แผ่นดินไหวในใจ โยกพอให้รู้ว่าข้างในยังสั่นไหวแต่สุดท้าย “เราจะไม่เป็นอะไร”  อพาร์ตเมนท์บำบัดใจของผู้หญิงโสดและว่างงาน วัย45

ทะลุกรอบทุกอย่างสำหรับ ‘เคียวโกะ’ สุภาพสตรีวัย 45 ที่ตัดสินใจลาออกจากงานมั่นคงและหิ้วกระเป๋าออกจากบ้านหลังใหญ่มาใช้ชีวิตคนเดียวตามประสาคนโสดในอพาร์ตเมนท์ไม้เก่าคร่ำคร่าที่มีคนอาศัยร่วมหลังคารวมกันแล้วไม่เกิน 5 คน

อพาร์ตเมนท์หลังนี้มีชื่อว่า ‘เรือนแรมดอกเร็งเงะ’ แต่ไม่ได้ปลูกดอกเร็งเงะไว้ตามชื่อ

ตอนต้นของหนังสือ ‘อพาร์ตเมนท์บำบัดใจ’ เล่าปูพื้นไว้ว่า เดิมทีเคียวโกะมีชีวิตที่ดูเผินๆ น่าอิจฉา เติบโตด้วยการศึกษาที่ดี เรียนจบก็เป็นพนักงานบริษัทเอเจนซี่เงินเดือนสูง ชนิดที่ซื้อรองเท้ามาโนโล บลาห์นิกโดยไม่ต้องรอถึงสิ้นเดือน และอยู่อาศัยในบ้านเดี่ยวหลังใหญ่ในกรุงโตเกียว 

หากเรื่องจริงที่ก็คือ คนทำงานหาเงินซื้อบ้านเดี่ยวหลังใหญ่คือพ่อที่เป็นวิศวกรทำงานแบบไม่ลืมหูลืมตา วันหยุดก็ไปทำงานพิเศษ ก่อนจะจากไปในวัยห้าสิบด้วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย ลูกคนสุดท้องที่ตั้งคำถามกับงานทุกวันว่าเมื่อไหร่จะทำอะไรได้มากกว่าการหาร้านรับรองลูกค้าและประจบประแจงอย่างเคียวโกะ จึงตัดสินใจครั้งใหญ่ครั้งแรกในชีวิต 

ด้วยวัย คงไม่ต้องเรียกว่าการหนีออกจากบ้าน แต่ลูกสาววัย45 ยอมรับว่าหนีแม่ที่บ่นและโทษคนอื่นทุกอย่าง บ่นกระทั่งเรื่องที่เธอไม่แต่งงานว่า “มีลูกสาวขายไม่ออก หน้าขายหน้าแท้ๆ” 

การหนีไม่ได้แปลว่าไม่รัก เคียวโกะจึงเลือกมาอยู่คนเดียวและเรือนแรมดอกเร็งเงะก็คิดค่าเช่าเพียงเดือนละสามหมื่นเยน (ประมาณ 7,015 บาท) เหมาะกับคนตั้งใจลาออกมาเพื่อไม่ทำงานอย่างเคียวโกะ 

แต่คนที่เคยอยู่บ้านเดี่ยว สะอาด มีอาหาร 3 มื้อฟรี กลับต้องปรับตัวใช้ชีวิตในห้องขนาด 3 เสื่อ (เสื้อ 1 แผ่นประมาณ  1.82 x 0.91 เมตร หรือ 1.65 ตารางเมตร) ห้องน้ำรวมอีกต่างหาก 

ใหญ่กว่าการปรับตัวคือการปรับใจ ผู้หญิงวัยกลางคนที่คิดว่าตัวเองอยู่ได้ เอาเข้าจริงกลับไม่ไหวในหลายๆ จังหวะ 

ทั้งลมจากฤดูหนาวที่พัดผ่านช่องหน้าต่าง เพดาน และผนังเข้ามา จนฮีตเตอร์ก็เอาไม่อยู่

ความชื้นของฤดูฝนที่มาพร้อมเพื่อนไม่ได้รับเชิญ ทั้งทาก ไส้เดือน และยุง รวมถึงเชื้อราที่มากันแบบจัดเต็มในช่องและซอกต่างๆ 

การที่จู่ๆ ก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาเคาะประตูห้องเพราะสงสัยว่าเป็นโจรหรือเปล่า

แต่ที่หนักที่สุดน่าจะเป็นการตื่นมาทุกเช้าพร้อมกับภาวะการไม่ทำงาน ขณะที่จิตใต้สำนึกยังผูกคุณค่าของตัวเองไว้กับการงานอย่างเหนียวแน่น

มายูจังเพื่อนสนิทของเคียวโกะบอกว่า นั่นเพราะเคียวโกะเป็นคนจริงจังไปเสียทุกอย่าง ตอนอยู่บริษัทก็ทำงานจริงจัง พอไม่อยากทำงานแล้วมาเป็นคนไร้งาน ก็พยายามจะไร้งานอย่างจริงจังอีก 

ความวูบไหวไปมาของเคียวโกะ คงไม่ต่างกับปรากฎการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในเกาะใหญ่อย่างญี่ปุ่น ที่ทิ้งซากปรักและความเสียหายน้อยใหญ่ไว้แตกต่างกัน 

แต่อพาร์ตเมนท์เก่าคร่ำคร่าอย่างเรือนแรมดอกเร็งเงะก็อยู่รอดมาได้ทุกครั้งหลังแผ่นดินไหว ถึงจะต้องฟื้นฟูอยู่นับครั้งไม่ถ้วน 

“เกิดแผ่นดินไหวบ่อยอยู่ ก็ยังไม่พังนะ รากฐานน่าจะมั่นคงทีเดียว ต่อให้เป็นอาคารไม้ แต่ถ้าในโครงสร้างที่คานขวางรูปกากบาทอยู่ด้วยจะพังยาก” 

เช่นเดียวกับความมั่นคงในใจที่โงนเงนบ่อยครั้ง แต่ได้ ‘คุมะไกซัง’ เพื่อนสูงวัยใต้ชายคาเดียวกันคอยเตือนว่าความสั่นไหวคือเรื่องปกติ 

“ยังเด็กอยู่ก็ต้องสับสนเป็นเรื่องธรรมดาแหละจ๊ะ ถ้าเข้าใจชีวิตดีนี่สิแปลก”

คุมะไกซังเจ้าของผมขาวกว่ากำลังบอกป็นนัยว่า ไม่ว่าตอนไหนเคียวโกะวัย 45 ยังเด็กเสมอ 

ในทางกลับกัน ความสั่นไหวยังสอนให้เคียวโกะค่อยๆ ฝึกปรือไปทีละน้อย เช่น วันไหนมีน้ำมูกหรือจามก็จะเข้านอนเร็ว หรือการลุกขึ้นมาใช้เทปกาวแปะช่องมุ้งลวดไม่ให้ลมหนาววูบเข้ามา ก็ทำให้เคียวโกะผ่านวันนั้นมาได้ และค่อยๆ ค้นพบว่าตัวเองยืดหยุ่นเหลือเชื่อทั้งร่างกายและจิตใจ 

ส่วนคานขวางรูปกากบาทที่พยุงให้เรือนแรมดอกเร็งเงะรอดมาได้ในทุกแผ่นดินไหว เคียวโกะเองก็อาจกำลังสร้างมันอยู่ 

ก็เหมือนที่ ‘เรนะ’ หลานสาววัยรุ่นขอมาเที่ยวอพาร์ตเมนท์ขนาดสามเสื่อของเคียวโกะ หลังจากโดนผัดผ่อนอยู่หลายครั้งเพราะกลัวหลานจะว่าสกปรก แต่หลานวัยรุ่นกลับสวนกลับมาสวยๆ ว่า

“ที่นี่ดีจังเลย หนูรู้สึกได้ว่าตัวเองหายใจอยู่ ทำไมย่าไม่ชอบที่นี่ก็ไม่รู้” 

โดยไม่รู้ตัว เรนะกำลังช่วยต่อ ‘คานขวางรูปกากบาท’ พยุงเรือนแรมในใจเคียวโกะได้อีกแรง