ตอน 7 ขวบ ถูกครูเรียกไปยืนหน้าห้องแล้วบอกว่าดำเหมือนอีกาต่อหน้าเพื่อนทั้งห้อง
อาจจะเป็นเสี้ยวเวลาแค่ไม่กี่นาทีแต่ก็ทำให้ ด.ญ.ปรัชญพร ณ ตอนนั้น แช่แข็งสิ่งที่ถูกตีตรามาจนปัจจุบัน การแช่แข็ง (Freeze) เป็นกลไกการป้องกันตัวอย่างหนึ่ง และเป็นวิธีการ ตอบสนองอัตโนมัติที่เกิดขึ้นกับปัท ณ วันนั้น
“จำได้ว่าตอนเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ปัทไม่ได้เล่าให้ใครฟังเลย จนกระทั่งเข้ามหาลัย เป็นเพราะปัทชัตดาวน์ไประยะหนึ่ง พอมนุษย์เราอยู่ในสิ่งแวดล้อม หรือสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัย ระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic Nervous System) ของเราจะเข้าสู่การตอบสนองต่อสถานการณ์ในแบบ Fight (การต่อสู้) , Flight (การหนี หรือ การออกมาจากสถานการณ์นั้น) หรือ Freeze (ภาวะแช่แข็ง เพื่อเตรียมพร้อมที่จะรับมือ) ในช่วงสภาวะเหล่านี้ร่างกายของเราจะมีการตอบสนองแตกต่างกันไป เช่น หัวใจเต้นแรง หายใจสั้น กลั้นหายใจ หรืออุณหภูมิร่างกายที่เปลี่ยนไป เป็นต้น”
ตั้งแต่เด็ก ปัทมีมุมมองต่อตนเองว่าเป็นคนที่ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง ขี้อาย ไม่กล้าแสดงออก ลึกๆ รู้สึกว่าเราไม่ดีพอและไม่แน่ใจว่าเราเหมาะกับเพื่อนกลุ่มไหน พื้นที่ของเราอยู่ตรงไหนกันแน่
‘ความรู้สึกไม่ดีพอ’ เป็นมุมมองในวัยเด็กที่ปัทมีต่อตนเอง แต่ก็เป็นแรงผลักดันให้ปัทได้เติบโต ได้เรียนรู้ ได้ใช้ศิลปะเพื่อเข้าใจการเติบโตของตนเอง ในวันนี้ปัทได้ก้าวผ่านเรื่องราวต่างๆ และมีมุมมองต่อตนเองที่แตกต่างออกไป ปัทเชื่อว่า “การตระหนักรู้”จะพาเราไปสู่ความเข้าใจ การยอมรับ และเมตตาต่อตนเอง และผู้อื่น
และ ‘ติดกาย ฝังใจ : เวิร์กช็อปศิลปะบำบัดว่าด้วยการตีตรา’ จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้า ‘ปัท’ ปรัชญพร วรนันท์ นักศิลปะบำบัดและผู้ก่อตั้ง Studio Persona ไม่ได้กลับไปสำรวจการถูกตีตราของตัวเอง และออกแบบมันมาจากความรู้สึกและประสบการณ์ตรง ผสมกับศิลปะบำบัดที่ยืนบนหลักการจิตวิทยาอย่างเข้มงวด

ดูเผินๆ บทสนทนาในครั้งนี้จะว่าด้วยเนื้อหา เวิร์กช็อปเป็นหลัก แต่ลึกๆ แล้วคือการกลับไปค้นหาว่าประสบการณ์ที่เราต่างเคยถูกตีตรา มันฝังแน่นแค่ไหน ฝังอยู่ในร่ายกายจิตใจในแบบที่เราไม่รู้ตัว กว่าจะรู้ตัวอีกทีเราอาจกลายเป็นคนด้อยค่าและไม่รักตัวเองไปแล้วก็ได้
แต่ศิลปะจะเอาการตีตราที่ติดกาย ฝังใจ และหลับใหลอยู่ข้างในมาเนิ่นนาน ออกมาคลี่คลาย อย่างน้อยก็เพื่อบอกว่าเราไม่ได้เผชิญหรือสู้กับเรื่องนี้อยู่เพียงลำพัง
พูดถึงโจทย์ใหญ่มันคือการตีตรา แล้วมาเป็นคำว่าติดกายฝังใจ คำนี้ มาได้อย่างไร
มันเริ่มจากการทำความเข้าใจคำว่า Stigma หรือการถูกตีตราก่อน ปัทเชื่อว่าแต่ละคนมีประสบการณ์เกี่ยวกับการถูกตีตราแตกต่างกัน แต่ถ้าเราสังเกตดีๆ การถูกตีตราอาจจะอยู่ในรูปแบบความทรงจำ ความคิด ส่งผลต่อมุมมองที่เรามีต่อตัวเอง ต่อสังคม ต่อผู้อื่น หรือแม้กระทั่งการที่ร่างกายจดจำการถูกตีตรานี้ ทำให้บางทีร่างกายตอบสนองเวลาที่เราอยู่ในสิ่งแวดล้อมหรือสถานการณ์บางอย่างที่อาจจะทริกเกอร์หรือไปกระตุ้นความรู้สึกที่อาจจะทำให้เรารู้สึกไม่ปลอดภัยหรือมีผลต่อตัวเองในเชิงลบ
ไม่ปลอดภัยในที่นี้อาจเป็นสิ่งที่เราอาจจะยังไม่ได้มีโอกาสได้ทำความเข้าใจมันเส้นเรื่องนี้ว่าจริงๆ การตีตรามันส่งผลต่อเราในปัจจุบันมากแค่ไหนแต่เราต้องประคองตัวเองให้อยู่รอด
ในเวิร์กช็อปเรารับผู้เข้าร่วมที่มีประสบการณ์การถูกตีตราหลากหลาย จะทำอย่างไรให้ทุกคนมีพื้นที่ในการสื่อสารหรือพูดถึงประสบการณ์ของตัวเองได้อย่างปลอดภัย ขณะเดียวกันก็อยากให้เป็นพื้นที่ที่ทุกคนได้มีโอกาสสร้างความเข้าใจและซัพพอร์ตกัน เชื่อมโยงกัน รู้สึกถึงกัน Empower กันว่าเราไม่ได้เผชิญหรือผ่านประสบการณ์การถูกตีตราอย่างโดดเดี่ยวนะ แต่ละคนอาจมีวิธีการในการรับมือโดยไม่มีแบ็กกราวนด์ทางจิตวิทยา ทุกคนมี Survival Tool ของตัวเอง เช่น บางคนปรึกษาผู้อื่น บางคนออกกำลังกาย พยายามจะปรับความคิด ปรับมุมมอง
แล้วพื้นที่นี้ควรมีบรรยากาศเป็นยังไง เพราะมันเหมือนการกลับไปคุยกับสิ่งที่ฝังใจ โดยเฉพาะบางคนมันซ่อนอยู่ในร่างกายที่เราไม่เคยค้นหามันมาก่อน
ปัทคิดว่ามีองค์ประกอบ 2-3 อย่าง อย่างแรกเลยคือเป็นพื้นที่ที่ต้องปลอดภัย มีผู้ดูแลภาพรวมของกระบวนการซัพพอร์ต โดยต้องเป็นผู้ที่มีประสบการณ์หรือได้อบรมเรื่องจิตวิทยา อย่างเวิร์กช็อปนี้เป็นการทำศิลปะบำบัด ตัวปัทอาจจะเป็นคนนำ ก็มี Supporter (ทีมสนับสนุน) ที่เป็นนักศิลปะบำบัดอีก 3 คนมาช่วยกันดูแลภาพรวม ถ้ามีใครรู้สึกว่าเราลงลึกไปกับประเด็นของตัวเอง ก็ยังมีทีมที่ดูแลเขาได้
อันที่สองคือเราทำงานได้ภายใต้ข้อตกลงที่ชัดเจน เราแจ้งผู้เข้าร่วมตั้งแต่แรกเลยว่า ประเด็นที่เราจะทำงานด้วยกันผ่านศิลปะเป็นประเด็นที่อ่อนไหว เราอาจจะไปทบทวนหรือมีโอกาสได้สัมผัสถึงความอ่อนไหวบางอย่างที่เกิดขึ้น ข้อตกลงคือนี่ไม่ได้เป็นเวิร์กช็อปที่เราจะมาทำความเข้าใจ หรือเยียวยาตัวเองอย่างเดียว แต่เรามาที่นี่เพื่อสื่อสารสิ่งนี้ (การตีตรา) แล้วส่งต่อไปสู่สังคมด้วยกัน
หลังจากนั้นก็เป็นการขอ Consent ขออนุญาตในการเก็บภาพ แต่อันนี้ปัทว่าเป็นการบริหารจัดการหลายๆ ส่วนให้เขาไม่ถูกล่วงล้ำเข้าไปในสิทธิของงานศิลปะหรือสิทธิของตัวเอง
ต่อมาคือการให้ เรามี Safety Plan ให้กับผู้เข้าร่วม Safety Plan คือเทคนิคกราวด์ดิง (การใช้ฝ่าเท้าได้สัมผัสกับพื้นโลก) สมมติขณะที่เราทำ หัวใจเต้นแรง รู้สึกหวิวๆ มือเย็น ควรดูแลตรงนี้อย่างไร การทำเวิร์กช็อปที่ทำงานด้านจิตใจเป็นประเด็นอ่อนไหว ควรจะมี Safety Plan เสมอ นอกจากทีมผู้ช่วยดูแลที่เป็นนักบำบัดหรือนักจิตวิทยา เราควรมี Safety Plan ที่ทุกคนใช้ได้ โดยที่เขาก็ได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกับมันเหมือนกัน เช่น กราวด์ดิง การจัดลำดับขั้นตอนการเวิร์กช็อปที่ค่อยๆ พาผู้เข้าร่วมสำรวจ เราพูดถึงประเด็นนี้แต่เราไม่ได้พาไปดิ่งกับมันเนื่องจากกรอบเวลามีจำกัด และใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร เพราะถ้าพูดอย่างเดียวบางทีมันวนอยู่ในความคิดความทรงจำ แต่ศิลปะจะเอามันออกมาจากร่างกาย ผู้เข้าร่วมมีพื้นที่ในการถ่ายทอดประสาทสัมผัส หรือ ประเด็นของการตีตราผ่านลายเส้น สี และรูปทรง
การเอาสิ่งที่ติดกายฝังใจออกมาอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการวาดรูปตัวเอง เขียนคำเหล่านั้น แล้วบอกว่ามันทำงานกับตัวเองยังไง มันช่วยยังไงได้บ้าง
ปัทรู้สึกว่ามันเป็นการสื่อสารว่าประสบการณ์การถูกตีตราที่เขาติดกายฝังใจมา มันเป็นรูปธรรมตรงหน้า ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่ามันเป็นก้าวสำคัญที่เขาได้เผชิญหน้ากับประสบการณ์นี้ที่รู้สึกในร่างกาย และการเผชิญหน้าก็เป็นสเต็ปหนึ่งของการยอมรับ การได้มีความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ต่อประเด็นนี้ของตนเองและผู้อื่น
บางคนอาจจะรู้สึกว่าตัวเองรู้สึกอยู่ในกายเยอะ แต่เราไม่ได้เห็นมันเป็นรูปเป็นร่าง จริงๆ แล้วมันติดอยู่ในร่างกายเรา ฟอร์มมันเป็นอย่างไร การเอาออกมาจะทำให้เขาได้ตระหนักว่า อันนี้เรื่องใหญ่กว่าที่เราคิด หรือส่งผลกระทบน้อยกว่าที่เรารู้สึก และการที่เขาเห็นมัน อาจจะนำไปสู่การตัดสินใจว่าต่อจากนี้เราจะอยู่ร่วมกับสิ่งนี้อย่างไร

การมีเครื่องมือหนึ่งให้กลับมาเห็นอกเห็นใจตัวเองมันสำคัญหรือเป็นพลังของชีวิตยังไงบ้าง
ปัทรู้สึกว่าการที่เรามองเห็น อาจจะเป็นประสบการณ์ของการเจ็บปวด มันก็อาจจะมีสิ่งดีๆ ทั้งเซนส์ที่ดีและเซนส์ที่อาจจะท้าทายร่างกายที่ติดกายฝังใจเรามา เราอาจจะได้เห็นภาพรวมของตัวเองว่า ร่างกายของเราถืออะไรมาตลอดเวลาที่ผ่านมา แล้วพอได้เห็นของตัวเอง ได้เห็นคนอื่นด้วย เราอาจจะได้รู้สึกว่าเรามีจุดร่วมบางว่าจริงๆ ทุกคนก็มีประเด็นของตนเองที่ติดตัวมาเช่นกัน แม้จะต่างกัน แต่ทุกคนก็มี Pain (ความเจ็บปวด) บางอย่าง ทุกคนอาจจะมีทั้งความรู้สึกที่ดีและไม่ดี เขาพยายามจะอยู่ร่วมกับมัน ก้าวผ่านมันเหมือนกัน ไม่ต่างจากเรา
การวาดของกิจกรรมนี้ เรียกว่า Body Trace เริ่มจากการสำรวจร่างกายของเราในส่วนต่างๆ ว่ามีประสบการณ์รูปแบบใดบ้าง คำประโยคอะไรบ้างที่ร่างกายนี้นำพาติดตัวมาด้วยจากช่วงเหตุการณ์เวลาหนึ่ง มาจนปัจจุบัน แล้ววาดออกมาในไซส์ขนาดเท่าตัวเอง เหมือนเราได้เผชิญหน้ากับตัวเราเองจริงๆ มันอาจเป็นกิจกรรมที่ค่อนข้างท้าทายแต่ในขณะเดียวกัน มันเป็นก้าวสำคัญของการได้ตระหนัก พอได้เห็นจริงๆ มันก็นำไปสู่การมี Empathy เช่น เธอผ่านอะไรมาเยอะมาก เธอพยายามขนาดไหน อยู่กับตัวเอง หรืออยู่กับความรู้สึกนี้ที่ตนเองถือมาตลอด และเราก็อาจได้มีโอกาสกลับไปทำอะไรสักอย่างกับงานศิลปะ
ในเวิร์กช็อปมีการใช้การเคลื่อนไหวด้วย อันนั้นก็เป็นกิจกรรมที่ให้เขาได้เห็นอกเห็นใจร่างกายของตนเอง ผ่านการเคลื่อนไหวของตัวเองที่อยากจะมอบให้กับตัวเราเองด้วย มันเป็นรูปแบบกิจกรรมที่อยากจะสร้างเซนส์ของการเชื่อมโยงกับร่างกายตัวเอง และได้มีความเห็นอกเห็นใจต่อตัวเองมากขึ้นว่าอยากทำอะไรกับร่างกายนี้ อยากเข้าไปกอด อยากมอบอะไร แล้วการได้แชร์ ฟังกับกลุ่มเล็กๆ นั่นคือพื้นที่ที่ได้มีโอกาสได้ทั้งฟังและเป็นผู้เล่า เพื่อสร้างความสัมพันธ์บางอย่างในจุดร่วมเดียวกัน
การวาดรูปมันออกมาให้เห็น มันทำให้เราเผชิญหน้า คำถามคือแล้วยังไงต่อ อยู่กับมันแล้ว มันจำเป็นมั้ยที่ต้องคลี่คลาย หายไป หรือจริงๆ แล้วเราสามารถอยู่กับมันได้
ปัทว่าอาจไม่จำเป็นต้องคลี่คลายหรือเยียวยาในทันที แต่ความเข้มข้น ความรู้สึกของการถูกตีตราของเราแต่ละคนแตกต่างกัน ทีนี้พอเราได้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน มันก็เป็นจุดตั้งต้นที่เราจะกลับมาพิจารณาว่าจริงๆ แล้วประเด็นนี้ส่งผลต่อภาพรวมการใช้ชีวิตของเรามากน้อยขนาดไหน ภาพรวมที่เรามีต่อตัวเอง ผู้อื่น วิธีการที่เรามีความสัมพันธ์ร่วมกับผู้อื่นนั้นเป็นอย่างไร และหากใครที่รู้สึกว่าประเด็นนี้ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของชีวิตเราเยอะ อันนี้ก็เป็นจุดตั้งต้นเพื่อกลับไปว่าฉันจะไม่มองข้ามประเด็นนี้ เราจะทำยังไงเพื่อทำงานกับประเด็นการถูกตีตราของตัวเองได้บ้าง เป็นการสร้าง Awareness (ความตระหนัก) อย่างหนึ่ง ผ่านการสื่อสารด้วยศิลปะ
ซึ่งหลายครั้งที่เราสำรวจหรือลงไปดูว่ามีอะไรที่ Stigma เราบ้าง ส่วนใหญ่มาจากในวัยเด็ก เป็นความทรงจำที่ฝังแน่นในวัยเด็ก คุณปัทเอง คิดว่ามันมีอิทธิพลในการสร้างตัวตนคนๆ หนึ่งขึ้นมาอย่างไร
วัยเด็ก เป็นช่วงวัยหนึ่งที่พัฒนาการสำคัญมาก เด็กและวัยรุ่นเป็นช่วงที่ต้องการการพึ่งพาจากใครสักคน พัฒนาการของเขากำลังสร้างตัวตน แต่ถ้าเขาอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย หรือเกิดการตัดสินบางอย่างที่เกิดภาพลักษณ์ในเชิงลบหรือการถูกตีตราเกี่ยวกับตัวเขาเอง ปัทว่ามันส่งผลหลายแง่ ทั้งความไม่ไว้วางใจ มุมมองต่อตนเอง อาจจะลดทอนคุณค่าตัวเองจากสถานการณ์ของการถูกตีตรา
ปัทขอยกตัวอย่างจากประสบการณ์ของตัวเอง ปัทเคยถูกตีตราจากครูเรื่องสีผิวตอน 7 ขวบ ปัทจะมีมุมมองต่อตนเอง รู้สึกว่าเราไม่ดีพอ เพราะเราไม่ได้มีสีผิวเหมือนเพื่อน ปัทจะรู้สึกว่าตัวเองต่างจากเพื่อน ทำให้เรารู้สึกเปรียบเทียบตัวเองตลอดเวลาว่าเราอยากจะมีสีผิวที่เหมือนเพื่อนๆ มันก็เก็บอยู่ในใจปัท ทำให้บุคลิกภาพของปัทเป็นคนขี้อาย ไม่กล้าแสดงออกและรู้สึกว่าเราไม่ดีพอตลอดเวลา มันไม่ได้ส่งผลแค่หนึ่งมิติ แต่หลายๆ มิติ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อน ความไม่มั่นใจ การเปรียบเทียบตัวเองจนอาจลดทอนคุณค่าของตนเอง สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ชั้นประถม มัธยม จนกระทั่งเข้ามหาลัย แต่การได้เข้ามหาลัยก็เป็นช่วงเวลาที่ปัทเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ช่วงเริ่มต้น มุมมอง ความคิด ความรู้สึกที่มีต่อตนเองก็เริ่มเปลี่ยนไปจากการที่ได้เข้าสู่สังคมใหม่ๆ
ณ ตอนนี้ในวัยผู้ใหญ่ที่ปัททำความเข้าใจ ทำงานกับเรื่องนี้มาพอสมควรแล้ว เราเห็นว่าประเด็นนี้ในวัยเด็กมันสำคัญมาก เพราะเด็กๆ ก็ต้องการสิ่งแวดล้อมที่ให้คุณค่ากับการที่เขาได้พัฒนาอัตลักษณ์ ความเป็นตัวตนของเขา ที่มันปลอดภัย เพื่อให้เขาเป็นคนๆ หนึ่งที่เข้าใจศักยภาพของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์

ถามต่อว่าแล้วกลับไปทำงานกับเรื่องนี้อย่างไร ก็ในทั้งสิ่งแวดล้อมหลักของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน ครอบครัว ปัทอยากสนับสนุนให้เราสร้างสิ่งแวดล้อมเชิงบวก เช่น มีพื้นที่ให้เด็กได้สื่อสาร ได้เล่าเรื่องราวของเขาอย่างปลอดภัย สร้างความสัมพันธ์กับเด็กให้เขารู้ว่ามีผู้ที่พร้อมจะรับฟังเขาเสมอ เปลี่ยนการทำโทษ (Punishment) เป็นการสร้างข้อตกลง (Agreement) เพื่อเสริมทักษะการอยู่ร่วมกันของเด็ก ไม่ใช่แต่จะไปควบคุม แทรกแซงทั้งพฤติกรรมและความคิดเพียงอย่างเดียว และการทำโทษอาจเป็นวิธีที่พาไปสู่การตีตราโดยไม่ได้ตั้งใจ
อย่างการถูกตีตราของปัท คือการทำโทษด้วยวาจาล้วนๆ เรียกไปหน้าห้องแล้วบอกว่าดำเหมือนอีกาเพียง เพราะเราแค่หันไปเตือนเพื่อนข้างหลังที่คุยกันแล้วเขานึกว่าเราหันไปคุย จริงๆ ครูคนนั้นควรเปิดโอกาสให้ปัทได้ชี้แจง ให้ปัทได้อธิบายว่าสิ่งที่ปัททำมันเกิดจากอะไร หากเรามีหลักการและเหตุผล หรือว่าสร้างสิ่งแวดล้อมเชิงบวก ให้เด็กรู้สึกว่าเขามีคุณค่า แล้วความแตกต่างของเด็กแต่ละคน เป็นที่ยอมรับและเป็นสิ่งที่เข้าใจได้สำหรับผู้ใหญ่ เด็กๆจะสามารถเติบโตตามจังหวะชีวิต ตามพัฒนาการของเขาได้อย่างปลอดภัย และมีศักยภาพ
ถ้าสิ่งที่มันเกิดขึ้นตอนนั้น เช่น การโดนตีตรา หรือการโดนว่าต่างๆ นานา อยากถามว่าระหว่างการแก้ไขมัน ณ ตอนนั้น กับการมาแก้ไขตอนโตแล้ว มันให้ผลต่างกันยังไง
เรื่องราวตอนนั้น ปัทยังไม่รู้ว่านั่นคือ Abuse มาก ไม่รู้ว่าไม่ถูกต้อง ปัทมาทำความเข้าใจ เรียนรู้กับมันตอนเรียนจิตวิทยา ปี2-ปี3 ถึงเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่ครูไม่ควรพูดกับเด็กเลย มันเกิดการตีตราจริงๆ แล้วอยู่ในร่างกาย อยู่ในความทรงจำจริงๆ บางคนรับมาเยอะ มันไปทริกเกอร์ในร่างกาย รู้สึกสั่นไหวตลอดเวลา บางคนมีภาพจำบางอย่าง เบาบาง จำไม่ได้ หรือจำได้แบบปะติดปะต่อกัน นั่นคือวิธีการของสมองในการเก็บประสบการณ์ในช่วงต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเรา การมี Awareness มันเลยสำคัญ ในวัยเด็กที่ยังต้องการผู้ดูแลหรือพื้นที่ในการพัฒนาทักษะเหล่านี้เพื่อนำไปสู่การสังเกตตัวเอง
และอยากอธิบายว่า ความรู้สึกและอารมณ์ของเรานั้นมีความสัมพันธ์กับระบบสมอง Defense Mechanisms หรือ กลไกการป้องกันตัว จะเกิดขึ้นเมื่อเรามีความเครียด กังวล หรืออยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัย เป็นอันตราย เป็นระบบกลไลของระบบประสาทอัตโนมัติ จำได้ว่าตอนเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ปัทไม่ได้เล่าให้ใครฟังเลย ตอนเด็กปัทสามารถจำเหตุการณ์ได้อย่างละเอียด แต่เสียงของตัวเราหายไป เราพูดไม่ออก เราตกใจ เรากลัว เรารู้สึกไม่แน่ใจว่าหากปัทเล่าออกไปแล้วจะเป็นอย่างไรต่อ แต่พอโตขึ้นเป็นช่วงวัยที่เริ่มเข้าใจความแตกต่าง สนใจความเป็นปัจเจก มีสังคมมหาลัย เพื่อนที่ซัพพอร์ตและเคารพความแตกต่าง มุมมองของปัทเกี่ยวกับตัวเองก็เปลี่ยนไป
ปัทจำได้ว่าตอนนั้นปัทยืนอยู่หน้าห้อง สู้ครูไม่ได้แน่นอน เราไม่มีสิทธิตรงนั้นเลย หนีก็ไม่ได้อีก อาจจะโดนทำโทษมากกว่าเดิมถ้าเราหนีออกไปจากห้อง ปัทเลยได้แต่ยืนเฉยๆ แช่แข็งตัวเองในประสบการณ์นั้น เป็นการตอบสนองตามธรรมชาติของมนุษย์มากๆ ว่าสุดท้ายแล้วแอ็กชันที่เรามีต่อสถานการณ์นั้นในทันทีคืออะไร แล้วมาประกอบกับเรื่องของทักษะการ Aware หรือตระหนักรู้ประเด็นนี้ว่าจริงๆ แล้ว มันแย่มาก ไม่ถูกต้อง แต่ของกรณีปัท คือปัทชัตดาวน์ด้วย แช่แข็งตัวเองไปเลย อาจจะยังไม่ได้อยู่ในช่วงวัยที่เรารู้ว่าสามารถเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองได้ทั้งหมด

สิ่งที่ช่วยได้คือหากเด็กๆ รู้ว่าจริงๆ ครูอาจจะไม่จำเป็นต้องมีอำนาจทุกอย่างเหนือเรา หรือ เขารู้ว่ามีพื้นที่เพื่อให้เขาสื่อสาร ทำความเข้าใจความกังวล ความเครียดจากสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในการใช้ชีวิตประจำวัน เขารู้ว่าเขาสามารถปรึกษากับที่บ้านได้ (หรือใครสักคนที่เขาสามารถพึ่งพาได้) ให้เด็กคุ้นเคยกับการสื่อสารความรู้สึก รวมถึงมีพื้นที่ปลอดภัยให้เด็ก ฝึกให้เด็กมีโอกาสสะท้อนเล็กๆ น้อยๆ เพื่อทำความเข้าใจอารมณ์ การสะท้อน อาจจะเป็นคำๆ หรือได้บางประโยคตามช่วงวัยก็ช่วยได้
เวิร์กช็อปนี้คือการกลับไปคุยกับมันในวันที่เราโตแล้ว มันมีประโยชน์หรือช่วยเรายังไงบ้าง
มันเป็นโอกาสในการทบทวน ทบทวนการเติบโตของเรา ทบทวนสิ่งแวดล้อมของเรา ทบทวนวิธีการรับมือของเรา ในช่วงวัยต่างๆ ของประสบการณ์ชีวิต ปัทว่าตัวเราในปัจจุบันที่อาจมีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย อาจตั้งคำถามต่อว่า ปัจจุบัน เราต้องการสิ่งแวดล้อมแบบไหนเพื่อให้เราเติบโตได้อย่างปลอดภัยต่อไป หรือเราจะส่งต่อสิ่งแวดล้อมแบบไหนให้ผู้อื่น
เชื่อว่าทุกคนที่มาเข้าร่วมเวิร์กช็อปอาจจะพูดถึงการรับมือส่วนตัว เราอาจจะมีวิธีการของตัวเองที่มันไม่มีรูปแบบที่สมบูรณ์แบบแต่เราก็พาตนเองมาเป็นตัวเราในวันนี้
การที่เราได้พูดประสบการณ์ของสิ่งที่ผ่านมา มันอาจจะเป็นกระบวนการเยียวยาในตัวเองแล้วก็ได้ เราอาจไม่จำเป็นต้องไปทำงานกับเรื่องนี้ต่อ เราไม่ได้ลืม หรือพยายามจะลืม แต่เราให้คุณค่ากับเรื่องราวนี้ เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนชีวิตตัวเองเพราะหากเรารู้สึกว่าตัวเราผ่านมาแล้วอย่างแท้จริง เรารู้สึกเข้าใจ ยอมรับ แล้วก็ไปต่อในวิถีชีวิตที่เราดำรงมาแล้วเราก็ดำรงต่อไป

ถ้าเราพูดภาพกว้าง ความที่เรารู้ว่าการตีตรามันส่งผลยังไง ความเข้าใจก้อนนี้มันจะคลี่คลายหรือนำไปสู่อะไรได้บ้าง
พอเราพูดถึงมัน ประสบการณ์นี้ก็ส่งกลับไปที่ตัวของเราด้วยเวิร์กช็อปชื่อ ติดกาย ฝังใจ ร่างกายนี้พามาสื่อสาร ประสบการณ์บางอย่างก็มีการสื่อกลับไป สิ่งที่อาจจะเกิดเป็นไปได้ตั้งแต่เกิดการตระหนักรู้ในระดับบุคคล เกิดการตระหนักรู้ในกลุ่มผู้เข้าร่วม แล้วก็ส่งต่อการตระหนักรู้เรื่องนี้ไปสู่สังคม ในระบบครอบครัว ระบบพื้นที่ สิ่งแวดล้อมต่างๆ
อยากให้ทุกคนได้เห็นว่า ศิลปะมันไม่ใช่แค่วาดรูปสวยๆ ในกระดาษ แต่เป็นอีกเครื่องมือที่เขาใช้ได้ด้วย ปัทว่าเซนส์ของ Community (ชุมชน) ที่ทุกคนมาด้วยความสนใจในประเด็นเดียวกันด้วยเรื่องราวประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกัน มันทำให้เรายอมรับความแตกต่างนี้ผ่านการแชร์ ผ่านการได้เป็นพยานของงานศิลปะของตนเอง และงานศิลปะของผู้อื่น แล้วส่งต่อไปยังผู้อื่นที่ไกลออกไป เหมือนหยดน้ำหนึ่งหยดแล้วเรามีคลื่นที่กระจายต่อไป
ปัทหวังว่ามันจะสร้างแรงกระเพื่อมให้ผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นเชิงบุคคล ครอบครัว และสังคม ให้ใส่ใจในประเด็นของการตีตรา เราไม่สามารถลบหรือแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว แต่ถ้าเราเข้าใจและหาวิธีอยู่ร่วมกับประสบการณ์นี้ได้อย่างสันติและมีเมตตาต่อตนเอง สิ่งนี้จะกลายเป็นพลังให้เราได้ขับเคลื่อนตนเองอย่างมีศักยภาพต่อไป
