ถ้าพบว่าผู้สูงอายุใกล้ตัว มีอาการดังนี้
- เหนื่อยง่ายกว่าที่เคย
- เดินช้าลง หรือเคลื่อนไหวไม่คล่องตัว
- น้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ
- อ่อนแรง ยกของหรือทำงานบ้านลำบากขึ้น
- ออกกำลังกายหรือเคลื่อนไหวร่างกายน้อย
- ลืมบ่อยขึ้น หรือสมาธิลดลง
- เข้าร่วมกิจกรรมกับผู้อื่นน้อยลง หรือรู้สึกแยกตัวจากสังคม
นี่คือ 7 สัญญาณเตือนของภาวะเปราะบางจากการศึกษาและวิจัยของ โครงการ ‘ยัง (Young) อยู่ดี’ ที่ดำเนินการโดยหน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ (Siriraj Health Policy) คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
โครงการฯ นี้เกิดขึ้นจากข้อเท็จจริงว่า “เปราะบางได้ก็ชะลอฟื้นฟูได้ และถ้ายังไม่เปราะบาง จะด้วยวัยหรืออายุขัยก็ป้องกันได้”
จึงเป็นที่มาของมาตรการ ‘ยัง (Young) อยู่ ดี’ ที่ประกอบไปด้วยกิจกรรม 4 ด้านหลัก เรียกว่า 4ดี
“โครงการเราไม่ได้สนใจแค่ให้ผู้สูงอายุมีกำลังกายที่ดีขึ้น แต่สนใจเรื่องการรับรู้ เรื่องความจำ เรื่องมิติทางสังคม การดูแลร่วมกันด้วย”

คือนิยามคร่าวๆ ของกิจกรรม ‘4 ดี’ ที่บูรณาการเข้าด้วยกันเป็นมาตรการ ‘ยัง (Young) อยู่ ดี’ จาก รศ.ดร.ธีรพัฒน์ อังศุชวาล อาจารย์จากคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ปรึกษาหน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ และนักวิจัยหลักของโครงการฯ 4 ดีมาจากกิจกรรมต่างๆ ที่ดำเนินการใน 4 มิติหลักตลอดระยะเวลา 12 สัปดาห์ของโคงการฯ คือ กินดี จำดี กำลังดี และดูแลดี ที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันและฟื้นฟูความเปราะบางของผู้สูงอายุ มี 3 พื้นที่นำร่องของพิจิตร คือ ตำบลทุ่งใหญ่ ตำบลวัดขวาง และตำบลในเมือง
ทำไมต้องเป็น 4 อย่างนี้ นั่นเพราะว่า ความเปราะบางกินความตั้งแต่ร่ายกาย จิตใจ ความเป็นอยู่ ความสัมพันธ์ ไปจนถึงสถานะในบ้านและทางสังคม เวลาแก้จึงต้องแก้กันแบบยกแผง เหมือนยาแรงที่ออกฤทธิ์กับความคิด แต่ ‘สรรพคุณ’ เป็นมิตรกับทุกคน
คำแนะนำ : โปรดใช้วิจารญาณอ่านฉลากของ 4 ดีอย่างละเอียดก่อนลงมือปฏิบัติ
กินดี (ข้อความในภาพ)
“พออายุมากขึ้น ร่างกายก็จะเสื่อม เสื่อมไปถึงกล้ามเนื้อในช่องปาก ลิ้น การกลืนจะไม่ดี น้ำลายจะออกมาน้อย พอน้อยการกินก็ยิ่งลำบากมากขึ้น กินแล้วมีโอกาสสำลัก อุดตันทางเดินหายใจ” ‘หมอเพลิน’ นิภา เรเรือง นักทรัพยากรสาธารณสุขชำนาญการ ผู้อำนวยการ รพ.สต.ทุ่งใหญ่ อ.โพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร อธิบาย
พอกินลำบากก็กินได้น้อยลง โปรตีนไม่พอ กล้ามเนื้อก็ลีบ แขนขาอ่อนแรง หกล้มง่าย อาจลุกลามรุนแรงจนถึงขั้นพิการหรือนอนติดเตียง ถ้ากินเค็มหวานมันเกินไปก็นำไปสู่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อย่าง ความดัน เบาหวาน ไขมัน โรคไต
“อีกสาเหตุคือทานอาหารเดิมๆ ซ้ำๆ เพราะกินอะไรมากไม่ได้ ผู้สูงอายุเกิดการเบื่อหน่าย ที่เรียกว่ากินอะไรก็ไม่อร่อย” ดร.ณิชากร วรขจิต นักวิจัยจากหน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เสริม
ทั้งหมดนี้เรียกว่า กินไม่ดี

กินดี กินอย่างไร?
กินดีจึงไม่ใช่แค่กินอะไร แต่เริ่มจากการทำให้กินได้ก่อน กิจกรรมในชั้นเรียน 12 สัปดาห์ ประกอบด้วยการบริหารกล้ามเนื้อใบหน้าและลิ้น นวดกระตุ้นต่อมน้ำลาย ช่วยให้การเคี้ยวและกลืนทำได้ดีขึ้นและลดความเสี่ยงสำลัก ควบคู่กับความรู้โภชนาการที่ปรับให้เข้ากับวิถีชีวิตจริง เน้นโปรตีนย่อยง่าย เช่น ไข่ ปลา ถั่ว เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ควบคู่กับผัก ผลไม้ ให้ครบ 5 หมู่ ลดหวานมันเค็ม และให้คู่หูสุขภาพช่วยกันสำรวจพฤติกรรมการกินในชีวิตประจำวัน
“ถ้าเราสอนแค่ว่าต้องกินโปรตีนให้พอ ให้กินไข่ทุกวัน แต่ถ้าเขาเคี้ยวไม่ได้ กลืนลำบาก มันก็ไม่มีประโยชน์ เราเลยต้องดูแลตั้งแต่ปากเลย” สุภาวดี ไทรนิ่มนวล นักวิจัย หน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล นักวิจัยทีมกินดี อธิบาย
ผลลัพธ์
การประเมินผลของมาตรการกินดี คือ การวัดภาวะโภชนาการและมวลกล้ามเนื้อดีขึ้น ผ่าน BMI, TUG Fraity Index และ Heath Literacy ลดความเสี่ยงการพลัดตกหกล้ม และโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง
จากการประเมินผล 3 เดือนหลังร่วมกิจกรรม ทั้ง 3 ตำบลนำร่อง พบกว่า ค่าดัชนีมวลกายลดลงเล็กน้อยจาก 23.60 ลดลงมาอยู่ที่ 23.54 สัดส่วนผู้สูงอายุที่มีกล้ามเนื้อปกติ จากเดิม 43.4% เพิ่มขึ้นเป็น 73.5% เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 69.4%

ในผู้สูงอายุถือเป็นผลที่ดีมาก เพราะน้ำหนักและมวลกล้ามเนื้อมักลดลงตามวัยโดยธรรมชาติ การรักษาระดับนี้ได้หมายความว่าร่างกายได้รับสารอาหารเพียงพอและดูแลร่างกายสม่ำเสมอ
“หล้งจากเอาปิ่นโตไปกินที่โรงเรียนกับเพื่อนๆ แม่เปลี่ยนเยอะเลยค่ะ ต้องบอกก่อนว่าแม่เป็นคนแก่สมัยก่อน ชอบปลาเค็ม ปลาร้าสับ ของหมักเกลือ โซเดียมเยอะ แม่เคยเป็นไตระยะ 4 แต่พอปรับเมนูแล้ว ล่าสุดลดลงมาเหลือระยะ 3 แล้วค่ะ” ข้อมูลอัปเดทจาก นวนันท์ ปี่แก้ว ลูกสาวของแม่ – หนูเล็ก แก้วเกิด นักเรียนวัย 83 ปีของโรงเรียนผู้สูงอายุทุ่งใหญ่
กำลังดี&บ้านอยู่ดี (ข้อความในภาพ)
เมื่อพ้นวัยทำงานแล้วผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อย อยู่ติดบ้าน ติดทีวี และติดโซเชียล ทำให้ไม่ได้ออกกำลังกาย ไม่ต้องพูดถึงสัดส่วนที่องค์การอนามัยโลกแนะนำเลยว่าความถี่ควรอยู่ที่วันละ 30 นาที ผลที่เกิดขึ้นคือ กล้ามเนื้อแขน ขา สะโพกลีบเร็วกว่าปกติ พอกล้ามเนื้อไม่แข็งแรง การทรงตัวก็ไม่ดี ความเสี่ยงพลัดตกหกล้มเพิ่มขึ้น
เช่นเดียวกัน บ้านเรือนที่อยู่ ต่อให้ออกกำลังกายและดูแลร่างกายตัวเองดีอย่างไร ถ้าบ้านยังเสี่ยงอันตราย เช่น ห้องน้ำลื่น แสงสว่างไม่พอ ขาดราวจับ บันไดชัน ทางต่างระดับ ฯลฯ ก็จะกลายมาเป็นอุปสรรคอันดับต้นๆ ของการใช้ชีวิตให้ดี
กำลังดีจึงต้องไปพร้อมๆ กับบ้านอยู่ดี

กำลังดี&บ้านอยู่ดี ทำอย่างไร?
“เราจะเน้นเรื่องของการเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อผู้สูงอายุ โดยเน้นช่วงล่าง คือกล้ามเนื้อสะโพก กล้ามเนื้อขา เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้ขาและสะโพก และการทรงตัว ให้ผู้สูงอายุเคลื่อนไหวได้สะดวก คล่องตัว แข็งแรง ป้องกันการพลัดตกหกล้ม” นันทวัน ป้อมค่าย ผู้ช่วยวิจัย หน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล พูดถึงแนวคิดกำลังดี
มาตรการกำลังดีออกแบบกิจกรรมทางกายมาเพื่อผู้สูงอายุโดยเฉพาะ ไม่ใช่นำท่าออกกำลังกายทั่วไปมาปรับ แต่คิดใหม่ตั้งแต่ต้น แต่ละสัปดาห์เริ่มจากยืดเหยียดสี่ท่าเพื่อเตรียมร่างกาย ตามด้วยออกกำลังกายแปดท่าที่เน้นกล้ามเนื้อขาและสะโพก และ Cool Down สัปดาห์แรกใช้ท่าพื้นฐาน สัปดาห์กลางก็เพิ่มความท้าทาย เดินเลขแปด เดินเขย่งปลายเท้า เดินส้นเท้า รายละเอียดเล็กๆ ที่แตกต่างจากท่าทั่วไป เช่น การยืดแขนที่งัดจากข้อมือแทนข้อศอก ทำให้กล้ามเนื้อออกแรงได้เต็มที่จริงๆ
“นักเรียนตื่นเต้นนะคะ พอบอกว่ามีท่าออกกำลังกายจากศิริราช เขาก็ตั้งใจ แล้วพอให้สมุดสีเหลืองกลับไปบ้าน เขาก็เอาไปทำจริงๆ มาคุยกันว่าเดินกี่นาที อาบแดดกี่นาที บอกได้เลยว่า 15 นาที แสดงว่าเขาจำ และเขาไปทำ” หมอเพลินแชร์ ‘กำลังดี’ ของทุ่งใหญ่
นอกจากในชั้นเรียน ทีม ‘บ้านอยู่ดี’ ยังลงเยี่ยมบ้านของผู้สูงอายุแต่ละคน ประเมินจุดเสี่ยง ห้องน้ำลื่นหรือไม่ มีราวจับไหม บันไดชันแค่ไหน อะไรที่ขาดก็ช่วยติดตั้งให้ เพราะสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยคือส่วนหนึ่งของการป้องกันที่แยกออกจากการออกกำลังกายไม่ได้
“เราไปสำรวจเรื่องการพลัดตกหกล้ม ไปดูว่าในห้องน้ำเขาลื่นไหม มีราวจับไหม ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มี เราก็ไปติดราวจับให้ แต่จะไปจ้างช่างมาติดมันก็แพง เรามีช่างที่เป็นพี่เลี้ยงในกลุ่มไปติดให้ ตอนนี้เราขยายผลไปติดที่ รพ.สต. ที่วัด แล้วผู้สูงอายุ เขาก็จะมีความสุขในการที่เขามีราวจับ เวลาเขาลุกจากห้องน้ำจะได้ไม่ล้ม” ศุทธิรัตน์ ชัยชิตธีรานันท์ ประธานชมรมผู้สูงอายุตำบลวัดขวาง เล่าบ้าง

ผลลัพธ์
หลังเรียนไป 12 สัปดาห์ ศุทธิรัตน์บอกว่า ผู้สูงอายุในวัดขวางหลายคนกลับไปเก็บข้าวของที่เคยสะสม เอาใส่กล่องไม่ให้เกะกะ ลูกๆ ที่บ้านก็เอามาเล่าให้ฟังว่าตั้งแต่แม่มาเข้าร่วมกิจกรรม บ้านเป็นระเบียบขึ้นเยอะ สะอาดขึ้น ทะเลาะกันน้อยลง
ส่วนผลประเมินกำลังดี โครงการฯ พบว่าสัดส่วนผู้สูงอายุที่มีกล้ามเนื้ออยู่ในระดับปกติเพิ่มขึ้น 69.4% และการทรงตัวรวมถึงเคลื่อนไหวดีขึ้น 45.6% ในชีวิตประจำวัน หมายถึง ลุกจากเก้าอี้ได้เองโดยไม่ต้องเกาะ เดินขึ้นบันไดได้โดยไม่ต้องจับราว และอาการปวดเข่าปวดขาที่เคยรุนแรงก็ลดลงจนบางคนนั่งยองๆ ได้
“คุณลุงคนหนึ่ง ขาเขาไม่ค่อยดี สัปดาห์แรกๆ จะยังไม่ค่อยกล้าออกท่าออกทางเท่าไหร่ แต่พอมาหลังๆ ทุกคนเริ่มสนุกกับการออกกำลังกาย คุณลุงก็สนุก และกล้ามีส่วนร่วมเพิ่มมากขึ้น” ตัวอย่าง ‘กำลังดี’ ของผู้สูงวัยในอำเภอเมืองจากเยาวลักษณ์ ยืนยาว นักวิชาการสาธารณสุข โรงพยาบาลพิจิตร
จำดี (ข้อความในภาพ)
“หลายๆ คนเชื่อว่าผู้สูงอายุ สมองเสื่อมความจำไม่ดีกันทุกคน ซึ่งจริงๆ แล้ว เราสามารถชะลอความเสื่อมของสมองได้โดยผ่านการทำกิจกรรมกระตุ้นสมอง และถ้าทำเป็นประจำ นอกจากจะช่วยชะลอความเสื่อมของสมองแล้ว จะไม่เหงานะเพราะได้เข้าสังคมกับผู้สูงอายุคนอื่นๆ ด้วยค่ะ”
เจ้าของประโยคนี้คือ สุทธิสา ปฏิภาณ พยาบาลชำนาญการ โรงพยาบาลศิริราช ที่ร่วมค้นคว้า วิจัย และออกแบบกิจกรรม ‘จำดี’ ที่นอกจากจะคำนึงถึงศักยภาพสมองซึ่งยืนอยู่บนข้อเท็จจริงว่า “สมองเหมือนกล้ามเนื้อ ยิ่งฝึกยิ่งแข็งแรง ยิ่งไม่ใช้ยิ่งเสื่อม” ยังต้องออกแบบให้เข้ากับบริบทสังคมไทยด้วย
“สมมุติว่าสมองมีแนวโน้มจะเสื่อม ถ้าเราดูแล แทนที่จะเจอตอนอายุ 60 เขาก็ไปเจอตอน 90 แปลว่าเขามีช่วงเวลาความสุขของชีวิตที่ยาวนานขึ้น” สุธิสา อธิบาย

จำดี จำอย่างไร?
มาตรการจำดีออกแบบกิจกรรมกระตุ้นการรู้คิดให้เป็นเกมที่สนุก ไม่ใช่แบบฝึกหัดที่เหมือนทำข้อสอบ แต่ละสัปดาห์มี 4 ชุดกิจกรรมหมุนเวียน เกมแรกคือ ‘เรียกสมาธิ’ ฝึกการจดจ่อผ่านการนับนิ้ว ทายสัญลักษณ์ หรือจำลำดับโน้ตดนตรี เกมที่สองคือ ‘ความทรงจำ’ ให้ทายสุภาษิตไทยจากภาพ เช่น กำแพงมีหูประตูมีช่อง หรือเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ เกมที่สามคือ ‘รู้สึกว่ารับรู้’ ฝึกการแปลความจากสิ่งที่เห็น และเกมที่สี่คือ ‘ความแตกต่าง’ หาสิ่งที่ไม่เข้าพวกจากชุดภาพหรือคำ
“สิ่งที่พบคือผู้สูงอายุหลายคนไม่ได้แย่อย่างที่เขาคิดว่าตัวเองแย่ บางคนทายสุภาษิตได้เร็วมาก บอก ‘รู้อยู่แล้ว แต่ไม่มีใครถาม’ มันทำให้เขาเห็นว่าตัวเองยังมีความสามารถอยู่” สุภาพร จูแจ้ อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ตำบลวัดขวาง หนึ่งในผู้พาทำกิจกรรมจำดี เล่าให้ฟัง
ทุกครั้งที่ทำได้ นอกจากเจ้าตัวจะดีใจ เพื่อนๆ ในห้องจะปรบมือให้ เป็นการชื่นชมที่ออกมาจากใจ ขณะเดียวกันก็เหมือนให้กำลังใจตัวเองว่า “เพื่อนทำได้ ฉันก็ทำได้” รู้สึกมั่นใจมากขึ้นเรื่อยๆ ในการทำกิจกรรม

ผลลัพธ์
การประเมินหลังครบ 12 สัปดาห์ พบว่าผู้สูงอายุทั้ง 2 ตำบลที่เข้าร่วมโครงการฯ ความสามารถด้านการบริหารจัดการดีขึ้น 75% ความจำระยะสั้นดีขึ้น 25.7% การแยกประเภทและหมวดหมู่ดีขึ้น 27% ในชีวิตจริงหมายถึงจำชื่อยาได้ เรียกชื่อสิ่งของได้เร็วขึ้น และทำกิจวัตรประจำวันได้แม่นยำขึ้น
และฟีดแบ็กหน้างานที่ดีที่สุดน่าจะเป็นเรื่องนี้
“พอรู้ว่าโรงเรียนจะปิดเพราะครบ 12 สัปดาห์แล้ว ก็จะมาถามว่าพอถึงวันศุกร์เขาจะไปไหน เขาไม่รู้จะไปไหน แล้วเราจะเจอกันอีกไหม” สุภาพรบอกพร้อมรอยยิ้ม
ดูแลดี (ข้อความในภาพ)
“ที่เห็นได้ชัดคือภาวะเปราะบางด้านสังคม เพราะผู้สูงอายุ หลังเกษียณหรืออายุมากขึ้น สิ่งที่เขาไม่อยากจะทำเลยคือออกจากบ้าน” ธนัญพร พรมจันทร์ นักวิจัยหน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล พูดถึงที่มาของกิจกรรม ‘ดูแลดี’
ธนัญพรอธิบายว่า หัวใจหลักคือการสร้างความสัมพันธ์โดยให้ผู้สูงอายุจับคู่กัน คอยสังเกตการณ์ ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบเกี่ยวกับสุขภาพกัน แล้วมันจะทำให้แต่ละคนตระหนักรู้ถึงภาวะสุขภาพตนเองโดยธรรมชาติ นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการขยายไปสู่ระบบสุขภาพชุมชน
เรียกสิ่งนี้ว่า ‘คู่หูบัดดี้’ ที่เวิร์กมากกับสังคมเมือง ต่างคนต่างอยู่ รั้วบ้านก็ไม่ได้ติดกัน
“อสม. ในเขตเมือง 1 คนดูแล 20-25 หลังคาเรือน มันไม่พอหรอกค่ะ ถ้าจะให้ลงลึกจริงๆ ทั่วถึงจริงๆ ก็เป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าเราให้เขามีคู่หู ให้เพื่อนบ้านดูแลกันเอง มันไปถึงที่ที่เราไปไม่ถึงได้ และเพื่อนรู้ก่อนหมอเสมอ” เสาวรส ฉันทธรรมสกุล พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ คลินิกหมอครอบครัวเขตเมือง รพ.พิจิตร ที่เอากิจกรรมดูแลดีมาใช้จริง ให้ข้อมูล

ดูแลดี ดูแลอย่างไร?
ในชั้นเรียนจะมีการให้ความรู้สร้างความรู้เท่าทันทางสุขภาพ รู้ทันการเปลี่ยนแปลงของตัวเองและคู่หู ผลที่ตามมาคือ กินยาตามคำแนะนำ ไปพบหมอตามนัด ประเมินความเสี่ยงตามคำแนะนำ และเมื่อมีอาการผิดปกติก็จะปรึกษาแพทย์
“ระบบนี้ไม่ได้สร้างขึ้นมาใหม่ทั้งหมด เราใช้สิ่งที่มีอยู่แล้วในชุมชน คือความสัมพันธ์ของคนที่รู้จักกันมาทั้งชีวิต แค่ทำให้มันเป็นระบบมากขึ้น มีการเชื่อมต่อกันมากขึ้น” รศ.ดร.ธีรพัฒน์ อังศุชวาล นักวิจัยหลักของโครงการฯ อธิบายหลักการของดูแลดี

ผลลัพธ์
ผลประเมินของโครงการพบว่า ภาวะเปราะบางทางสังคมลดลง 20% และสัดส่วนผู้สูงอายุที่มีส่วนร่วมทางสังคมเพิ่มขึ้น 19.7% คะแนนการประเมินสุขภาพโดยรวมของตัวเองเพิ่มขึ้นจาก 83.0 เป็น 87.4 จาก 100 คะแนน
แต่ระหว่างการประเมิน ก็มีข้อมูลบางอย่างที่บันทึกเป็นตัวเลขหรือสถิติไม่ได้
“เขาพูดว่าก่อนมาร่วมโครงการฯ เขาร้องไห้ทุกคืนเลยเพราะเขากังวลเรื่องอนาคตตัวเอง อนาคตลูกแต่ตอนนี้ปล่อยวางทุกอย่างแล้วมีปัญหาเข้ามาเหมือนเดิมแต่ทุกอย่างมันสามารถปล่อยวางได้ อันนี้คือสิ่งที่เขาสะท้อนกลับมา”
พอธนัญพรถามว่า ปล่อยวางได้เพราะอะไร คำตอบเล่นเอาคนถามน้ำตารื้นพอกัน
“เพราะเค้ามีเพื่อนค่ะ เขารู้ว่าทุกวันศุกร์เขาจะได้เจอเพื่อนแล้วเขาจะได้แลกเปลี่ยนสิ่งที่เขาทุกข์ใจกับเพื่อน”
