ทุกข์แล้วไม่รักษา ไม่กล้าถามตัวเองว่าพังอยู่หรือเปล่าถ้าใช่ อยากชวนเที่ยวเล่น มาเบิกบาน มามีประสบการณ์ในงาน Soul Connect Fest

เพราะเราขาดสิ่งนี้กันอยู่ใช่มั้ย 

เป็นคำถามสำคัญที่เรามาคุยกับ ‘กี้’ จารุปภา วะสี ผู้อำนวยการศูนย์ความรู้และประสานงานสุขภาวะทางปัญญา หนึ่งในผู้ร่วมจัดงาน ‘Soul Connect Fest 2025 สุขภาวะทางปัญญา 68 จิตวิญญาณ​ การร่วมทุกข์ ความหวัง’ ที่หนนี้มาพร้อมกับคำว่า Humanice 

ไม่มีคำว่า Humanice ในทุกๆ ดิกชันนารี เพราะเป็นคำสมาสที่ผู้จัดงานอยากเอาสองคำนี้มาเชื่อมกันเพื่อสื่อให้เห็นความดีที่มีอยู่แล้วของเรา แต่เราแทบไม่เคยมองเห็นหรือลืมไปแล้วว่ามี 

“ไม่อะไรมาก ไม่ต้องพยายามให้เหนื่อย เป็นความ Nice ที่เรามีกันอยู่แล้วแต่ไม่ค่อยได้มองมัน” คีย์เวิร์ดสำคัญจาก ดร.สรยุทธ รัตนพจนารถ ผู้อำนวยการร่วมธนาคารจิตอาสา อีกหนึ่งผู้ร่วมจัดงาน 

ดังนั้น คำว่า ‘สิ่งนี้’ ในประโยคเริ่มต้น คงไม่ได้แปลว่าความดีงาม น่ารัก หรือ ความ Nice แน่ๆ แต่คือแว่นที่จะมองให้เห็นมันต่างหาก และเป็นแว่นที่เรายังขาด แต่สิ่งที่เราเรียกว่า Mindfulness หรือ เข้าใจความจริง จะพาเราไปเจอ 

งาน Soul Connect Fest คืออะไร 

เมื่อก่อนเวลาเราทํางานเรื่องจิตวิทยา ศาสนา จะอยู่ในพื้นที่ศาสนาพุทธเป็นหลัก ช่วงแรกๆ ภาคีคนทํางานก็จะเป็นวัดต่างๆ เหมือนแม่ชีศันสนีย์ พระไพศาล วิสาโล สวนโมกข์กรุงเทพฯ แต่หลังจากนั้นมิติของจิตวิญญาณเข้าสู่ฆราวาสมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเทรนด์ในประเทศไทยหรือเทรนด์ในต่างประเทศ 

ความหมายของงานนี้คือ เราอยากแสดงให้สาธารณะเข้าใจว่าการทํางานของคนกลุ่มนี้ ทําอะไร มีกระบวนการเรียนรู้แบบไหน สิ่งสําคัญคือ เราไม่คุยเรื่องนี้ด้วยภาษาแต่เราคุยกันด้วยประสบการณ์  ผ่านประสบการณ์จริงที่เขาเจอ 

จุดเริ่มงานจะมี 2 หลักคือ หนึ่ง ภาคีทําอะไรมา ลองเอามาแสดงซิ ถ้าเป็นภาษาพุทธจะใช้คําว่าเผยแพร่ธรรม แต่จริงๆ เราอยากเผยแพร่ความรู้ความตั้งใจของเรากับเครื่องมือของเรา ในขณะที่เราคาดหวังว่าผู้เข้าร่วมแล้วมีประสบการณ์ตรง เพราะว่าการเติบโตทางจิตวิญญาณมันต้องผ่านประสบการณ์ตรงก่อน เข้าใจตรงนั้น แล้วมันจะไปต่อได้ 

เผยแพร่ธรรมให้คนทั่วไปเพื่ออะไร

มิติจิตวิญญาณมันมีนิยามอยู่ตัวนึงคือ spiritual health ภาษาไทยใช้คําว่า สุขภาวะทางปัญญา คือ สุขภาวะที่เกิดจากการเข้าใจตนเองและชีวิต เห็นความเชื่อมโยงกับผู้อื่น โลก ธรรมชาติ นําไปสู่การร่วมสร้างสังคมเกื้อกูล

เป้าหมายคือตัวนี้แหละ ทํายังไงให้เขามีสุขภาวะทางปัญญาได้ ทํายังไงให้เขาเกิดการเดินทางและเติบโตทางจิตวิญญาณให้ได้ มันจะต้องเกิดการเข้าใจตัวเองและชีวิต ต้องเห็นความเชื่อมโยงระหว่างตัวเขาที่เชื่อมกับคนอื่น เชื่อมกับโลก เชื่อมกับธรรมชาติ แล้วก็พอมันเกิดความเข้าใจสองอย่าง (ตัวเองและชีวิต) เขาจะเปลี่ยนแปลงหรือมีแรงบันดาลใจที่จะไปสร้างสังคมเกื้อกูล 

เขาจะมีประสบการณ์ที่นี่ เพื่อเริ่มเดินทางและเติบโตทางจิตวิญญาณ เพื่อไปสู่เป้าหมายที่ว่า

เพราะเราขาดสิ่งนี้กันอยู่ใช่ไหม

วิธีง่ายๆ ที่เรามักจะใช้กับเพื่อนหรือคนใกล้ตัว คือจะเข้าไปถามเลยว่า “เป็นยังไงบ้างตอนนี้” “มีสุขหรือมีทุกข์เรื่องอะไร” เราเชื่อว่าคนมีทุกข์มากขึ้นเรื่อยๆ นะ  มันยากเพราะสังคมไม่ได้สอนวิธีการที่มนุษย์จะเข้าใจตัวเอง เด็กๆ ไม่เคยถูกสอนนะ เราไม่มีเครื่องมือ บางทีพ่อแม่ก็ไม่เคยคุยเรื่องนี้กับเรา

เราจะเช็ค 2-3 ระดับ ระดับแรกเช็คระดับบุคคลเลย ก็ถามเขาไปตรงๆ ทุกข์สุขเป็นยังไงบ้าง เขาสามารถเชื่อมโยงตัวเขาเองกับคนอื่นได้ไหม เขาสามารถแตะถึงเพื่อนที่อยู่ข้างหน้าได้ไหม เขารู้สึกว่าตัวเองกําลังแยกขาดกับสิ่งแวดล้อมหรือเปล่า เขารู้สึกว่าโลกหันหลังให้เขาอยู่ไหม โลกยังน่าไว้วางใจอยู่หรือเปล่า ฯลฯ  นี่คือระดับตัวเขา

ส่วนระดับสังคม เราเช็คว่าสิ่งที่สังคมทํากับผู้คน ทําให้แต่ละคนรู้สึกสุขสงบมากหรือน้อย สมมุติเราพูดถึงเด็กที่มีภาวะซึมเศร้าฆ่าตัวตาย เพราะอะไร  อะไรทําให้เด็กๆ รู้สึกว่าเขาจะต้องควบตัวเองไปข้างหน้าตลอดเวลา อะไรทำให้เขาสู้เพื่อนไม่ได้ เขาหมดหวัง เขาไม่เหลือทรัพยากรที่ตัวเองจะเติบโตได้อย่างมีคุณภาพ แล้วสิ่งที่มันกลับมาในใจเขาคืออะไร พวกนี้เป็นเรื่อง spiritual หมดเลย สังคมทําให้จิตวิญญาณเด็กๆ ได้รับการเติมเต็ม หรือจิตวิญญาณเขาแตกสลาย 

ถ้าขยับไปอีก เราพูดถึง planet พูดถึงประเทศ ถามง่ายๆ สมมุติว่าโลกนี้เป็นมนุษย์สักคนหนึ่ง แล้วถามเขาไปตรงๆ ว่าตอนนี้เธอสบายดีไหม คิดว่าจะได้รับคําตอบอะไร?

ไม่สบาย

นี่คือสิ่งที่ตอบได้ทันทีแต่สิ่งที่ต้องคิดต่อมาคือไม่สบายเพราะอะไร เขากําลังเป็นอะไรอยู่ เขารู้สึกอะไรอยู่ เราถามความทุกข์ความสุขกับตัวเรา เราถามกับโลกได้เหมือนกันเลย 

แต่ว่าสิ่งที่เราทําอยู่ เราไม่ค่อยถามเขา แม้กระทั่งโลกที่ป่วยขนาดนี้ ถ้าเราดูสิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยก็ตาม โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อม เราคิดว่ามันเป็นภาพสะท้อนเดียวกับที่มนุษย์ทํากับตัวเอง เราแทบไม่เคยถามไปจริงๆ ว่าตอนนี้เรารู้สึกอะไร ไม่สบายจริงไหม หรือว่า “ไม่เอาๆ ฉันไม่อยากถาม ฉันไถไปเพลินๆ ดีกว่า ฉันออกไปเที่ยวเล่นดีกว่า” เพราะว่าการถามลงไปมันเจ็บปวด

เราเชื่อว่ามนุษย์ลึกๆ ดีนะ แล้วก็มีความปรารถนาที่จะมีชีวิตดีด้วย แต่พอความปรารถนาแบบนี้ไปเผชิญความจริงของความทุกข์ มันไม่กล้าเผชิญ เราไม่กล้าถามตัวเรา แล้วพอไม่กล้าถาม มันก็ยิ่งพาเราออกไปจากสิ่งที่ควรจะเป็นภาวะสุขสบาย แล้วเราเป็นอย่างนี้ในทุกๆ ระดับ  สิ่งที่เราทํากับโลกมันสะท้อนสิ่งที่เราทํากับตัวเองข้างใน

แล้วสภาวะแบบนี้ สภาพที่คนรู้สึกว่าฉันก็เจ็บ ไม่อยากจะทุกข์ไปมากกว่านี้ ไม่อยากจะเอาตัวเองเข้าไปยุ่งยากมากกว่านี้ สภาวะแบบนี้มันจะนําไปสู่อะไรไหม 

เราจะติดหล่มบางอย่าง  คือถ้าสมมุติว่าธรรมชาติของต้นไม้คือการเติบโต ทั้งตัวเราและทั้งประเทศเราจะติดบั๊ก ติดหล่ม ทุกคนไม่เผชิญกับสถานการณ์จริงร่วมที่ปรากฎ แล้วก็หลบเข้ามาในตัวเอง แล้วมันไปต่อไม่ได้

ทีนี้มันอาจจะไม่ใช่แค่ไปข้างหน้าไม่ได้ เวลาเราทุกข์แล้วเราไม่รักษาตัว ไม่เยียวยา มันจะมีพลังงานลบที่เราอาจจะไม่ทันรู้ แล้วมันจะกลับมาทําร้ายตัวเอง โลกก็เหมือนกัน ถ้าเราไม่ถามเขา เราไม่เยียวยา ไม่ใช่แค่อยู่เฉยๆ นะ มันจะติดบั๊กจนถอยหลังกลับมา

รายงานความเสี่ยงความเสี่ยงโลกปีที่แล้วเขาบอกว่าเรื่องสําคัญที่สุดที่เกิดขึ้นในโลกคือมนุษย์ไม่สามารถร่วมมือกันได้เลย เพราะฉะนั้นอะไรที่เป็นอุดมคติคุณเลิกคิดไปก่อน คุณกลับมาหาความเป็นไปได้ที่เราจะร่วมมือกันขั้นต่ํากันให้ได้ก่อน แล้วให้ความร่วมมือนั้นพาเราผ่านวิกฤตที่มันเป็นอยู่ให้ได้ 

ความร่วมมือกันขั้นต่ำคืออะไร

อาจารย์โคทม อารียา เคยพูดให้ฟังว่า ถ้าเรานึกถึงบางอย่าง เช่น ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความไม่เบียดเบียน ความเป็นธรรม ประชาธิปไตย ถ้าเรากลับมาที่ตรงนั้นล่ะ เราอาจจะไม่ต้องพูดไปไกล แต่ว่าโดยขั้นต่ํา เราจะไม่เบียดเบียนทําร้ายกัน เกื้อกูลต่อกัน

คําที่เราใช้กันมากในการทํางาน spiritual คือ เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน มันคือการยอมรับความหลากหลายแล้วก็ไม่ได้เอากรอบของตัวเองไปเที่ยวกดคนอื่น

จากธีม Humanice  ความ Nice มันเป็นขั้นต่ำหรือเปล่า

นิยามคําว่า nice คิด เปิดได้หลากหลายพอๆ กับนิยามของคําว่า จิตวิญญาณ อาจจะต้องถามกันลงไปถึง ความเชื่อของคนที่มีต่อความเป็นมนุษย์

สําหรับเรา สิ่งที่มนุษย์ควรทําต่อกันคือไม่เบียดเบียนและเกื้อกูล  แต่ว่าลึกลงไปเราเชื่อว่าข้างในตัวมนุษย์มีความดีอยู่  แต่ว่าเขาจะสามารถเอาความดีออกมาใช้ได้ไหม มันมีปัจจัยเยอะมากเลย

มันเป็นข้อถกเถียงใหญ่มากนะว่าจริงๆ ธรรมชาติของมนุษย์เป็นยังไง จะมีทั้งเรื่อง มนุษย์ชั่ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องทําก็คือสร้างกฎเกณฑ์เพื่อไม่ให้มันเกเร หรือถ้ามนุษย์ดีเพราะฉะนั้นจะสร้างสิ่งแวดล้อมยังไงที่เอื้อให้ความดีนั้นเติบโต หรือว่าจะดูแลยังไงให้มนุษย์สายที่เบียดเบียนทําร้าย ไม่มีพลังมากพอ

คุณกี้เชื่อว่ามนุษย์ดียังไง 

ธรรมชาติอย่างหนึ่งที่รู้สึกได้คือ คนอยากมีความสุข อยากมีชีวิตที่ดี เพียงแต่เขานิยามความดีไม่เหมือนกัน สมมุติโจทย์ที่เราเจอคนที่เขาร้ายใส่เรา เวลาเราไม่เข้าใจเขา เราก็จะตั้งคําถาม เอาตัวเองแทนเขาไป เช่น เขาเป็นอะไรวะ เขารู้สึกอะไรวะ แล้วเราก็จะเจอเสมอเลยว่า ฉันก็แค่อยากให้ฉันดีแล้วก็มีความสุข ฉันไม่ได้ตั้งใจจะเบียดเบียนนะ แต่ว่าฉันยืนอยู่บนจุดยืนของฉัน ฉันอยากมีชีวิตที่ดี แล้วพอเราเข้าใจตรงนี้ มันเหมือนจะโกรธมันก็โกรธไม่ลง มันเป็นความวางใจ ก็เพราะว่าเธออยากมีชีวิตที่ดี เธอก็อยากมีความสุขซึ่งมันเป็นธรรมชาติของทุกคน

การมีอยู่ของงาน Soul Connect Fest ซึ่งจัดงานเพียง 4 วัน มันจะช่วยเราอย่างไร 

ปีสองปีมานี้เราเห็นว่า event เชิง spiritual มีเยอะขึ้น สังคมเห็นว่าสิ่งแบบนี้เป็นไปได้ เรารู้สึกอย่างนั้นนะ  

ปีที่แล้วพอเสร็จงาน Soul Connect Fest ครั้งแรก เรามี focus group เล็กๆ กับกลุ่มเด็กเยาวชนที่มาร่วมงาน เด็ก ๆ บอกว่าจริง ๆ งานแบบนี้ สําคัญกับพวกเขามาก เพราะว่าเด็กไม่มีตังค์ไป workshop แน่ ๆ  เด็ก ๆ เลยเฮโลกันมาเพื่อจะมาทดลองประสบการณ์ แล้วสำหรับงาน spirital ประสบการณ์คือสิ่งสําคัญ มันเป็นพื้นที่ทดลองประสบการณ์สาธารณะ ที่ไม่มีคําตอบผิดถูก แต่ให้ไปทดลองหาคําตอบเอง 

แล้วเรายังสัมภาษณ์ผู้ร่วมจัดงาน ทั้งส่วนวิชาการและกิจกรรม โทนคําตอบหลักๆ อยู่ว่า เขารู้สึกมีกําลังใจ คือเวลาคนที่ทําเรื่องพวกนี้อยู่ลําพัง มันจะไม่แน่ใจ ทําเหมือนทําคนเดียว เป็นกระแสรองมากๆ สมมติกลุ่มแม่มด กลุ่มที่มิติจิตวิญญาณที่ไปอย่างนี้ ก็จะรู้สึกตลอดเวลาว่า กูบ้าอยู่หรือเปล่า แต่พอมาอย่างนี้ ไม่มีคนทํา 

คนเราจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ เพราะว่าอาจจะผ่านเรื่องร้ายสุดดีสุดมา หรือว่าเจอเรื่องที่ทุกข์แทบตาย แต่ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ด้วยวัยและประสบการณ์อาจจะยังไม่เจอเรื่องแบบนั้น แล้วเขาจะเข้าใจมันได้อย่างไร 

เรารู้สึกว่ามันจะมีประโยชน์มากๆ เลย ถ้าสิ่งนี้ถูกเข้าไปอยู่ในโรงเรียน มันจะมีวิชา เราเคยคุยกันว่า มันอาจใช้คําว่า ‘วิชาชีวิต’ เรายังเรียนสุขศึกษาได้เลย กายภาพรู้หมดเลยนะซอกหลืบอะไรตรงไหน แต่เรื่องจิตใจไม่รู้เลย แต่จริงๆ มิติที่การเข้าใจชีวิตมันมีแง่มุมลึกซึ้งมากมายเลย

เพราะฉะนั้นมันกลายเป็นเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่องจริงมันถูกผลักออกไป ผลักเอาไปให้เป็นเรื่องอื่น เด็กๆ ก็จะรู้สึกว่าเรื่องจริงคือเรื่องที่เขาคุ้นชินมาตั้งแต่เล็กจนโต แล้วพอเป็นเรื่องที่มันยังไม่รู้จะไปลองอีท่าไหน มันก็ไม่ค่อยไม่ค่อยอยากจะก้าวไปทดลอง เพราะว่าภาระชีวิตทุกวันนี้ของเด็กๆ ก็เยอะ ชีวิตมันหนักมาก มันวิ่งอยู่ตลอดเวลา แล้วเราถามว่าแล้วเขาจะหยุดได้เมื่อไหร่ เขาบอกว่าหยุดไม่ได้หรอกพี่ มันจะวิ่งไปจนมันพัง แล้วมันจะกลับมาเอง

ความพังเป็นเรื่องจําเป็นของชีวิตไหม

สําหรับเรา เราโตมาได้หลังการพัง แต่มันก็ปลอดภัยโดยไม่พังได้นะ  ชีวิตทั้งคู่ (พังและไม่พัง) มัน Nice มันน่ารักของมัน แต่ชีวิตแบบพังก็จะโตไปในแบบโคตรแกร่ง แต่ถ้าเจอชีวิตแบบไม่พังก็โอเค โตไปก็แลกเปลี่ยนกัน 

ที่สำคัญ เราไม่เคยรู้สึกว่าเด็กๆ ยุคนี้ขี้เกียจเลยนะ ดีกว่าเราเยอะ แต่เด็กๆ เขาไม่คุยเยอะหรอกขอแค่นอนให้พอ สิ่งที่เผชิญเงินเดือนก็ไม่เยอะ แล้วก็หมดไปกับค่าใช้จ่ายที่มันหนักจริงๆ  เด็กไม่ได้ฟุ่มเฟือยก็แทบจะไม่รอด  แถมสิ่งรอบตัวพยายามบอกเขาว่า อายุน้อยร้อยล้านมันเป็นไปได้ เธอต้องเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีขึ้น เรากลับรู้สึกว่า เด็กเด็กไม่ได้ขี้เกียจหรือเปราะบาง แต่ว่าสิ่งที่เด็กๆ เผชิญ อยู่รอดอย่างงี้มันก็เก่งแล้ว แล้วก็อาจจะกลับมาตั้งคําถามว่า เอ๊ะ สังคมแบบไหนนะที่มันทําให้เด็กรู้สึกต้องดีขึ้นตลอดเวลา

แล้วเด็กๆ เลยไม่กล้าถามตัวเองว่าผุพังอยู่หรือเปล่า มันเจ็บปวดเกินกว่าที่จะถาม 

มันรู้สึกว่าไม่มีตัวตน รู้สึกต้องหาตัวตนต้องพยายามหาตัวเองให้เจอ ในขณะที่ก็มีอีกสายหนึ่งที่บอกว่าไม่ต้องหาหรอก ตัวตนก็เป็นตัวเราที่สุด สองอันนี้อันไหนมันรุนแรงกว่ากัน

ความลับของทุนนิยมลึกที่สุดเลยคือ เขาจะทําให้เรารู้สึกพร่องตลอดเวลา ถ้าคุณไม่พร่องมึงไม่ซื้อของชั้นหรอก   มันแรงขึ้นมากๆ มันแรงในยุคที่เราถูกเรียกสรรพนามจากทุกคนว่าเป็นคุณลูกค้าอะ แล้วเด็กๆ โตมาในยุคที่เขาคือคุณลูกค้าตลอดเวลา ไม่แปลกเลยที่จะรู้สึกพร่อง  อันนี้ก็ต้องถามว่าวิธีนี้มันทําอะไรคนอยู่ คุณตั้งคําถามไหมว่ามันคืออะไร  แล้วถ้าคุณรู้แล้วคุณจะดีลยังไงกับโลกแบบนี้ คุณจะบอกเพื่อนคุณยังไงหรือช่วยกันแบบไหน แต่พอเราดีลกับเรื่องที่มันใหญ่มากๆ คนจะรู้สึกแรงไม่พอถ้าทำลำพัง ดังนั้นการเชื่อมกันให้ได้มันจึงสำคัญแล้วแล้วช่วยกันไปดันหรือดีลกับเรื่องนี้ 

แต่ก็ไม่ใช่จะโยนความผิดให้ทุนนิยมรับจบทุกอย่าง เราอาจจะต้องกลับมาถามจริงๆ ว่าสิ่งนี้ทําอะไรกับเราอยู่ แล้วสิ่งอื่นที่มันทําร้ายเรา มันทําอะไรกับเรา ส่วนใหญ่มันจะเนียนๆ น่ะ พอเราไม่ตั้งคําถามว่า เฮ้ยคุณทําไรกับคนอยู่วะ มันก็จะไม่เห็น หรือไม่ได้นั่งคุยกันจริงๆ ว่ามันเรื่องอะไรอะ บางเรื่องก็พูดไม่ได้  ซ่อนไปเลย มองไม่เห็นซะจะได้ไม่ต้องคิด

Human Connection สําคัญยังไง

อันนี้เป็นคําของอาจารย์ประเวศ วะสี เขาบอกว่าชีวิตเราจะเป็นไปไม่ได้เลยถ้าไม่มีคนอื่น 

ทำไมเราต้องมางาน Soul Connect Fest 

สําหรับเราไม่ค่อยซีเรียสนะ ถ้ามาจะมาแปลว่าเป็นจังหวะเขา ถ้าไม่ก็ไม่เป็นไร ไม่ว่ากัน ไม่มาก็ได้ แต่ถ้าชวนเด็กๆ คนรุ่นใหม่นะ เราจะบอก แกมาเหอะ หนุกดีว่ะ คือการมีประสบการณ์ที่จะทําให้คุณรู้สึกสงบและเข้าใจตัวเองมากขึ้น เข้าใจคนอื่นมากขึ้น จะไปซื้อประสบการณ์แบบนี้ได้ที่ไหน งานนี้มีประสบการณ์เต็มเลยแล้วสนุกด้วย เอ็งมาเที่ยวเล่น ใช้คํานี้เลยนะ มาวิ่งเล่นดูดิ๊ เป็นยังไง มาๆ มาลองประสบการณ์ สนุกดี 

ทีนี้สิ่งที่เราวางใจได้คือ คนที่มาจัด workshop ก็เห็นหน้าเห็นตากันอยู่ว่าเป็นคนแบบไหน หัวใจแบบไหน ความปรารถนาแบบไหน ใช้เครื่องมือแบบไหน มันเหมือนกับว่า พ่อแม่จะพาลูกไปเข้าโรงเรียนสักโรงเรียนหนึ่ง ไม่เช็คเยอะนะ อันนี้เราเห็นกันอยู่ คนที่จัดมันน่ารัก มัน nice นะ มีจิตใจดี มีความรู้ มีเครื่องมือ ไม่อายที่จะชวนเด็ก เอ็งมาเที่ยวเล่นสนุกดี เพราะเรารู้ว่ามันมีของที่มีค่ากับเขา

สำหรับงานนี้ สมาธิยังไม่ใช่กระแสหลัก สำคัญมากกว่าคือการเข้าใจความจริง เป็นภาวะของ mindfulness ภาษาไทยคําว่า สติ สมาธิ มันอาจจะดูไม่น่ารักแต่จําเป็นสําหรับการเข้าถึงความจริงบางอย่าง 

จริงๆ การเข้าสู่แถบของสติสมาธิ ความเบิกบานกับความสุขสําคัญมากนะ คือเราไม่สามารถทําให้เขาเกิดขึ้นด้วยความบังคับ มันต้องเปิดมากๆ ให้เขา joyful กับมันอะ การจอยเป็นพื้นฐานที่สําคัญมากกับการเรียนรู้ของเรา คือถ้ามันฟีบแล้วมันไม่ไปไหนหรอก เวลาเราจอยใจเราจะเปิด โอกาสในการเปิดนั้นต่างหากที่ทําให้เขาสามารถมีประสบการณ์กับมันได้

เดี๋ยวนี้การไปหาจิตแพทย์หรือนักบําบัดมันกลายเป็นเรื่องปกติ แต่เป็นไปได้ไหมว่าถ้าเรามีสุขภาวะทางปัญญาที่ดี  มันจะชะลอการไปหาเขาหรือว่าเราสามารถจัดการตัวเองได้โดยไม่ต้องไปหาเขา

จริงๆ ในต่างประเทศนะ มิติ spiritual เอามาใช้เริ่มต้นในวงการสุขภาพจิตเยอะมากเลย จะมีในโรงเรียนแพทย์ของมหาลัยต่างๆ ที่มีโรงพยาบาลของตัวเอง และในโรงพยาบาลนั้นก็จะมีแผนก Mindfulness 

คิดว่ามี 2 เหตุผล 1.การมีสภาวะ spiritual ทําให้เราเป็นทุกข์ทางใจน้อยลง อธิบายให้เข้าใจมากขึ้น คนที่ป่วยจิต คือ ทุกข์จนมันรับมือไม่ไหว มันเลยป่วย  แต่ spiritual จะทำให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น เข้าใจชีวิตอย่างเป็นจริงมากขึ้น ความทุกข์ใจของเราจะน้อยลงชัดเจน แต่มันก็ขึ้นอยู่กับไอ้สิ่งแวดล้อมทางสังคมอีกนะ แม้ว่าเราจะแข็งแกร่งแค่ไหน แต่ถ้าเราอยู่ในสังคมที่ยังไงก็ยาก มันก็เป็นไปได้ที่คนใกล้จะยังป่วยอยู่

กับอีกตัวหนึ่งที่ medical school ทํากันเยอะคือ ทําวิจัยว่า เวลาภาวะสติสมาธิมันช่วยให้คนหายป่วยง่ายขึ้นไหม เวลาในการเจ็บป่วยน้อยลงไหม  ปรากฏว่าเจอผลที่ชัดเจนว่าได้ อันนี้งานวิจัยเต็มไปหมดเลยค่ะ

แต่ถ้าเรารู้สึกว่าเราต้องไปนั่งหลับตาสมาธิ สวดมนต์เข้าวัดมันน่ากลัว มันไม่ใช่ จริงๆ ลึกๆ มันพาเราสู่สภาวะสงบ เพื่อทําให้เราใคร่ครวญตัวเอง ผ่านหลายเครื่องมือหลายวิธีมากๆ ในตอนนี้ เช่น Sound bath (การอาบคลื่นเสียง) mindfulness cooking ฯลฯ  มันเต็มไปหมด 

คาดหวังให้คนที่ออกจากงาน Soul Connect Fest หรือกลับบ้านไปแล้วเป็นยังไงบ้าง 

อยากให้ใจเขามีประสบการณ์ แล้วมันเปิดไปสู่การให้เขารู้สึกว่า เขาสัมผัสมิตินี้ได้ มีประสบการณ์เปิดใจที่จะสัมผัสมิตินี้ รับรู้ความสุขที่เกิดขึ้นหรือบางอย่างที่มันดีกับเขา ถ้าใจเขาสัมผัสตรงนี้ได้ เขาจะไปต่อได้