โดนฟ้องเหมือนกัน แต่ผู้หญิงเจ็บกว่า เมื่อการลุกขึ้นสู้ของผู้หญิง ต้องแลกด้วยต้นทุนที่มากกว่า : ถอดรากความไม่เท่าเทียมจากวงเสวนาของผู้หญิง 4 คนที่ถูกฟ้อง SLAPP

ปัญหาคอร์รัปชัน (Corruption) เป็นปัญหาเรื้อรังที่อยู่คู่กับสังคมไทยมานานจนทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ชินชากับมัน เช่น พระโกงเงินวัด หน่วยงานท้องถิ่นโกงงบประมาณก่อสร้างถนน นักการเมืองซื้อเสียง หรืออย่างล่าสุดที่เป็นประเด็นไปทั้งประเทศก็จะเป็นกรณีการโกงผลสอบบรรจุราชการ ซึ่งในมุมของประชาชน การคอร์รัปชันมาจากระบบของภาครัฐเอง จะไปร้องเรียนก็คงไม่ได้ผลอะไร

ส่วนคนที่ไม่ชินและลุกขึ้นมาเรียกร้องความยุติธรรม ก็จะถูกทำให้ชินและเลิกพยายาม ด้วยกระบวนการยื่นข้อร้องเรียนที่ยุ่งยาก และไม่โปร่งใส ประชาชนที่ลุกขึ้นมาคัดค้านการทุจริตจึงหมดศรัทธาต่อกระบวนการของรัฐ และยอมชินชาไปเองในที่สุด และซ้ำร้ายไปกว่านั้นผู้ที่เห็นความผิดปกติแล้วลุกขึ้นมาต่อต้านสิ่งคอร์รัปชันเหล่านั้นกลับโดนฟ้องกลับเสียเอง 

“ราคาที่ต้องจ่ายของผู้เปิดโปงความจริง (Whistleblowers) ทุกคน คือ ความเจ็บปวดจากการถูกข่มขู่ คุกคาม หรือฟ้องร้องดำเนินคดี โดยที่ไม่มีระบบหรือหน่วยงานเข้ามาปกป้อง”

ประโยคนี้เกิดขึ้นในในเซสชัน ‘เปิดโปงแล้วใครปกป้อง ? เมื่อคนพูดความจริงมีราคาที่ต้องเจ็บ-ต้องจ่าย’ โดยผู้ร่วมเสวนาได้แก่ พัสนีย์ พูลสุข ประชาชนผู้เปิดโปงขบวนการทุจริตยาโรงพยาบาลทหารผ่านศึก พรทิพย์ โม่งใหญ่ อดีตบรรณาธิการข่าวโต๊ะรายงานพิเศษที่ถูกฟ้องหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และ ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและหัวหน้าทีมสุดซอย ได้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของการเผชิญหน้ากับการทุจริตคอร์รัปชัน โดยฐาปณี เอียดศรีชัย ผู้เป็นดำเนินการเสวนา

แต่การชินชากับการคอร์รัปชันไม่ใช่เรื่องดี สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จึงได้จัดเวทีเสวนาสาธารณะ Corruptopia Forum ภายในงานนิทรรศการประชาชิน: อย่าปล่อยให้ประชาชนถูกละเมิดสิทธิ เพราะการทุจริตคอร์รัปชันจนชินชา เมื่อวันที่ 16 กันยายน 69

โดยทั้ง 4 คนบนเวทีเห็นตรงกันว่า การเป็นผู้หญิงที่ลุกขึ้นมาสืบสวนการทุจริต ต้องแบกรับข้อเสีย แรงกดดัน และความเสี่ยงที่มากกว่าผู้ชายในหลายมิติ

ความเปราะบางของเพศหญิงระหว่างกระบวนการยุติธรรม

เมื่อออกมาพูดความจริง ไม้แข็งที่ผู้ถูกเปิดโปงใช้ฟาดกลับ คือ ‘การฟ้องปิดปาก’ ที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า การดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณะ (Strategic Lawsuits Against Public Participation: SLAPP)

ซึ่งในมุมของผู้ศึกษางานวิจัย ‘กฎหมายและมาตรการป้องกันการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณะในบริบทธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน’ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNPD) และกรมคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม อาจารย์ติ๊ก – เสาวณีย์ แก้วจุลกาญจน์ นักวิชาการอิสระ และนักปรึกษาด้านกฎหมาย สรุปว่า SLAPP คือ การดำเนินคดีเพื่อคุกคาม หรือขัดขวางการใช้สิทธิและเสรีภาพตามที่ถูกรับรองภายใต้รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายสิทธิมนุษยชน

โดยอ.ติ๊กอธิบายเพิ่มเติมว่า โจทก์จะฟ้องอะไรก็ได้ แต่ทุกคดีศาลก็จะยกฟ้องด้วย ม.329 ว่าทำไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ ที่ฟังดูเหมือนกับว่าก็ไม่เห็นเป็นอะไร แต่ในความเป็นจริงแล้วเกิดความเสียหายกับคนที่ตกเป็นจำเลย ทั้งภาระทางเศรษฐกิจ ค่าเดินทาง ค่าทนาย และความเครียดสะสม โดยที่พวกเขาไม่ได้รับการเยียวยาแม้แต่น้อย

อย่างกรณีของพรทิพย์ เธอถูกฟ้องเพียงเพราะโพสต์เตือนภัยลง Facebook เพื่อความปลอดภัย เนื่องจากถูกรถปริศนาขับติดตามข่มขู่หลังจากเธอลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการขุดลอกคูคลองที่ส่อทุจริต

ในช่วงปี 2557 จนถึงปัจจุบัน 2569 ยังคงมีการฟ้องปิดปากเกิดขึ้น ซึ่งองค์กรโพรเทคชั่น อินเตอร์เนชันแนล (PI) พบว่า มีนักปกป้องสิทธิเพศหญิงถูกดำเนินคดีกว่า 600 คดี ทำให้ประเทศไทยมีนักปกป้องสิทธิมนุษยชนถูกฟ้องปิดปากมากเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชีย ตามรายงานของ UN Responsible Business and Human Rights Forum

สำหรับเพศหญิง การฟ้องปิดปากส่งผลกระทบรุนแรงกว่าปกติ โดยองค์กรสิทธิมนุษยชนระดับนานาชาติชี้ว่า เป็นผลกระทบทางเพศภาวะ (Gender-based impacts) เพราะผู้หญิงมักจะต้องแบกรับภาระทั้งการหาเลี้ยงชีพและการดูแลครอบครัว เมื่อเจอกับกระบวนการยุติธรรมที่ยืดเยื้อ ก็จะเกิดความกดดันทางจิตใจ ความหวาดกลัว ตลอดจนภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้นจากการเดินทางไปศาล

ผลกระทบทางเพศภาวะ หมายถึง ผลที่เกิดขึ้นต่อบุคคลจากความแตกต่างทางสังคม วัฒนธรรม บทบาทหน้าที่ และค่านิยมที่สังคมกำหนดตามเพศสภาพ ซึ่งนำไปสู่ความไม่เท่าเทียม

เพื่อลดความเหลื่อมล้ำที่จะเกิดขึ้น รายงานการเข้าถึงความยุติธรรมของผู้หญิง : ปัญหาสำคัญที่สังคมละเลย โดยศรันยา สีมา นิติกรชำนาญการพิเศษ ระบุว่า นานาประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยจึงลงนามในอนุสัญญาหลายฉบับ อาทิ อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination against Women – CEDAW) เพื่อรับรองและคุ้มครองเพศหญิงให้สามารถเข้าถึงความยุติธรรม แต่ในความเป็นจริงยังคงมีกำแพงที่ทำให้ผู้หญิงอยู่ห่างไกลกับความยุติธรรมที่ควรจะเป็น ด้วยเหตุผล 5 ข้อหลัก ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในคดีปิดปากเท่านั้น แต่รวมไปถึงคดีอื่นๆ ที่ผู้หญิงได้รับความอยุติธรรมอีกด้วย ได้แก่

1️⃣ ความยากจน

กระบวนการยุติธรรมของรัฐมีขั้นตอนที่ยุ่งยาก ซับซ้อน ใช้เวลานาน และส่วนมากจำเป็นต้องจ้างทนายความในการต่อสู้คดี จึงมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการสูง ไหนจะค่าเดินทางในการมาศาล และรายได้ที่หายไปเมื่อหยุดงานมาสู้คดี ต่อให้ประเทศไทยจะมีระบบช่วยเหลือผู้ที่มีกำลังทรัพย์น้อยอย่างการมีอยู่ของกองทุนยุติธรรมที่ประชาชนสามารถขอให้มาช่วยสู้คดีได้ แต่ก็ไม่สามารถทำให้ทุกคนเข้าถึงความยุติธรรมได้อย่างเต็มที่

รายงานการเข้าถึงความยุติธรรม: การเลือกปฏิบัติทางเพศต่อผู้หญิงในระบบยุติธรรมทางอาญา (Access to justice: discrimination against women in criminal justice systems) โดย องค์กรปฏิรูปเรือนจำระหว่างประเทศ (Penal Reform International : PRI) ชี้ว่า การเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงในสังคมส่งผลให้เกิดความไม่เท่าเทียมทางอำนาจและการเข้าถึงทรัพยากรทางเศรษฐกิจ หากไม่มีเงินทุนในการสู้คดีเป็นของตัวเองในปริมาณที่เพียงพอ ก็จำเป็นที่ต้องหยิบยืมจากสมาชิกครอบครัวที่เป็นชาย ไม่ก็ไปกู้หนี้ยืมสิน เพื่อกระบวนการทางกฎหมายที่ยุติธรรม

อย่างในกรณีของพัสนีย์ในกระบวนการเปิดโปงทุจริตยา โรงพยาบาลทหารผ่านศึก เธอกับลูกสาวใช้เวลานานกว่า 21 เดือนในการสุ่มรวบรวมหลักฐาน ซึ่งตลอดกระบวนการพัสนีย์ต้องออกเงินส่วนตัวทั้งหมดจนเป็นหนี้สิน และหากไม่ได้รับการช่วยเหลือด้านการเดินทาง การต่อสู้ครั้งนี้ก็จะไม่สำเร็จ

2️⃣ การขาดความรู้ด้านกฎหมาย

ปัจจัยข้อนี้ส่วนหนึ่งสืบเนื่องมาจากปัญหาความยากจนที่ทำให้ผู้หญิงบางกลุ่มเข้าไม่ถึงการศึกษา มิหนำซ้ำบทบาทหน้าที่ทางสังคมในการเป็นแม่และเมียที่ต้องหาเลี้ยงดูแลครอบครัวเป็นหลักทำให้มีความรู้เพียงผิวเผินเพราะไม่มีเวลาในการศึกษาเพิ่มเติมอย่างจริงจัง หน่วยงานรัฐก็ไม่ได้มีการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้อย่างเพียงพอ พอเกิดเหตุขึ้น เช่น ได้รับความรุนแรงจากเจ้าหน้าที่รัฐ ก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อ

3️⃣กระบวนการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายไม่มีประสิทธิภาพ

อย่างที่เกริ่นไปก่อนหน้านี้ว่า รัฐมีกระบวนการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนหลายมาตรการ แต่ก็ยังไม่เอื้ออำนวยเท่าที่ควร ยื่นคำร้องเพื่อรับสิทธิยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลครั้งหนึ่งก็ต้องมีการพิสูจน์ความยากจน หวังพึ่งบริการจากทนายขอแรงหรือทนายอาสาก็พึ่งพาได้ไม่เต็มที่ เพราะทนายที่รัฐจัดหาให้นี้มีประสบการณ์น้อย และได้ค่าตอบแทนที่ต่ำกว่าคดีที่มีการว่าจ้าง ทนายในกลุ่มนี้จึงมักไม่ทุ่มแรงในการช่วยต่อสู้คดีมากนัก

4️⃣ ทัศนคติของสังคม และภาระความกดดันจากครอบครัว

สังคมไทยได้รับอิทธิพลจากแนวคิดชายเป็นใหญ่ (ปิตาธิปไตย : Patriarchy) ค่อนข้างมากซึ่งสะท้อนผ่านสิ่งต่างๆ ในสังคม และด้วยสาเหตุนี้ ผู้หญิงจึงถูกคาดหวังจากสังคมว่าจะต้องเป็นกุลสตรี เป็นภรรยาและแม่ที่ดี ไม่ขาดตกบกพร่องในการดูแลครอบครัว พอเกิดคดีความเกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศ เช่นถูกข่มขืน หรือถูกสามีทำร้ายร่างกาย ก็จะถูกสังคมมองว่าเกิดจากความบกพร่องของตัวผู้หญิงเอง ผู้หญิงที่ถูกกระทำจึงเลือกที่จะปิดปากเงียบ ไม่กล้าขอความช่วยเหลือ

ส่วนในคดีอื่นๆ หากผู้หญิงไม่มีรายได้เป็นของตัวเองเพราะหน้าที่หลักคือการเป็นภรรยาและมารดา ก็ต้องนำเงินออมของครอบครัวหรือกู้หนี้ยืมสินมาใช้รวบรวมหลักฐานและสู้คดี ซึ่งต่อให้เป็นเรื่องจำเป็น แต่ก็จะถูกคนในบ้านตั้งคำถาม คาดคั้น กลายเป็นชนวนความขัดแย้งในครอบครัว

5️⃣ ทัศนคติของเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ทัศนคติของเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้หญิงไม่สามารถเข้าถึงความยุติธรรม โดยเฉพาะในคดีความรุนแรงในครอบครัว เพราะเจ้าหน้าที่รัฐส่วนใหญ่มองว่า ความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องเล็กและเป็นเรื่องในบ้านที่คนนอกไม่ควรเข้าไปยุ่ง ทำให้เมื่อผู้หญิงไปแจ้งความดำเนินคดี ก็จะถูกเจ้าหน้าที่ผลักให้จบลงที่การไกล่เกลี่ย อีกทั้งในหลายๆ กรณีที่ผู้หญิงถูกล่วงละเมิดทางเพศและพยายามปกป้องสิทธิด้วยการเก็บรวบรวมหลักฐานด้วยตัวเอง ก็มักจะตกเป็นผู้ที่ถูกตรวจสอบเสียเองทั้งในชั้นตำรวจ อัยการ และศาล จึงทำให้ผู้หญิงส่วนใหญ่ตัดสินใจไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

อ้างอิง

unodc

the isaan record

theactive