที่จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 8-23 กุมภาพันธ์ 2025 สถานที่ ชั้น 3 แมด, มันมัน ศรีนครินทร์ (ห้อง HOP และ ห้อง Whoop)

*เข้าชมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย