“ยิ่งเป็นประวัติศาสตร์ผู้หญิงในประวัติศาสตร์การแพทย์ว่าด้วยความบ้านั้นยิ่งแล้วใหญ่ แทบจะกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องราวแบบ ‘ชายขอบสองชั้น’ เลยก็ว่าได้”
คือคำนำเสนอของ รศ.ดร.ชาติชาย มุกสง ต่อหนังสือ นารีวิปลาส ตัวตนผู้หญิง(ประหลาด) ในรัฐจิตเวชสมัยใหม่ โดย บุณฑริกา พวงคำ ที่สนใจใคร่รู้ในประวัติศาสตร์จิตเวชในผู้หญิง
บทความชิ้นนี้เพียงหยิบสาระสำคัญและน่าสนใจบางประเด็นมานำเสนอและชวนคิดชวนคุยกันต่อ การไล่เรียงให้เห็นร่องรอยบางอย่าง ตลอดจนแนวคิดด้านจิตเวชซึ่งตั้งต้นจากการเขียนตำราแพทย์ที่เป็นผู้ชาย ทำให้เห็นการเติบโตและเปลี่ยนผ่านอย่างมีนัยสำคัญ
โดยเฉพาะสถานะของผู้หญิงในระบบสุขภาพจิตไทย ที่หายไปในหน้าประวัติศาสตร์ เพราะอคติบางอย่างที่ตอนนี้คลี่คลายไปมากแล้ว
1.
จริงๆ แล้ว ‘นารีวิปลาส’ เป็นชื่อนวนิยายของ ไม้เมืองเดิม ที่สะท้อนสังคมและวิพากษ์วิจารณ์ค่านิยมในยุคเก่า โดยเฉพาะบทบาทและสถานะของผู้หญิงในสังคมที่ถูกจำกัดให้อยู่ในกรอบความคาดหวังแบบดั้งเดิม
เป็นเรื่องของมาลัยที่ถูกครอบครัวกดดันให้แต่งงานตามความเหมาะสม ทั้งๆ ที่ตัวเองมีคู่รักอยู่แล้วชื่อชาญ
หลังแต่งงาน มาลัยยังแอบติดต่อกับนายชาญ ผู้ซึ่งเป็นเพียงความหวังเล็กๆ ในชีวิตของเธอ แต่เมื่อความสัมพันธ์นี้ถูกเปิดเผย มาลัยถูกครอบครัวและสังคมรอบข้างประณามอย่างรุนแรง มาลัยถูกมองว่าเป็น ‘นารีวิปลาส’ หรือผู้หญิงบ้า เพราะไม่ยอมปฏิบัติตามกรอบสังคม
มาลัยถูกกดดันทั้งจากครอบครัวและสามี จนเธอเริ่มมีอาการทางจิตที่แสดงถึงความทุกข์ทรมานในใจ เธอพยายามดิ้นรนหาทางออก แต่ในที่สุด เธอเลือกที่จะจบชีวิตตัวเอง เพื่อหลีกหนีจากกรอบสังคมและความทุกข์ทรมานที่เธอไม่อาจทนได้
แต่ชื่อนารีวิปลาสหรือผู้หญิงบ้า ถูกเอามาใช้อีกครั้งในหนังสือเพื่อนำเสนอเนื้อหาสำคัญของวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท “ผู้หญิง ความบ้า และจิตเวชในประเทศไทยช่วงทศวรรษ 2500-2520” ของ บุณฑริกา พวงคำ ที่ถ้าจะให้เข้าใจที่มาที่ไปต้องย้อนกลับไปไกลร้อยกว่าปี เริ่มที่โรงพยาบาลเสียจริตแห่งแรกของประเทศไทย

โรงพยาบาลเสียจริตแห่งแรกในปี 2432 โดยใช้ตึกเก๋งจีนบ้านพระยาภักดีภัทรากร (เจ้าสัวเกงซัว) ที่ปากคลองสาน เปรียบเสมือนการประกาศตัวเข้าสู่ยุคแรกของงานด้านเจ็บป่วยทางจิต เพื่อจัดการความบ้า
จัดการความบ้า อธิบายให้เข้าใจคือแยกคนผิดปกติทางจิตออกมาจากคนปกติ
สมัยนั้น หมอฮิวจ์ แคมป์เบลล์ ไฮเอต หัวหน้ากองแพทย์สุขาภิบาลกล่าวถึงโรงพยาบาลคนเสียจริตของสยามว่า มีลักษณะเป็นสถานกักกันคนเสียจริต โดยใช้ห้องขังติดลูกกรงเพื่อป้องกันคนไข้หลบหนี มีห้องใส่โซ่สำหรับบางรายที่มีอาการรุนแรง
ต่อมา ร.5 มีพระบรมราชโองการให้จัดตั้งโรงพยาบาลคนเสียจริตแห่งใหม่ ปี 2455 จัดสวนป่าและสนามหญ้า ตามหลัก “การจัดอย่างมีมนุษยธรรม (Humane reform)” นายแพทย์ฝน แสงสิงแก้ว กล่าวว่า มีลักษณะคล้ายกับสถานที่ราชการของอังกฤษเนื่องจากมุงหลังคาสีแดง ต่อมาคนทั่วไปเรียกกันว่าหลังคาแดง ปัจจุบันคือ สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา
2.
ต้นรัตนโกสินทร์ สำหรับผู้หญิง เลือดหรือระดูคือสิ่งอันตรายหรือสกปรก ถูกทำให้กลายเป็นปัญหาสำคัญทางการแพทย์ เป็นต้นทางของความไม่สบายกายไม่สบายใจ
ตำราแพทศาสตร์สงเคราะห์ (พ.ศ.2450) ของพระยาพิศณุประสาทเวช อธิบายการเจ็บป่วยของผู้หญิงว่ามีสาเหตุมาจากโลหิตที่ถูกผลิตจากต่อมโลหิตหรือมดลูก เรียกว่า โลหิตปรกติโทษ ที่มาจาก หทัย (หัวใจ) เนื้อ ดีและตับ เส้นเอ็นและกระดูก ส่งผลให้เกิดอาการจิตระส่ำระสาย มักขึ้งโกรธ บ้าบ่น คราง ครวญ ละเมอ เพ้อพก อาการต่างๆ เหล่านี้สามารถหายได้เมื่อระดูหมดไป แต่หากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกวิธี ในที่สุดอาจนำไปสู่การเสียจริต

ความคิดนี้ยังต่อเนื่องมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 6 ที่ราชสำนักไทยรับเอาความคิดฝั่งวิคตอเรียนเข้ามา หนึ่งในนั้นคือ ความเป็นผู้หญิงที่อ่อนแอทั้งร่างกายและจิตใจทำให้พยาธิสภาพการเจ็บป่วยของร่างกายในผู้หญิงเกิดขึ้นมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับมดลูก รังไข่
“ปอดไม่ใคร่จะกรองอากาศได้ดี หัวใจไม่ใคร่จะฉีดโลหิตไปได้แรงเพราะอยู่แต่เหย้าเฝ้าแต่เรือน ไม่ใคร่จะได้ไปเสพย์อากาศบริสุทธิ์นอกบ้านนอกเมืองเหมือนผู้ชาย”
เพราะผู้หญิงเชื่อมอยู่กับบทบาทหน้าที่ซึ่งมีแต่พื้นที่ภายในบ้าน จึงทำให้ผู้หญิงอ่อนแอ และโรคภัยส่วนใหญ่มาจากมดลูก
ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนั้น การร่วมเพศนอกสถาบันการแต่งงาน นำมาซึ่งโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และกลายเป็นภัยคุกคามและอันตรายต่อครอบครัวและประเทศชาติ
และเพศสัมพันธ์ที่ผิดแผกไปจากศีลธรรมแบบชายจริงหญิงแท้ ถูกทำให้กลายเป็นปัญหาทางจิตเวชด้วยเช่นกัน รวมถึงการช่วยตัวเองหรือการมีเพศสัมพันธ์กับกลายเป็นปัญหาที่จิตเวชมุ่งให้ความสนใจอย่างมาก
นำไปสู่ การสร้างความเป็นผู้หญิงแบบปกติและผิดปกติในสังคมไทย ส่งผลให้ผู้หญิงที่แสดงออกในเรื่องเพศที่โจ่งแจ้งเกินไป เข้าข่ายผู้หญิงสำส่อนหรือป่วยทางจิต
3.
หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ความรู้ด้านจิตเวชเปลี่ยนแปลงไปอีก เพราะหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แพทย์ส่วนหนึ่งได้ทุนจากสหรัฐอเมริกา ไปศึกษาต่อเฉพาะทางด้านจิตเวช ส่งผลให้ความผิดปกติของจิตถูกวัดอย่างเป็นระบบมากขึ้น และถูกระบุว่าเป็นปัญหาสังคมมากขึ้น
ต้น พ.ศ.2500 ประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม ขยายเมือง อพยพย้ายถิ่นฐาน เปลี่ยนแปลงค่านิยม ความยากจน อาชญากรรม ฯลฯ ส่งผลถึงสุขภาพจิตของคน สาเหตุของโรคเริ่มเคลื่อนมาสู่ความเจริญและเสื่อมของสังคม เพราะส่งผลต่อความแตกแยกของครอบครัวและทำลายชุมชน วัฒนธรรม
ฉะนั้นการช่วยเหลือผู้ป่วยจึงเท่ากับการแก้ไขสังคมให้ดีขึ้น ถ้าประชาชนมีสุขภาพจิตดี สังคมและเศรษฐกิจย่อมดี
ความรู้และสภาพสังคมส่งผลสำคัญต่อการแยกสุขภาพจิตออกจากเรื่องเพศมากขึ้นตามลำดับ และขยับงานสาธารณสุขไปสู่ความรู้ด้านการป้องกันและทำความเข้าใจสุขภาพจิต ระดับปัจเจก ชุมชน ไปจนถึงระดับนโยบาย
แต่ถึงอย่างนั้น ความเป็นผู้หญิงและความเป็นแม่ถูกนำมาเป็นเกณฑ์วินิจฉัยความเจ็บป่วยทางจิตของบุคคลมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เช่น เด็กที่ขาดความรักความอบอุ่นจากครอบครัวและเกิดความไม่สบายทางอารมณ์ว่าเป็น ‘โรคขาดแม่’ หรือการที่ความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับเด็กทารกบกพร่องเป็นหนึ่งในสาเหตุทางจิตใจและสังคมที่ทำให้เกิดโรคจิตเภท

จากคำอธิบายข้างต้น พื้นที่ของผู้หญิงจึงยังเป็นบ้าน และยังคงเป็นศูนย์กลางสำคัญของครอบครัว และถึงแม้บทบาทของผู้หญิงจะขยับขยายมาสู่ภาคการทำงานมากขึ้นจนถึงปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่า แม่ยังคงมีบทบาทสำคัญต่อความสุขความทุกข์ในครอบครัว เราจึงได้ยินคำพูดบ่อยๆ ที่ว่า “เด็กที่ดี ครอบครัวที่ดี มาจากแม่ที่มีสุขภาพจิตดีตั้งแต่ในท้อง”
หนังสือเล่มนี้เพียงทำหน้าที่เผยให้เห็นอีกเฉดสีของผู้หญิงในโลกจิตเวช ที่ตั้งต้นตั้งแต่เพศที่อ่อนแอไปจนความเป็นแม่ของบ้านที่ถูกคาดหวังจากสังคม
