“ไม่มีใครทำคนเดียว” รู้จักทุกหุ้นส่วนของ ‘ยัง (Young) อยู่ ดี’ ที่มีตั้งแต่นายแพทย์สาธารณสุขถึงลูกสาวที่เย็บชุดนักเรียนให้แม่

หัวใจสำคัญของโครงการวิจัย ‘ยัง (Young) อยู่ ดี’ ของหน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ (Siriraj Health Policy) คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล คือการไม่มีใครเป็นเจ้าภาพเพียงลำพังในการออกแบบระบบสุขภาพเพื่อป้องกันและฟื้นฟูความเปราะบางของผู้สูงอายุ 

ในระยะเวลาดำเนินมาตรการเพียง 12 สัปดาห์ พิจิตรในฐานะพื้นที่นำร่องของโครงการฯ  พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าผลลัพธ์เกิดขึ้นจริงแต่ต้องอาศัยทุกหุ้นส่วนที่มองไปยังเป้าหมายเดียวกัน และลงมือทำด้วยทักษะ ความเชี่ยวชาญ หน้างานที่ถือแตกต่างกัน 

ไม่ต่างจากจิ๊กซอว์ที่ต้องมาประกอบกันเพื่อทำให้ภาพจริงเกิดขึ้น เริ่มตั้งแต่นายแพทย์สาธารณสุขที่ไม่นอนใจต่อสังคมผู้สูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society) เสริมด้วยนักพัฒนาชุมชนที่รู้จักทุกหลังคาเรือนที่ทำงานสร้างเครือข่ายมากกว่า 50 ปี มีพยาบาลชำนาญการที่เพียรโทรชวนผู้สูงอายุทีละคนจนกว่าจะยอมมาเข้าร่วม ทีมโรงพยาบาลตำบลที่เอาความรู้ทางการแพทย์มาย่อยให้ง่าย แทคทีมภาคทฤษฎีแน่นปึ๊กกับนักวิชาการ พยาบาล มีนักกายภาพที่ออกแบบท่าออกกำลังกายให้คุณลุงขาไม่ดี กล้าที่จะก้าวและกล้าลองท่ายาก ไปจนถึงลูกสาวที่เย็บชุดนักเรียนให้แม่ใส่ไปโรงเรียนทุกวันศุกร์

ทั้งหมดนี้คือหุ้นส่วนสำคัญของ ‘ยัง (Young) อยู่ ดี’

นายแพทย์วิศิษฐ์ อภิสิทธิ์วิทยา นายแพทย์สาธารณสุข จังหวัดพิจิตร

  1. “หมอรักษาคน ระบบจะรักษาสังคม” นายแพทย์สาธารณสุข จังหวัดพิจิตร ‘นายแพทย์วิศิษฐ์ อภิสิทธิ์วิทยา’ 

    เริ่มต้นจากการเห็น FUKUOKA 100 แล้วคิดว่าพิจิตรที่เข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดไปแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ปี แถมมีชุมชนผู้สูงอายุที่เข้มแข็งเป็นต้นทุนสำคัญก็น่าจะเป็น ‘พิจิตร 100’ ได้บ้าง 

    “ทีมบวร บ้าน วัด ราชการ แล้วก็ผู้สูงอายุ มีกิจกรรมร่วมกันเป็น 10 ปี ประมาณ 14–15 ปี ที่มีการสัญจร ประชุมเสวนากันทุกเดือน” 

    ในความเข้มแข็ง แก่นข้างในคือความสัมพันธ์ที่เป็นฐานสำคัญเมื่อมีโครงการวิจัย ‘ยัง (Young) อยู่ ดี’ ของหน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ (Siriraj Health Policy) คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เข้ามา 

    “มันต้องมีความรู้ใหม่ๆ วิธีคิดใหม่ๆ มาประยุกต์กับสิ่งที่เราเป็นอยู่ ถึงจะมีการเปลี่ยนแปลง เราไม่ต้องเรียนรู้เองทุกอย่าง เราเรียนรู้จากคนอื่นได้เลย ลองทำดูสิ ดีไหม โดยเฉพาะศิริราช ซึ่งเป็นสถาบันหลักที่ผลิตความรู้วิชาการออกมา เราเอามาประยุกต์แล้วใช้กับที่นี่”

    ในกระบวนการนี้ สาธารณสุขจังหวัดเป็นทั้งตัวเชื่อมประสานและผู้สังเกตการณ์ภาพรวม 

    “พอเอาไปใช้กับลงพื้นที่ จากนั้นก็ประเมินตามขั้นตอนของทีมวิจัยฯ จากนั้นก็จะถอดบทเรียนออกมาว่าได้ผลเป็นยังไง ติดขัดอะไร แล้วจะเดินต่อยังไง ผมมองว่าตรงนี้คือความท้าทาย” 

    ในมุมมองของนพ.วิศิษฐ์ นี่คือความท้าทายที่ดี เพราะเมื่อลองจินตนาการไปถึงปลายทาง จะเห็นผลลัพธ์ในหลายมิติ

    “ถ้าสุขภาพผู้สูงอายุแข็งแรง มีแนวคิดในการจัดการที่ดี มันทำอย่างอื่นได้หมดเลย แต่ถ้าผู้สูงอายุไม่แข็งแรง มีภาวะที่ต้องพึ่งพิงอยู่เยอะ มีความเปราะบางอยู่แล้ว และไม่สามารถดูแลตัวเองได้ ก็จะเกิดผลกระทบต่อเนื่องในสังคมในทุกๆ มิติเลย” 

    ถึงจะทำงานสายบริหารมาหลายปีแต่โดยสายวิชาชีพคุณหมอวิศิษฐ์คืออายุรแพทย์ ที่รักษาเก่งแค่ไหนก็หายหรือดีขึ้นในระดับคนต่อคน แต่ถ้าเล็งผลไกลถึงชุมชน ต้องอาศัยระบบ 

    “เป็นอายุรแพทย์ รักษาแล้วก็หายคนต่อคน แต่ทำยังไงให้ 10 คนในบ้านนี้ 10 หลังคาเรือนในหมู่บ้านนี้ หรือทำยังไงให้มันดีทั้งตำบล ทั้งจังหวัด อันนี้คือความท้าทาย องค์ความรู้ที่มีอยู่ไม่สามารถจะมาบอกว่ารักษาคนนี้แล้วจะดีทั้งจังหวัดได้ เพราะฉะนั้นเราต้องการองค์ความรู้เพื่อมาประยุกต์กับพื้นที่ มันจึงเหมือนการรักษาสังคม” 

    เพราะถ้ามันครอบคลุมระดับชุมชนก็จะส่งผลย้อนกลับมาถึงระดับปัจเจกเอง

    “ทำยังไงไม่ให้เขาล้ม ทำยังไงให้เขารักษาสุขภาพแข็งแรงนะครับ เขาอาจจะเรียนรู้ด้วยตัวเขาเองได้ แต่เมื่อมีองค์ความรู้มาเจอกัน พื้นที่กับวิชาการมาเจอกัน อันนี้แหละคือความงามนะ เพราะทุกคนเขาก็พร้อมที่จะเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ผมก็เลยมองว่าอันนี้สำคัญมาก”

    ‘สุรเดช เดชคุ้มวงศ์’ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิร่วมพัฒนาพิจิตร

    2. “ไม่ชี้บอก แต่ต้องร่วมสร้างระบบสุขภาพ” ‘สุรเดช เดชคุ้มวงศ์’ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิร่วมพัฒนาพิจิตร 

      หนึ่งในกำลังสำคัญของการสร้างชุมชนผู้สูงอายุในพิจิตรให้แข็งแรงคือ อ.สุรเดช เดชคุ้มวงศ์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิร่วมพัฒนาพิจิตร อดีตข้าราชการสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิจิตร ที่ทำงานพัฒนาชุมชนมานานกว่า 50 ปี 

      “พิจิตรเป็นเมืองเกษตร สมัยก่อนมีปัญหาเรื่องสารเคมีการเกษตร ป่วยแล้วตายด้วยโรคมะเร็งอันดับหนึ่งของประเทศ สาธารณสุขเลยต้องมาทำเรื่องนี้ เราเลยชวนปราชญ์ชาวบ้านมาช่วยกันแก้ปัญหาโดยเริ่มต้นว่าเศรษฐกิจพอเพียงกับสุขภาพดีไปด้วยกันได้ไหม ได้ นั่นคือที่มาของชมรมเกษตรธรรมชาติ ที่มาเคลื่อนและร่วมก่อตั้งชมรมผู้สูงอายุ”

      ตัวเลขปัจจุบันผู้สูงอายุในพิจิตรอยู่ที่ 25% โดยเฉลี่ย และบางตำบลสูงถึง 40% วัยแรงงานเกษตรกรมีหนี้กันเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ขณะที่เด็กเกิดใหม่ทั้งจังหวัดปีล่าสุดอยู่ที่ราว 2,100 คน หรือเฉลี่ยไม่ถึงอำเภอละ 200 คน 

      การเข้ามาของโครงการ ‘ยัง (Young) อยู่ ดี’ นอกจากจะตรงกับปัญหาที่พิจิตเผชิญอยู่ รูปแบบ ‘ร่วมกันคิด’ ของโครงการฯ ยังไปสอดคล้องกับสมการงานผู้สูงอายุเดิมที่ทำกันอยู่แล้วด้วย 

      “เราจะออกแบบยังไงให้เหมาะกับเขา ซึ่งเราเรียนรู้จากการปฏิบัติ ปรึกษาหารือกัน คือไม่ใช่คุณหมอไปชี้ฝ่ายเดียว แต่จะถาม อสม. พี่เลี้ยง ถามผู้เรียน นักเรียนว่าเอายังไงดี เป็นการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เพราะผู้สูงอายุเรากำหนดวิสัยทัศน์ช่วยกันคิด ขับเคลื่อนมาแบบนี้ 15 ปีแล้ว มีสัญจรทุกเดือน มีแผนการทำงานชัดเจน เช่น ผู้ว่าฯ คนไหนมา คุณหมอคนไหนย้ายมา เราก็เอาแผนของเราไปเจรจาภายใต้เป้าหมายของเราคือ ผู้สูงอายุสุขภาพดี” 

      ผู้สูงอายุสุขภาพดีในความหมายและวิธีของอ.สุรเดช วัย 73 คือ ทำอย่างไรให้ไม่เข้าสู่ภาวะเปราะบาง 

      “หรือคนที่เปราะบาง เดินด้วยไม้เท้า ทำยังไงให้มีความรู้ สามารถลุกขึ้นมาช่วยตัวเองได้ แล้วเริ่มกลับมาเดินได้ปกติ” 

      ตลอดเวลา 12 สัปดาห์ของโครงการ นอกจากร่วมออกแบบแล้ว อ.สุรเดช ยังเป็นนักสังเกตการณ์และเก็บเอาผลลัพธ์ต่างๆ มาเผยแพร่ต่อ 

      “เขามาเรียนหลักสูตรของศิริราชทุกวันศุกร์ 9 โมงเช้าถึง 3 โมงเย็นที่อนามัย เห็นเขามีความสุข มีความสนุก เพราะเพื่อนๆ อายุ 90–80–70 มาเรียนร่วมกัน เอาข้าวมากินด้วยกัน ได้ความรู้ด้วย แล้วก็เอาความรู้นี้กลับไปใช้ที่บ้านตัวเอง ตื่นเช้ามาสวดมนต์ ต่อด้วยออกกำลัง กินอาหารต้องมีผัก มีไข่ต้ม อย่าใช้น้ำมันเยอะนะ แล้วก็ต้องไปอาบแสงแดดหน่อยนะ บริหารฟันหน่อยนะ เดินหลังอาหารหน่อยนะ เขาเอาความรู้ของศิริราชไปใช้ แล้วมาบอกให้เพื่อนฟัง” 

      หนึ่งในวิธีการบอกให้เพื่อนฟัง คือ บอกผ่านกลุ่มไลน์ชนะมาร ชื่อไลน์กลุ่มของชมรมผู้สูงอายุพิจิตร ซึ่งมารที่ว่าคือ มารในใจ ได้แก่ ความโลภ ความโกรธ ความหลง

      “ทุกวันศุกร์ ทุ่มตรงถึงสองทุ่ม ก็จะมีเรื่องเล่าจากพื้นที่ทุ่งใหญ่ วัดขวาง ทับคล้อ ที่มา… ก็เอาประสบการณ์มาเล่าเรื่องดีๆ แชร์กันไม่เกินหนึ่งชั่วโมง แล้วก็ส่งรูปส่งคลิปมา แล้วลุงหมอก็แย่หน่อย ปวดลูกตา(ยิ้ม) เราก็ได้เรียนรู้ไปด้วย ว่า เขาทำได้ยังไง มาเล่ากัน”

      ‘เพลิน’ นิภา เรเรือง นักทรัพยากรสาธารณสุขชำนาญการ ผู้อำนวยการ รพ.สต. ทุ่งใหญ่

      3. “เปลี่ยนภาษาแพทย์ให้กลมกล่อมกับชุมชน” ทีมตำบล ทุ่งใหญ่–วัดขวาง–ในเมือง 

      เพลิน- นิภา เรเรือง นักทรัพยากรสาธารณสุขชำนาญการ ผู้อำนวยการ รพ.สต. ทุ่งใหญ่ จะทำโรงเรียนผู้สูงอายุในทุกพื้นที่ที่ไปทำงาน เพราะเป็นส่วนหนึ่งของงาน Long Term Care หรือการดูแลผู้สูงอายุที่ติดสังคม ติดบ้าน ติดเตียง พอย้ายมาประจำที่ตำบลทุ่งใหญ่เมื่อ 10 ปีที่แล้ว โรงเรียนผู้สูงอายุตำบลทุ่งใหญ่ทุกวันศุกร์ก็เกิดขึ้นตอนนั้น และเป็นคนออกไอเดียให้นักเรียนวัยเกษียณกลับมาใส่ยูนิฟอร์ม 

      ทุกคนที่นี่เรียกหมอเพลิน และหมอเพลินได้รับการติดต่อจากโครงการวิจัยฯ ผ่านทางอบจ. เพราะเห็นว่าโรงเรียนผู้สูงอายุที่นี่มีกิจกรรมต่อเนื่อง 

      “กิจกรรมที่เราทำ เราส่งเสริมสุขภาพกายและจิตอยู่แล้ว ซึ่งเราไม่ได้เอาความรู้เป็นหลัก แต่เอาคนในพื้นที่ กิจกรรมในพื้นที่เป็นหลัก แต่พอมีหลักสูตรของโครงการฯ เข้ามา มันเป็นรูปแบบที่กำหนดมาชัดเจนทั้งการออกกำลังกาย การกิน ฝึกสมอง และการดูแล ตั้งแต่นั้น เวลาสอนเราก็เอาความรู้ของอาจารย์นี้มาใส่ให้ด้วย เราเองก็มีอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ นักเรียก็ภูมิใจมากขึ้นว่าได้เรียนกับศิริราช”

      มากกว่านั้น ทุกกิจกรรมมีการประเมินผลลัพธ์ ซึ่งกลับมาอุดช่องว่างงานของหมอเพลินพอดี 

      “แต่ด้วยภาระงานที่มันเยอะมากและไม่รู้ว่าจะทำเอกสารยังไง ที่จะติดตามประเมิน พอโครงการฯ มาปุ๊บมันก็เลยมีรูปแบบมาตรฐาน แต่เราก็ไม่ทิ้งความสนุกสนานของนักเรียน เพราะถ้าเป็นวิชาการนักเรียนเขาจะไม่รับกันแล้ว เราเลยต้องใช้วิธีผสมวิชาการกับความสนุก” 

      สำหรับหมอเพลิน ผลลัพธ์ยิงยาวไปกว่านั้น นักเรียนวัยเกษียณเอาความรู้และกิจกรรมที่ได้เรียนทุกวันศุกร์ กลับไปทำที่บ้านอย่างแข็งขัน เอาไปเผื่อแผ่ครอบครัวด้วย ความสัมพันธ์ในบ้านก็ค่อยๆ ดีขึ้น ลูกๆ เองก็พลอยมีความสุข

      “กรณีที่พ่อแม่ปู่ย่าตายายมาเรียนที่นี่ เขาภาคภูมิใจที่พ่อแม่มาเป็นนักเรียน แล้วเขาก็จะบอกว่าน่ารัก พอครูพี่เลี้ยงถ่ายรูปขึ้นเฟซบุ๊ก เขาเห็นปู่ย่าตายาย เห็นพ่อแม่เขา แต่งชุดนักเรียน สนุกสนาน กลายเป็นเขามีความสุขกับปู่ย่าตายายไปด้วย ลูกหลานก็จะสนับสนุนให้มา ส่วนนักเรียน ถึงวันศุกร์เขาจะเตรียมตัวรออยู่แล้ว(ยิ้ม)” 

      ‘หนา’ ศุทธิรัตน์ ชัยชิตธีรานันท์ ประธานชมรมผู้สูงอายุตำบลวัดขวาง (ซ้าย))
      (‘กิ๊ฟ’ บุญธรรม จ้อยสุดใจ พยาบาลวิชาชีพประจำ รพ.สต.วัดขวาง อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร (ขวา)

      ที่วัดขวาง อ.โพทะเล ทำโรงเรียนผู้สูงอายุมาเป็นระยะเวลาพอสมควร จนผู้สูงอายุไว้วางใจและเชื่อถือ พอโครงการ ‘ยัง (Young) อยู่ ดี’ เข้ามา ทั้ง กิ๊ฟ – บุญธรรม จ้อยสุดใจ

       พยาบาลวิชาชีพประจำ รพ.สต.วัดขวาง และ หนา – ศุทธิรัตน์ ชัยชิตธีรานันท์ ประธานชมรมผู้สูงอายุตำบลวัดขวาง เลยชักชวนสำเร็จแบบไม่ต้องอธิบายอะไรมาก 

      “ถ้าอยากสุขภาพดี ต้องมา เดี๋ยวจะบอก” ศุทธิรัตน์บอกว่าชวนด้วยประโยคแค่นี้เพราะรู้จักกันดีทุกหลังคาเรือน 

      ชาววัดขวางแทบทุกคนเรียกกิ๊ฟว่าหมอกิ๊ฟ นั่นเพราะเป็นกำลังหลักของรพ.สต. ที่รู้ข้อมูลสุขภาพพื้นฐานดีว่า ผู้สูงอายุที่นี่เจ็บป่วยสูงสุดด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และด้วยความที่เป็นสังคมชนบท ความเจ็บป่วยรองลงมาคืออาการปวดต่างๆ เช่น ปวดเข่า ปวดหลัง เพราะอาชีพของคนที่นี่คือทำนา และทำอย่างหนักหน่วง ปีละ 2-3 ครั้งอย่างต่ำ 

      ร่างกายที่ถูกใช้งานหนัก พอสูงวัย หลายคนจึงพึ่งยาแก้ปวดประจำ ทำให้ภาวะไตเสื่อมตามมา 

      ต้นทุนข้อมูลสุขภาพที่ รพ.สต.วัดขวาง มีมากมาย เมื่อกลายมาเป็นโรงเรียนผู้สูงอายุอาทิตย์ละหนึ่งวันจากเดิมที่ทำเดือนละครั้ง พร้อมประยุกต์หลักสูตร ยัง (Young) อยู่ ดี เข้ามา แรกๆ ทั้งกิ๊ฟและหนาบอกว่า ใหญ่เกินตัวพอสมควร ไม่แน่ใจว่าสกิลระดับพื้นที่ที่เคยทำมาจะเอาอยู่ไหม 

      แต่วิธีหนึ่งที่ทั้งคู่ใช้คือการแปลภาษาทางการแพทย์ให้เป็นภาษาที่ชาวบ้านเข้าใจได้ทั่วไป ผ่านการสื่อสารที่ทำให้ยากกลายเป็นง่ายเพื่อให้เอาไปใช้ได้จริงๆ 

      “เท่ากับว่าเดือนหนึ่ง เราทำกิจกรรมถึงสี่ครั้ง พอสี่ครั้งปุ๊บ มันเห็นผล อย่างด้านร่างกาย ปกติแขนขาอาจจะอ่อนแรงไปทีละนิด ไม่กระฉับกระเฉง แต่พอเขามาทำตรงนี้ มันกระฉับกระเฉงอย่างเห็นได้ชัด”บุญธรรมอธิบาย

      ผลพลอยได้ที่ตามมาคือนักเรียนมาแต่เช้าตรู่ (ก่อนครูอีก) เพื่อมาเปิดโรงเรียน

      “เช้าจะรีบมา คนเปิดห้องยังไม่มาแต่นักเรียนมาแล้วค่ะ มารอ บางทีก็โทรตาม ‘เมื่อไหร่จะมา มารอแล้ว’ เราก็บอก ‘ทำไมรีบมา เรานัดกันกี่โมง’ บางคนบอกลูกมาเลยว่า ‘วันศุกร์ไม่ต้องเอาแม่ไปไหนนะ ไม่ต้องให้แม่ทำอะไรเลย แม่จะรีบมา’ อันนี้มันเป็นความภาคภูมิใจ จากที่เรากลัว เรากังวล ตอนนี้ไม่มีแล้วค่ะ” บุญธรรมทิ้งท้าย

      ‘หนึ่ง’ เสาวรส ฉันทธรรมสกุล พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ คลินิกหมอครอบครัวเขตเมือง โรงพยาบาลพิจิตร

      ผู้สูงวัยในเมืองกับชนบท ไม่เหมือนกัน ทั้งวิธีคิด รูปแบบชีวิต และการดูแลสุขภาพ 

      “ส่วนใหญ่ผู้สูงอายุในเขตเมือง เป็นกลุ่มผู้สูงอายุที่ดูแลสุขภาพตัวเองดูแลอยู่แล้ว โดยส่วนหนึ่งจะพึ่งการสันทนาการเป็นส่วนใหญ่ มีกลุ่มรำวง มีไลน์กลุ่ม แต่สิ่งที่ขาดคือชุมชนหรือคนที่รู้จักกัน” ข้อมูลพื้นฐานจาก ‘หนึ่ง’ เสาวรส ฉันทธรรมสกุลพยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ คลินิกหมอครอบครัวเขตเมือง โรงพยาบาลพิจิตร 

      เสาวรสอธิบายต่ออีกว่า ในสังคมเมืองที่ประชากรค่อนข้างหนาแน่น อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) 1 คน ดูแลถึง 20-25 ครัวเรือน การทำงานแบบลงลึกจึงค่อนข้างยาก โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุที่อยู่ลำพังในบ้านที่พบมากขึ้นเรื่อยๆ ผลลัพธ์ที่ตามมาคือภาวะและโรคซึมเศร้าที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน 

      “เวลามีปัญหาลึกๆ ยังดูแลไม่ได้ต้องใช้กระบวนการ หรือเครือข่ายทางสังคมเข้าร่วมในการดูแลให้มากขึ้น รวมทั้งอาจจะต้องใช้โซเชียลมีเดียเข้ามาช่วย แม้จะมีบ้างที่เขารวมตัวกันเอง แต่การดูแลแบบใกล้ชิด ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นหรือพึ่งพาในยามเจ็บป่วยได้ ตรงนี้ยังไม่เท่ากับสังคมชนบท”

      พอโครงการ ‘ยัง (Young) อยู่ ดี’ เข้ามา เสาวรสที่ทำงานมากว่า 20 ปี ต้องใช้อาศัยความไว้วางใจและวิธีชวนที่อาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัวสูง ด้วยการโทรหาทีละคน บางคนโทรถึงสามครั้งก่อนยืนยัน และสิ่งที่ใช้ดึงดูดไม่ใช่ข้อมูลสุขภาพ แต่คือเพื่อน

      “ก็จะบอกว่ามีเพื่อนๆ ที่เข้าร่วมโครงการด้วย เรารู้ว่าคนนี้สนิทกับใคร หรือบ้านอยู่ใกล้ใคร ก็ดึงคนเหล่านั้นมา บอกว่าเพื่อนกันจะได้ดูแลกัน อย่างน้อยเพื่อนเป็นการสื่อสารหรือมีปฏิสัมพันธ์ง่ายกว่า ระหว่างคนไข้กับเจ้าหน้าที่บางทีมันยังมีเส้นกั้นระหว่างบุคคล แต่ถ้าเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกันหรือชุมชนเดียวกัน เส้นบางๆ นี้อาจจะถูกทำลายลง ทำให้เขารู้สึกไว้วางใจมากขึ้นอยากมาร่วมมากขึ้น” 

      เมื่อชวนมาได้แล้ว โครงการฯ ก็จับคู่ผู้สูงอายุเป็น ‘บัดดี้สุขภาพ’ คนที่แข็งแรงจะได้คู่กับคนที่ซึมเศร้า เหงาหงอย เดินเซ 

      “ยกตัวอย่าง ครูนกที่พลังสูงมาก เขาชวนพี่ตุ้มที่มีลูกเป็นสโตรก สามีป่วยเรื้อรัง ตัวเองก็ซึมเศร้า มาคุย มาทำกิจกรรม จูงมือกันมาเรียน เข้าห้องน้ำเป็นเพื่อน ขึ้นบันไดก็จูงมือขึ้นมา แม้กระทั่งกลับบ้านแล้วยังโทรหากัน”

      เสาวรสบอกว่าพี่ตุ้มที่เคยเดินเซ ทรงตัวไม่ดี ซึมๆ หงอยๆ ตอนนี้เดินมั่นคงขึ้น แจ่มใสขึ้น และออกไปไหนด้วยกันนอกโครงการแล้ว

      “ถ้ามองระยะยาว ถ้าผู้สูงอายุสุขภาพดี ไม่ติดบ้านติดเตียง ภาระของเจ้าหน้าที่ที่ต้องเยี่ยมผู้ป่วยก็จะลดลง มันเป็นการลงทุนด้านสุขภาพที่ไม่ต้องสูญเสียงบประมาณมาก เพราะการแก้ปลายทางมันต้องใช้งบประมาณเยอะ” 

      4. “ไม่เอางานวิจัยยัดใส่มือ แต่ลงพื้นที่ ‘กินดี จำดี ดูแลดี กำลังดี’ ไปด้วยกัน” ทีมนักวิจัย กินดี จำดี ดูแลดี กำลังดี 

        ทีมนักวิจัยจากหน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ (Siriraj Health Policy) คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล คืออีกหนึ่งเรี่ยวแรงสำคัญของ ‘ยัง (Young) อยู่ ดี’ ที่แหวกกรอบนักวิจัยทั่วไปตรงที่ไม่ได้เอางานวิจัยที่พัฒนาจากผู้เชี่ยวชาญอย่างเดียวไปยัดใส่มือคนในพื้นที่ แต่ร่วมพัฒนามาตรการกับพื้นที่ แปลความรู้ของทั้ง 4 ดี ให้ออกมาเป็นทฤษฎีย่อยง่ายและกิจกรรมที่ทำตามได้จนเห็นผล 

        จิน – ดร.ณิชากร วรขจิต นักวิจัย หน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
        อิ๋ว – สุภาวดี ไทรนิ่มนวล นักวิจัย หน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

        กินดี

        “กินดีไม่ได้แปลว่ากินเยอะ แต่หมายถึงกินได้ด้วย” คำอธิบายจาก จิน – ดร.ณิชากร วรขจิต นักวิจัยจากหน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

        คนส่วนใหญ่คิดว่าโภชนาการคือการเลือกอาหาร แต่การกินไม่ดีของผู้สูงอายุหลายคนไม่ได้อยู่ที่ “กินอะไร” แต่อยู่ที่ “กินได้ไหม”

        “ปัญหาการกินข้าวไม่อร่อยถือว่าเป็นปัญหายอดฮิตของผู้สูงอายุ จริงๆ สาเหตุอาจจะเกิดจากการที่ฟันไม่ดี บดเคี้ยวไม่ได้ แล้วก็สุขภาพช่องปากก็เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญ”

        กิจกรรมกินดีจึงไม่ได้แค่สอนว่าควรกินโปรตีนเท่าไหร่ต่อวัน แต่เริ่มตั้งแต่การบริหารกล้ามเนื้อปาก ลิ้น และการกลืน ไปจนถึงการปรับพฤติกรรมการกินในชีวิตประจำวัน 

        “พอสุขภาพช่องปากไม่ดี ก็ลามไปถึงสุขภาพร่างกาย เช่น เขาไม่สามารถกินเนื้อสัตว์ได้ ก็จะทำให้เขาไม่มีกล้ามเนื้อ เวลาเขาจะเดินก็ไม่มั่นคง หกล้ม เกิดภาวะเปราะบางตามมา” อิ๋ว – สุภาวดี ไทรนิ่มนวล นักวิจัย อธิบายเชื่อมโยง

        สิ่งที่จินและอิ๋วภูมิใจไม่ใช่ตัวเลขที่เปลี่ยนไป แต่คือภาพปิ่นโตที่ผู้สูงอายุหิ้วมาแบ่งกันกินทุกวันศุกร์ แต่ละคนทำคนละเมนู มาคุยกัน มาหัวเราะกัน

        “กินดีมันไม่ใช่แค่เรื่องโภชนาการ แต่มันคือเรื่องของคุณภาพชีวิตด้วย” จินบอก

        มิ้ง – นันทวัน ป้อมค่าย นักวิจัย หน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

        กำลังดี

        มิ้ง – นันทวัน ป้อมค่าย นักวิจัย หน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่ากิจกรรมกำลังดีถูกออกแบบด้วยหลักคิดง่ายๆ ว่า ท่าออกกำลังกายที่ดีที่สุดไม่ใช่ท่าที่ถูกต้องที่สุด แต่คือท่าที่ผู้สูงอายุทำได้จริงและอยากทำต่อ

        แต่ละท่าจะเน้นเรื่องเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อของผู้สูงอายุ เสริมสร้างการทรงตัวเพื่อป้องกันการพลัดตกหกล้ม

        แต่ละสัปดาห์เริ่มจากการยืดเหยียดกล้ามเนื้อสี่ท่า ตามด้วยออกกำลังกายอีกแปดท่าที่เน้นกล้ามเนื้อขาและการทรงตัว และจบด้วย Cool Down สัปดาห์แรกท่าง่าย สัปดาห์กลางเพิ่มความท้าทาย เดินเลขแปด เดินเขย่งปลายเท้า เดินด้วยส้นเท้า

        “ความแตกต่างเล็กๆ ที่สำคัญมากอย่างหนึ่ง เช่น การยืดแขน แทนที่จะงัดที่ข้อศอก เราจะงัดที่ข้อมือแทน ทำให้แขนตึงและออกแรงกล้ามเนื้อได้เต็มที่จริงๆ” มิ้งอธิบายความแตกต่างระหว่างท่าออกกำลังกายของผู้สูงอายุกับวัยอื่นๆ 

        ส้ม – ดร.กชมน สุขโยยศ นักวิจัย หน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

        บ้านอยู่ดี 

        ควบคู่มากับกำลังดี คือ บ้านอยู่ดี เพราะถ้าร่างกายแข็งแรงแค่ไหนแต่ถ้าอยู่ในสภาพแวดล้อมไม่ดี ก็ไม่ต่างจากการปรบมือข้างเดียว 

        “ประเด็นสำคัญคือการถดถอยของผู้สูงอายุ เขาจะมีภาวะเปราะบางเรื่องการทรงตัว และถ้าอยู่ในบ้านที่ไม่มีความเหมาะสมทั้งในแง่ของกายภาพก็จะทำให้เขาเสี่ยงพลัดตกหกล้มมากขึ้น” ส้ม – ดร.กชมน สุขโยยศ นักวิจัย หน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบาย

        บ้านอยู่ดีจึงเป็นหนึ่งในมาตรการที่มุ่งส่งเสริมให้ผู้สูงอายุปรับสภาพแวดล้อมให้มีความเหมาะสมทั้งภายในและภายนอกบ้าน 

        นับหนึ่งจากการรู้สภาพบ้านตัวเองก่อน เช่น มีราวจับในที่ที่ควรมีหรือยัง สุขภัณฑ์ห้องน้ำเป็นนั่งยองหรือชักโครก รวมไปถึงนอกบ้าน ว่ามีของวางเกะกะหรือ อะไรปรับได้ง่ายก็ปรับเลย หรือถ้าจุดไหนต้องใช้งบประมาณปรับ/ซ่อมแซม หน่วยงานท้องถิ่น อย่างโครงการ ปรับสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกของผู้สูงอายุให้เหมาะสมและปลอดภัย ของกรมกิจการผู้สูงอายุเพื่อปรับสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัยและเหมาะ

        ‘แอน’ สุธิสา ลิ่วลักษณ์ พยาบาลชำนาญการ โรงพยาบาลศิริราช

        จำดี 

        งานในกิจกรรมจำดีของ ‘แอน’ สุธิสา ลิ่วลักษณ์ พยาบาลชำนาญการ โรงพยาบาลศิริราช เริ่มจากข้อเท็จจริงที่ว่า “ไม่ใช่ทุกคนที่แก่แล้วต้องสมองเสื่อม”

        “เราสามารถชะลอความเสื่อมของสมองได้ด้วยการกระตุ้นสมองอย่างสม่ำเสมอ สมมุติว่าสมองมีแนวโน้มจะเสื่อม ถ้าเราดูแล แทนที่จะเจอตอนอายุ 60 เขาก็ไปเจอตอน 90 แปลว่าเขามีช่วงเวลาความสุขของชีวิตที่ยาวนานขึ้น”

        แต่ละกิจกรรมผ่านการวิจัยค้นคว้า ให้เข้ากับวัย ศักยภาพสมอง และบริบทแบบไทยๆ 

        “เน้นกระตุ้นและส่งเสริม กิจกรรมมีหลากหลายนะคะ โดยเน้นเรื่องความจำ การใช้ภาษา การคิดคำนวณ การออกแบบท่าทางการเคลื่อนไหว รวมถึงการเข้าสังคม พฤติกรรมที่เหมาะสมเวลาเราเข้ากิจกรรมสังคมและอยู่กับคนอื่นได้อย่างมีความสุข” 

        ยังมีเกมและปริศนาสนุกๆ ทายสุภาษิตจากภาพ จับคู่เดือนกับฤดูกาล ฟังเสียงแล้วทาย ผู้สูงอายุหลายคนตอบได้เร็วกว่าทีมวิจัยด้วยซ้ำ และทุกครั้งที่มีคนตอบถูก เพื่อนในห้องจะปรบมือให้ ทำให้รู้สึกว่าตัวเองยังทำได้ ยังเก่งได้อีก 

        “ผู้สูงอายุมีแนวโน้มที่จะป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์อยู่แล้ว แทนที่เขาจะเจอตอนอายุ 60-70 แต่การฝึกและกระตุ้นสมองสม่ำเสมออย่างนี้ช่วยให้เขาอาจไปเจอตอน 90 บางทีอาจจะอยู่ถึง 100 หรืออาจจะไม่ถึง แต่ถ้าฝึก เขาอาจจะอยู่กับโรคนี้แค่ไม่กี่ปีก่อนจากไป เพราะฉะนั้นเขาก็จะมีช่วงเวลาความสุขของชีวิตยาวนานเลยค่ะ” สุธิสาย้ำ 

        ‘แนต’ ธนัญพร พรมจันทร์ นักวิจัย หน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

        ดูแลดี 

        แนต – ธนัญพร พรมจันทร์ นักวิจัยหน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่าเป้าหมายของดูแลดีคือ สร้างเครือข่ายสุขภาพให้ผู้สูงอายุในชุมชนให้ช่วยดูแลกันและลดภาระพึ่งพิงทางการแพทย์ 

        ทำไมต้องดูแลกัน? 

        ธนัญพรตอบว่า หลังเกษียณผู้สูงอายุส่วนใหญ่ไม่ค่อยอยากออกจากบ้าน หลายคนติดที่ ติดโซเชียล แต่ถ้าเพื่อนชวน แนวโน้มจะไปมีอยู่สูง ดูแลดีจึงออกแบบให้สร้างความสัมพันธ์เพื่อดูแลกันแบบคู่หูบัดดี้ 

        “เราอยากให้เขาร่วมกันดูแลสุขภาพ หัวใจหลักคือการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้สูงอายุ ให้เขาจับคู่กัน คอยสังเกตการณ์ ถามสารทุกข์สุกดิบเกี่ยวกับสุขภาพกัน แล้วมันก็เป็นวิธีการให้เขาตระหนักรู้ถึงภาวะสุขภาพตนเอง ถ้าเขามีปัญหาเราสามารถส่งต่อได้อย่างรวดเร็วเพราะเขารู้แล้วว่าตัวเองป่วย” 

        และที่สำคัญ เพื่อนบ้านรู้ก่อนหมอเสมอ หลายครั้งความห่วงใยจากเพื่อนมีน้ำหนักมากกว่าเจ้าหน้าที่

        “สิ่งที่เราไม่ได้คาดหวังแต่เกิดขึ้นจริงคือ ผู้สูงอายุเอาความรู้ที่ได้ไปบอกต่อเพื่อนบ้าน บอกครอบครัว มันขยายออกไปเองโดยที่เราไม่ได้วางแผน”

        (ซ้าย) หนูเล็ก แก้วเกิด – แม่ อายุ 83 ปี
        (ขวา) นวนันท์ ปี่แก้ว – ลูกสาว อายุ 59 ปี

        5. “เห็นแม่มีความสุข เราก็มีความสุข” นวนันท์ ปี่แก้ว 

          บังเอิญวันศุกร์ที่แม่ไปเป็นนักเรียนของโรงเรียนผู้สูงอายุตรงกับวันเกิดตัวเองพอดี เลยทำก๋วยจั๊บหม้อใหญ่เลี้ยงเพื่อนนักเรียนของแม่ทุกคน 

          นวนันท์ ปี่แก้ว วัย 59 ปีทำงานเป็นผู้ช่วยพยาบาลที่โรงพยาบาลพิจิตร และก่อนหน้านี้เคยรับงานฟรีแลนซ์ที่กรุงเทพฯ ดูแลผู้สูงอายุคนอื่นมาก่อน ความรู้ที่เรียนมาและประสบการณ์ที่สะสมมาทั้งหมดถูกนำกลับมาดูแลแม่วัย 83 ปีที่เป็นเส้นเลือดในสมองตีบ แต่บางทีความสัมพันธ์ร่วมสายเลือดก็ง่ายต่อการกระทบกระทั่ง

          “บางทีก็ทะเลาะกับแม่ บอกว่า แม่… เวลาหนูไปดูคนไข้คนอื่น เขาไม่เห็นดื้อเหมือนแม่เลย แต่ตอนนี้เข้าใจแล้วว่าคนแก่เขาไม่รู้จะดื้อกับใคร ก็เป็นกับคนในครอบครัว เราเป็นลูกก็เลยทุ่มเทใส่ใจเต็มร้อย”

          ก่อนไปโรงเรียน ‘คุณแม่’ หนูเล็ก แก้วเกิด มีอาการเหงาๆ ซึมๆ กินอะไรไม่อร่อย เป็นโรคไตระยะ 4 ไม่มีสังคมนอกบ้านนอกจากโทรทัศน์

          แต่พอแม่มาเข้าโรงเรียน ลูกสาวเห็นความเปลี่ยนแปลงทีละเล็กทีละน้อย 

          “แม่สดชื่นขึ้นมากเลย มีเรื่องเล่าว่าวันนี้แนะนำเมนูอะไรให้เพื่อนไปบ้าง แม่ทำมะระ แล้วก็บอกสูตรของแม่ให้เพื่อนไป น้ำเสียงมีความสุข สดชื่นขึ้น กลับบ้านมาก็เอาเก้าอี้มาวางแล้วขยับขา ยกขาเองอยู่ที่บ้าน ตอนเช้าก็จะเอาเก้าอี้ออกไปนั่งตากแดดที่บันไดตามคำแนะนำของครูค่ะ” 

          มากกว่านั้น พอแม่มีสังคม มีเพื่อน สิ่งแวดล้อมตรงนี้มันทำให้คนที่เคยนอนอยู่กับบ้าน ดูทีวีอย่างเดียว มีชีวิตชีวาขึ้น ลูกสาวก็จะคอยโพสต์รูปกิจกรรมแม่กับเพื่อนๆ ลงโซเชียล จนคนมาถามว่า ทำไมแม่สดชื่นขึ้นเยอะ 

          ชุดนักเรียนที่แม่ใส่ ลูกสาวก็จัดหาให้ โดยเฉพาะกระโปรงของเดิมจะเป็นตะขอแต่เพราะอยากให้แม่ทำกิจกรรมอย่างสบายที่สุด นวนันท์ วัดเอวและตัดให้ใหม่เป็นกระโปรงจีบรอบตัวแต่เอวยางยืด 

          “อะไรก็ตามตอนนี้ที่แม่มีความสุข สุขภาพจิตดี แววตาแม่สดใส เราก็มีความสุข เวลาคุยกันแซวกัน แม่หัวเราะออกมา”

          นวนันท์บอกว่า อยากให้มีกิจกรรมแบบนี้เยอะๆ ให้คนแก่ทั่วประเทศได้ทำเหมือนแม่ ไม่ใช่แค่ที่นี่