เป็นลูกสาวเกษตรกรทุเรียนรายย่อย (พื้นที่ไม่เกิน 100 ไร่) ในจังหวัดจันทบุรี ไม่กินทุเรียนแต่ปอกทุเรียนให้เพื่อนกินได้สบาย
คือนิยามคร่าวๆ ของ วัลยา นามธรรม อาจารย์ประจำสาขาวิชาพัฒนาชุมชน คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎรำไพพรรณี และเป็นผู้ศึกษาเรื่องทุเรียนในจันทบุรี จังหวัดที่ปลูกทุเรียนมากที่สุดในประเทศไทยผ่านงาน “ทุเรียน : ราชาผลไม้กับเกษตรกรผู้เป็นไพร่วันยังค่ำ” ซึ่งนำเสนอในงานประชุมวิชาการมานุษยวิทยา 68 ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ภายใต้แนวคิด “พหุปฏิสัมพันธ์ : มนุษย์กับสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์” เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
“สมัยก่อนทุเรียนมีมากกว่า 480 สายพันธุ์ แต่ตอนนี้เหลือแค่ 10 กว่าสายพันธุ์” วัลยาเล่าว่า ประเทศไทยมีการขายทุเรียนในตลาดสมัยรัชการที่ 5 – 6 แต่จริงๆ แล้วพบหลักฐานการมีทุเรียนครั้งแรกในเอกสารลาลูแบร์ หัวหน้าคณะทูตจากฝรั่งเศสที่เดินทางมากรุงศรีอยุธยาในสมัยพระนารายณ์มหาราช เขาบันทึกถึงทุเรียนว่า คนชอบกินกันมากแต่กลิ่นเหม็นเกินทน


“ผล Durion ในภาษาสยามว่า ทุเรียน (Tourien) เป็นผลไม้ที่มีผู้ชอบบริโภคกันมากในชมพูทวีป แต่ข้าพเจ้ารู้สึกว่าทนไม่ไหวเพราะกลิ่นอันเลวร้ายของมัน ผลไม้ชนิดนี้มีขนาดเท่าๆ กับแตงไทยของเราหุ้มด้วยเปลือกมีหนามเหมือน ผลเซท์นัท (châtaigne) มีพูหลายพูเหมือนขนุน แต่ใหญ่ขนาดเท่าไข่ไก่ เป็นเนื้อผลไม้ที่เขาใช้บริโภคกัน ข้างในมีเมล็ดอีกเมล็ดหนึ่ง ในทุเรียนผลหนึ่งยิ่งมีจํานวนพูน้อยลงเท่าใด ก็จะยิ่งมีรสชาติดีมากขึ้นเท่านั้น แต่ไม่มีน้อยกว่า 3 พูเลย”
แต่คนที่ให้สมญานามผลไม้มีหนามลูกนี้ว่า King of fruit คือ อัลเฟรด รัสเซล วอลเลซ
นักพฤกษศาสตร์และนักมานุษยวิทยาชาวอังกฤษที่ทำวิจัยในเมืองเตอร์นาเต อิ อินโดนีเซีย คนนี้ให้ฉายาว่าราชาแห่งผลไม้ผ่านบทความ “On the Bamboo and Durian of Borneo” ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Hooker’s Journal of Botany เมื่อปี 1856 ด้วยรสชาติที่มีความคาราเมลผสมอัลมอนด์
วัลยาเล่าต่อว่า จากการค้นคว้า คนที่นำทุเรียนมาปลูกที่จันทบุรีคนแรกคือ ‘พระยาแพทย์พงศาวิสุทธาธิบดี (สุ่น สุนทรเวช)’ สมัยนั้นทุเรียนมีหลายร้อยสายพันธุ์ แต่ด้วยเหตุผลหลายอย่างทำให้จากหลายร้อยลดเหลือเพียงสิบกว่าสายพันธุ์ในปัจจุบัน

“การใช้เมล็ดปลูกในช่วงต้นก็ทำให้กลายพันธุ์ได้ง่าย” หนึ่งในหลายๆ เหตุผลที่วัลยารวบรวมมา
แต่ในฐานะลูกสาวชาวสวนทุเรียนในจันทบุรี วัลยาสนใจในความร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ ของพันธุ์ทุเรียนในไทย ซึ่งตอนนี้เหลือไว้ให้เรารู้จักกันแค่หมอนทอง ชะนี กับอีกไม่กี่สายพันธุ์ จนย้อนกลับไปศึกษาระดับนโยบายและพบว่ารัฐคือสาเหตุสำคัญ
เริ่มตั้งแต่การเข้ามารับผิดชอบสินค้าทุเรียนแบบครบวงจรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงการส่งออกและนำเข้าตั้งแต่ พ.ศ.2522
ต่อมาในปี 2528 มีการทำข้อตกลงร่วมทางการค้า ไทย-จีน หรือ JTC ที่เปรียบเสมือนเป็นประตูเปิดให้นักลงทุนจีนเข้ามาลงทุนในไทยและนักลงทุนไทยไปลงทุนที่จีน ซึ่งธุรกิจตอนนั้นที่นักลงทุนจีนสนใจคืออุตสาหกรรมเบาอย่าง สิ่งทอ ธนาคาร ประกันภัย ร้านค้า ฯลฯ
“ตอนนั้นทุเรียนของไทยราคาต่ำมาก” วัลลาบอก
ส่วนภาคการเกษตร จีนเข้ามามีบทบาทในปี 2546 ช่วงเริ่มข้อตกลง FTA หรือ เขตการค้าเสรี
“ไทยเน้นลดภาษีสินค้าผัก ผลไม้ เร่งการปลูก มีออร์เดอร์จากจีนเข้ามาจำนวนมาก และเป็นพันธุ์หมอนทอง เกษตรกรจึงเร่งปลูกแต่พันธุ์หมอนทองอย่างเดียว เพราะราคาดี มีตลาดแน่นอน” ทำให้สายพันธุ์อื่นๆ ค่อยหายไป
จีนกลายเป็นตลาดใหญ่ของการรับซื้อทุเรียน และ ตั้งแต่ปี 2548 ถึงปัจจุบันจีนเริ่มมีมาตรการตรวจรับสินค้าทางการเกษตร มีการตรวจสอบและกักกันโรค โดยสุ่มตรวจผ่านตู้คอนเทนเนอร์เพื่อหาสารปนเปื้อนอย่างแคดเมียม, BY2 ที่ใช้เคลือบเปลือกทุเรียนเขียวให้มีสีเหลืองสุก
จากการผูกขาดตลาด สายพันธุ์ คุณภาพ ทำให้จีนกลายมาเป็นฝ่ายกำหนดราคา และกำหนดมาตรฐานตรวจสอบ
“ตอนนี้ ล้ง หรือ โรงรับซื้อทุเรียนในจันทบุรีกว่า 60 เปอร์เซ็นต์เป็นของจีน” ข้อมูลจากวัลยา
อีกปัญหา คือ ปัจจุบัน คนที่คัดทุเรียน ตัดทุเรียนเป็น ฟังเสียงจากการเคาะทุเรียนเป็น ส่วนใหญ่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป มักไม่ค่อยถ่ายทอดความรู้ และอยู่ประจำล้งจีนต่างๆ

วัลยาบอกว่า ตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมามีคนรุ่นใหม่หันมาเป็นเกษตรกรมากขึ้น มีการรวมตัว ปรับปรุงพันธุ์ จนเกิดทุเรียนพันธุ์ใหม่ๆ และจดสิทธิบัตรได้ 17 สายพันธุ์ แต่ถึงอย่างนั้น ราคาก็ยังไม่สูงเท่าหมอนทอง
“ทุเรียน โดยเฉพาะพันธุ์หมอนทองกลายเป็นพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว มาตรฐาน ราคายังถูกผูกขาดโดยชาวจีน เกษตรกรจึงทำตามโจทย์นายทุน เป็นเพียงผู้ผลิตเท่านั้นในธุรกิจนี้ที่จีนรวมหมดตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ”
ความหวังจึงน่าจะไปอยู่ที่สายพันธุ์ท้องถิ่นต่างๆ ที่พัฒนาและดูแลโดยเกษตรกรรุ่นกลางถึงรุ่นใหม่
ช่วงท้ายของการนำเสนอ มีคำถามโยนเข้ามาว่า เป็นไปได้มั้ยที่สายพันธุ์ไม่แมสเหล่านี้จะปลูกด้วยกรรมวิธีธรรมชาติ ปลอดสารพิษ และขยายตลาดมากขึ้น
วัลยาในฐานะนักวิจัยและลูกสาวชาวสวนรายย่อยตอบว่ายาก เพราะที่ผ่านมาเคยมีคนลองทำอย่างนี้แต่ก็ไปต่อไม่ได้
“พอสวนเค้าไม่ใช้ยา แมลงจากสวนรอบข้างที่พ่นยาก็จะมารุมที่สวนเค้า การปลูกแบบนี้มันจึงต้องไปกันทั้ง Eco system เราทำสวนของเราคนเดียวไม่ได้ เพราะแมลงจากแปลงอื่นจะมารุมทุเรียนเราหมด จึงต้องทำ ต้องปลูกกันเป็นทีม เป็นเครือข่าย มันถึงจะรอด” วัลยาทิ้งท้ายอย่างตรงไปตรงมา
อ้างอิง
