“มันเหมือนมีก้อนเมฆในหัว” ป้าสมจิตร สังข์ทอง วัย 69 ปี เล่าอาการหลายปีก่อนให้ฟัง “มันหนัก เหมือนมีก้อนในหัว มันเป็นไรไม่รู้” ตอนนั้นป้าบอกว่าเป็นโรคซึมเศร้า เหงา แต่ก็ไม่อยากคุยกับใคร อยากอยู่คนเดียว
แต่เอาเข้าจริงๆ ป้าสมจิตรก็อยู่คนเดียวไม่ได้เพราะต้องคอยดูแลลุงอำนวย สังข์ทอง สามีที่ป้าเรียกว่า ‘ผัว’ อายุ 62 ปีที่ป่วยรุมเร้าหลายโรคจนเดินไม่ได้ ช่วงนั้นป้าเลยมีอาการแปลกๆ แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“อยู่ดีๆ เขาก็ร้องโวยวาย บางทีก็ร้องไห้ พูดอยู่คนเดียว” ลุงอำนวย เล่าให้ฟังบ้าง
เดิมทีป้าสมจิตรเป็นคนนครสวรรค์ แต่แต่งงานกับคนพิจิตรอย่างลุงอำนวย เลยย้ายมาอยู่ที่ตำบลทุ่งใหญ่ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร
สามสิบกว่าปีผ่านไป ที่นี่ไม่ต่างจากพื้นที่ชนบทอื่นๆ ที่หลายหลังคามีแต่ประชากรรุ่นสูงวัย บางครัวก็แหว่งกลางเพราะลูกไปทำงานแต่เอาหลานมาฝากให้ปู่ย่าตายายเลี้ยง

ป้าสมจิตร สังข์ทอง
กรณีของป้าสมจิตรและลุงอำนวยคืออย่างแรก ลูกๆ ไปทำงานต่างถิ่น อยู่กันสองตายาย ที่คนหลังมีแนวโน้มหมดอาลัยตายอยากลงเรื่อยๆ เพราะโรคซึมเศร้า
แต่เรื่องกลับหักมุม สุดท้ายเรื่องเศร้าก็ไม่ได้เกิดขึ้น เพราะมี ‘อำนวย’ อีกคนมาช่วยไว้
ไม่ใช่อำนวยผู้เป็นสามี แต่เป็นผู้หญิงที่ชื่ออำนวย อยู่ห่างออกไปไม่กี่หลังคา
อำนวย ศรีสะอาด เพื่อนบ้านรุ่นพี่อายุวัย 75 ที่ชวนป้าสมจิตรกลับมาใส่ชุดนักเรียนอีกครั้ง หลังจากไม่ได้ใส่มานานกว่า 60 ปี ตั้งแต่เรียนจบชั้น ป.4
“โอ้โฮ แต่งได้ยังไง ไม่อายกันเหรอ แต่งไปก็เหมือนลูกเลยเนอะ” ความรู้สึกแรกๆ เมื่อเห็นเพื่อนแต่ง “เขาแต่งชุดนักเรียนมาทั้งผัวทั้งเมียเลย ตอนนี้ผัวเขาเสียแล้ว ไหนๆ เขาชวน เราก็เลยไป” เพื่อนที่ว่าคือป้าอำนวย

ป้าอำนวย
ทุกเช้าวันศุกร์ทั้งคู่จะนั่งท้ายกระบะไปพร้อมกับเพื่อนๆ ปลายทางคือ โรงเรียนผู้สูงอายุบ้านทุ่งใหญ่ อ.โพธิ์ประทับช้าง โดยมี ‘หมอเพลิน’ นิภา เรเรือง เป็นตัวตั้งตัวตีมากว่าสิบปี และเป็นคนออกไอเดียให้นักเรียนวัยเกษียณกลับมาใส่ยูนิฟอร์ม
“มันเป็นความน่ารักเนอะ จุดเริ่มมาจากงานมอบปริญญาบัตรให้นักเรียนรุ่นแรก ประมาณ 80 คน เราเชิญอดีตผู้ว่าฯ มามอบ นักเรียนก็เลยขอชุดนักเรียน ท่านกับภรรยาก็มามอบให้ด้วยตัวเอง ก็เป็นจุดเริ่มต้น จากนั้นก็ใส่ชุดนี้กันมาตลอด”
โดยหน้าที่ หมอเพลินมีตำแหน่งเป็นนักทรัพยากรสาธารณสุขชำนาญการ และผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทุ่งใหญ่ หมอเพลินจะทำโรงเรียนผู้สูงอายุในทุกพื้นที่ที่ไปทำงาน และ 10 ปีที่แล้วย้ายมาประจำที่นี่ โรงเรียนผู้สูงอายุตำบลทุ่งใหญ่เลยเกิดขึ้น จนตอนนี้มีผู้วายชนม์และคนที่ยังอยู่จบการศึกษาจากโรงเรียนไปแล้วหลายร้อยคน

(ซ้าย) หมอเพลิน – นิภา เรเรือง
เดิมทีโรงเรียนผู้สูงอายุทำโครงการ Long Term Care สำหรับดูแลผู้สูงอายุที่ติดสังคม, ติดบ้าน, ติดเตียงอยู่แล้ว เพราะชุมชนบ้านทุ่งใหญ่เข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดไปล่วงหน้านานแล้วคือ มีสัดสูงอยู่ที่ 21% หรือเกือบ 900 คน ขณะเดียวกันจำนวนเด็กเกิดก็น้อยลงเรื่อยๆ ปีล่าสุดหมอเพลินบอกว่ามีเคสฝากท้องไม่ถึง 20 คน
จนการเข้ามาของโครงการ ยัง (Young) อยู่ดี ของหน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ที่มาพร้อมโจทย์สำคัญคือการรับมือกับความเปราะบางของผู้สูงอายุ กับแนวความคิดที่ยืนยันด้วยงานวิจัยว่า ความเปราะบางสามารถเปลี่ยนแปลงและย้อนกลับได้
ภาคปฏิบัติสำคัญคือมาตรการป้องกันและลดความเปราะบางที่ทำตามง่ายๆ แต่เห็นผลลัพธ์จริงและมีทฤษฎีรองรับ เรียกว่า กิจกรรม ‘4 ดี’ คือ กินดี จำดี กำลังดี และดูแลดี
ทั้งหมดนี้จะไม่ใช่เอางานวิจัยยัดใส่มือแต่จะชวนชุมชนทำ 4 ภารกิจร่วมกัน คือ ประเมินร่วมกัน ตัดสินใจร่วมกัน ออกแบบร่วมกัน และดำเนินการร่วมกัน โดยนำร่องที่จังหวัดพิจิตร 3 พื้นที่คือ ตำบลในเมือง ตำบลทุ่งใหญ่ ตำบลวัดขวาง

- 4 ดีแบบป้าสมจิตร
ทั้ง 4 ดีถูกเอามาออกแบบเป็นกิจกรรมให้ป้าสมจิตรและเพื่อนๆ ได้ฝึกตลอด 12 สัปดาห์ และแจกการบ้านให้เอากลับไปทำกันเพราะโรงเรียนเฉพาะวันศุกร์แห่งนี้เน้นปฏิบัติมากกว่าทฤษฎี
เริ่มตั้งแต่ ‘กำลังดี’ ตั้งแต่เช้าตรู่
“ตอนเช้าตื่นขึ้นมา ก่อนจะตั้งหม้อข้าว แม่ก็จะทำท่าผีจีน แรกๆ ทำได้ 10 ครั้งตอนนี้ได้ 20 ครั้งแล้ว”
ท่าผีจีนของป้าสมจิตรคือ ‘แลบลิ้น’ แรกๆ ลุงอำนวยก็ขำ ถามเมียว่า “จิต เป็นอะไร” จนตอนหลังลองทำตามบ้างจนรู้ว่าเป็นการ บริหารกล้ามเนื้อช่องปาก ลดอาการนอนกรน ช่วยให้การกลืนและการเคี้ยวดีขึ้น
จากนั้นป้าจะแปรงฟัน ล้างหน้า มาตั้งหม้อข้าว เสียบหม้อข้าว ระหว่างนั้นก็ปลุกลุงอำนวยเพื่อตื่นให้ทันใส่บาตร แต่ก่อนใส่บาตรก็ต้องออกกำลังกายก่อน แรกๆ คนโรครุมทั้งเก๊า เบาหวาน ฯลฯ อย่างลุงก็ลุกไม่ถนัด เริ่มจากนั่งทำ จากนั้นพอเริ่มไหวก็ค่อยๆ พยุงเอามือจับโต๊ะบ้าง พิงกำแพงบ้าง ยกแข้ง ยกขา ท่าผีจีนอย่างป้า ลุงก็ทำด้วย

(ซ้าย) ลุงอำนวย สังข์ทอง
“เดี๋ยวนี้เขาเก่งมาก ทำได้แล้ว ก็ไปบอกเพื่อนบ้านที่เป็นคนแก่ด้วยกันว่า ไปโรงเรียนเถอะ ดีจังเลย เพื่อนก็ถามว่า มึงไปฉีดยาที่ไหนมาวะ ถึงไม่เดินง่องแง่ง ก็บอกว่าไปหาหมอเพลิน ไปออกกำลังกาย” ป้าชมลุงต่อหน้าเลย
ป้าสมจิตรและเพื่อนๆ เรียกทุกคนที่เอากิจกรรมนี้มาให้ฝึกถึงที่ว่า ‘ทีมหมอศิริราช’ โดยมีหมอเพลินศึกษาอย่างละเอียดแล้วเอามาปรับให้เข้ากับชุมชน กิจกรรมกำลังดีที่ของโรงเรียนผู้สูงอายุตำบลทุ่งใหญ่ จึงเริ่มจากการให้ความรู้สั้นๆ จากนั้นเน้นการออกกำลังกายที่เหมาะกับวัย แล้วกระตุ้นให้นักเรียนเอากลับไปออกกำลังกายที่บ้านเหมือนที่ป้าสมจิตรและลุงอำนวยทำ
ดีที่สองคือ ‘กินดี’ ที่เหมาะกับคนวัยเกษียณ คือ หลากหลายให้ครบหมู่และเน้นโปรตีนเคี้ยวง่าย อย่าง ไข่ ปลา ถั่ว เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ
เมนูที่ป้าสมจิตรชอบทำและกินคือ น้ำพริก ผักต้ม ที่เก็บเอาจากสวนรอบบ้านทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นหน่อไม้ มะเขือยาว พริก ยี่หร่า กระเจี๊ยบ
“ปลาก็ซื้อเขาบางครั้ง แต่บางครั้งแม่ก็ลงไปในท้องนาเอง งมหอยบ้าง ได้ปลาแม่ก็เอามา แล้วเพื่อนบ้านที่มาด้วยกัน เขาได้ปลาเขาก็ให้ ก็มีความสุขดี (ยิ้ม)”

มื้อกลางวันของทุกวันศุกร์ก็จะกลายเป็นปาร์ตี้ย่อมๆ ด้วยกิจกรรม Health Buddy แลกเปลี่ยนอาหาร หิ้วกันมาคนละปิ่นโต แต่ละคนปรุงเมนูจากที่หมอเพลินและทีมให้ความรู้สั้นๆ ว่า ‘กินดี’ เป็นยังไง
นอกจากเมนูที่ต้องเพิ่มโปรตีน ผัก ผลไม้ ลดหวานมันเค็มแล้ว ทุกคนยังได้ฝึกบริหารกล้ามเนื้อใบหน้า กล้ามเนื้อลิ้น อย่างท่าผีจีนที่ป้าสมจิตรทำทุกเช้า
พอได้ออกกำลังกาย ป้าจิตรก็มีแรงจับจอบเสียมเดินไกลๆ ไปขุดหน่อไม้มาจิ้มน้ำพริกเมนูโปรด ได้ลงนาจับปลางมหอยเอง ล่าสุดป้าจิตรบอกว่าเดี๋ยวนี้เดินหายไปหัก(เก็บ)ข้าวโพดได้เป็นวันๆ
“เมื่อก่อนแม่ทำไม่ได้นะ ไม่มีแรง แล้วมันก็ท้อถอย ไม่มีความสุข แฟนก็มาเป็นอย่างนี้ มันหดหู่ใจมาก แต่พอแม่ดีขึ้น ก็บอกพี่นุ้ย(ลุงอำนวย) พี่นุ้ยต้องเข้มแข็งนะ เขย่งให้หน่อย ทำอย่างนี้ ทำแบบผีจีน แม่ก็ทำเป็นผีจีนให้เขาดู จากที่งอแงๆ ตอนนี้เขาแข็งแรง คว้ามือเราแล้วบอกว่า ดีใจเนอะจิต จิตใจก็ดี ดีใจด้วย” ประโยคนี้แอบเห็นป้าสมจิตรมีน้ำตาคลอเล็กน้อย

มาถึง ‘จำดี’ ที่เน้นให้ สว. ฝึกคิดวิเคราะห์ มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น แทรกด้วยกิจกรรมเสริมทักษะต่างๆ เกมที่ฝึกการกระตุ้นสมองอย่างสม่ำเสมอ ป้องกันสมองเสื่อมไปในตัว
ไม่ว่าจะเป็นการต่อจิ๊กซอว์ ทายสุภาษิตคำพังเพยจากภาพ เรียง 12 เดือน ยกนิ้วตามโน้ตดนตรี และที่ชอบกันมากเป็นพิเศษคือการได้เอาเกมสมัยเด็กๆ กลับมาเล่นอย่าง กรรไกร ไข่ ผ้าไหม ทวนความจำไปในตัวว่ายังขยับนิ้วตามคำ ตามจังหวะได้หรือเปล่า
แถมด้วยกิจกรรมแก้ง่วงหลังมื้อกลางวันด้วยการชวนนักเรียนลุกขึ้นมาเต้น รำ ร้อง ในเพลงที่ตัวเองชอบ ได้ขยับตัว นึกเนื้อแล้วร้องตาม งานนี้พ่อเพลงแม่เพลงมาหมด สุรพล พุ่มพวง ไปจนถึงมาลีฮวนน่า
สุดท้าย ‘ดูแลดี’ ที่เน้นให้เพื่อนช่วยดูแลสุขภาพกันแล้วผ่าน ‘คู่หูบัดดี้’ ที่หัวใจหลักคือการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้สูงอายุโดยให้จับคู่กัน คอยสังเกตการณ์ ถามสารทุกข์สุกดิบเกี่ยวกับสุขภาพกัน
“จริงๆ เราไม่ได้จำกัดอยู่แค่คู่หู จริงๆ เราอยากจะขยายให้เป็นการดูแลในเชิงชุมชน คือทุกคนสามารถสังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทั้งเพื่อนบ้านของเรา ญาติของเรา มันเป็นจุดเริ่มสร้างการตระหนักรู้ด้านภาวะสุขภาพในชุมชน” คำอธิบายจาก ธนัญพร พรมจันทร์ หน่วยขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล

เป้าหมายคือการสร้างเครือข่ายการดูแล ติดตาม เฝ้าระวังสุขภาพ สำคัญที่สุดคือให้ทุกคนกลับมาดูแลตัวเอง
“มีสมุดบันทึก อาจจะยากนิดหนึ่ง จนต้องให้ลูกหลานช่วยแต่เขาก็เอาไปทำกัน เช่น ทุกคนเดินวันละ 15 นาที หลังอาหารเช้ากลางวันเย็น แล้วก็มีการอาบแดดทุกวันละ 15 นาทีนะ ที่เห็นคือ นักเรียนแข็งแรงขึ้น ขาแข็งแรงขึ้น บางคนขาบอกว่าเขาวางไม้เท้าได้แล้ว” หมอเพลินเล่าให้ฟังอีกว่า ชื่อของศิริราช ทำให้นักเรียนทุกคนตื่นเต้น เชื่อถือ และทำตามอย่างเต็มใจ
ยืนยันอีกเสียงคือป้าสมจิตร ที่แต่ก่อนเคยต้องจับราวขึ้นบันไดโรงเรียน เวลาขึ้นชั้นสองของบ้านก็ต้องนั่งถัดไปทีละขั้น แต่ตอนนี้เหรอ….
“ทำได้ทุกอย่าง แข็งแรงมาก แม่ดีใจมาก ตอนที่แม่ขึ้นบันไดได้ แม่ไม่ต้องเกาะ บ้านแม่เป็นบ้าน 2 ชั้นธรรมดา เมื่อก่อนแม่ต้องโหนราวขึ้น เราก็กลัวตก แต่ตอนนี้ขึ้นป๊อบๆๆ” ป๊อบของป้า(ที่แทนตัวเองว่าแม่)น่าจะแปลว่าคล่อง
ไฮไลต์สุดน่าจะเป็น การประหยัดค่ายา ป้าสมจิตรบอกว่า ไม่ต้องไปโรงพยาบาลเดือนละ 3-4 ครั้งเหมือนสมัยก่อนแล้ว ประหยัดค่าน้ำมันไปได้เดือนละพันกว่าบาทเลย
“ร่างกายจากกระปลั้วกระเปลี้ย ตอนนี้ไม่ต้องจูงกัน ภูมิใจมาก ปีกว่าแล้วที่ไม่ต้องไป ไม่ต้องเป็นภาระลูก พ่อมันก็ได้เดินตักบาตรทุกเช้า(ยิ้ม)”

ตรงกับผลประเมินเบื้องต้นหลังเสร็จโครงการ 12 สัปดาห์ของทั้ง 3 พื้นที่นำร่องที่พิจิตร สัดส่วนผู้สูงอายุที่แข็งแรงเพิ่มขึ้น 20.2% การทรงตัวและเคลื่อนไหวดีขี้น 45.6% ผู้สูงอายุประเมินว่าสุขภาพตัวเองดีขึ้น 5.3% รวมถึงศักยภาพสมองดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
สอดคล้องกับข้อมูลของ รศ.พญ.วราลักษณ์ ศรีนนท์ประเสริฐ หัวหน้าหน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และหัวหน้าโครงการ ‘ยัง (Young) อยู่ ดี’ ที่บอกว่า ถึงแม้จะเป็นมาตรการที่ไม่ได้เข้มข้นมากแต่เป็นไปตามจุดประสงค์ของโครงการ คือ ลดความเปราะบางรอบด้าน ทั้งมิติทางกาย มิติทางใจ และทางด้านของความคิด และมิติทางสังคม
“เลยเป็นเหตุผลที่มาของโครงการว่าเราอยากเห็นผู้สูงอายุดูแลตัวเองได้ ป้องกันตัวเองได้ ซึ่งต้องอาศัยการมีส่วนร่วมกันของสังคมในการทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ด้วย”
ในฐานะหัวหน้าโครงการและเป็นแพทยท์ด้านปัจฉิมวัย คุณหมอวราลักษณ์บอกว่า เห็นอย่างนี้ก็ชื่นใจ
“เราใจฟูว่าเราสามารถทำให้เขาดีขึ้นด้วยวิธีการที่ไม่ได้ยุ่งยากมากเกินไป แล้วมันเป็นความเข้มแข็งจากภายใน”

รศ.พญ.วราลักษณ์ ศรีนนท์ประเสริฐ
เข้มแข็งแค่ไหนไม่รู้ แต่ป้าสมจิตรบอกว่าตอนนี้ก้อนเมฆในหัวมันหายไปแล้ว และถ้าเป็นไปได้ ยังอยากใส่ยูนิฟอร์มไปโรงเรียนทุกวันศุกร์
“ตอนนี้แม่ก็อยากมีอายุยืนเหมือนแม่ของแม่ แม่ของแม่มีอายุถึง 81 ปี แม่คิดว่าแม่ต้องทำได้ แม่จะต้องไปได้ เพราะแม่แข็งแรง แล้วแม่ไม่ท้อถอย” ป้าสมจิตรสัญญากับตัวเองอย่างนั้น
ชีวิตในวัย 69 ของป้าสมจิตร อาจเป็นภาพฝันของคนวัยเดียวกัน รวมถึงคนที่กำลังจะเตรียมตัวสูงวัย ที่เริ่มต้นได้ตั้งแต่การปรับความคิด เปลี่ยนทัศนคติว่าความแก่และเปราะบางไม่จำเป็นต้องมาคู่กัน สามตำบลต้นแบบที่พิจิตรยืนยันแล้วว่าเปราะบางได้ ก็ย้อนกลับไปแข็งแรงได้ และป้องกันได้อีกต่างหาก ระบบสุขภาพเองก็เช่นกัน เริ่มจากชุมชนที่ ‘เอาด้วย’และเห็นว่าการเตรียมตัวและลงมือทำสำคัญกว่าการรอจนคน ‘ป่วย-เปราะบาง-พึ่งพิง’

คำอวยพรว่า “ขอให้อายุยืนยาว” ที่เริ่มแผ่วลงและหายไปในหมู่คนรุ่นใหม่และวัยกลางคน ก็คงจะค่อยๆ กลับมา พร้อมกับคนรุ่นปู่ตาย่ายายที่อยากตื่นขึ้นมาใช้ชีวิตและมีความสุขเต็มที่ในทุกๆ วัน
